bg-single

มัมมี่ ในวัฒนธรรมอียิปต์ มาจากไหน? (1)

30.11.2025

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

อะไรที่คนในทุกวันนี้เรียกกันว่า “มัมมี่” ก็คือ “ศพ” (ส่วนจะเป็นศพมนุษย์ หรือสัตว์ก็อีกเรื่อง) ที่ผ่านกระบวนการทำให้ร่างกายไม่เน่าเปื่อยนั้น มีที่มาจากคำเรียกในภาษาอังกฤษคือ “mummy” โดยว่ากันว่า มีรากคำมาจากศัพท์ภาษาละตินคือ “mumia” ที่ใช้ในแผ่นดินยุโรป สมัยยุคกลาง (Middle Ages หรือ Medieval Period, หรือที่แต่เดิมมักจะเรียกกันด้วยทัศนะที่ไม่ค่อยจะดีต่อยุคสมัยนี้มากนักว่า ยุคมืด, Dark Ages) แล้ว

แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า คำละติน “mumia” นี้ ก็ควรจะมีที่มาจากคำศัพท์อาหรับคือ “m?miy?” ซึ่งหมายถึง “ศพที่ผ่านการอาบน้ำยา” และบางทีก็อาจจะเกี่ยวกับคำว่า “m?m” ในภาษาเปอร์เซีย ซึ่งแปลว่า “น้ำมันดิน” (bitumen), “ยางมะตอย” (asphalt) หรือจะหมายถึง “ขี้ผึ้ง” (wax) ก็ได้

โดยสรุปแล้ว ศัพท์คำว่า “มัมมี่” นี้ จึงเป็นคำที่ฝรั่งยืมไปจากภาษาของกลุ่มคนทางฟากฝั่งของทวีปเอเชีย

แต่ก็ดูจะเป็นเรื่องตลกร้ายอยู่พอดู ที่ภาพจำของมัมมี่ในจินตนาการของฝรั่ง (และอีกสารพัดกลุ่มชาติภาษา) ทั้งโลกนั้น กลับเป็นมัมมี่ของดินแดนไอยคุปต์ คืออียิปต์ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว มัมมี่ ในความหมายของศพที่ถูกจัดการไม่ให้เน่าเปื่อยด้วยกรรมวิธีบางอย่างนี้ ไม่ได้เป็นสิ่งที่มีอยู่เฉพาะในวัฒนธรรมอียิปต์เท่านั้นเสียหน่อย

แต่ยังมีในอีกหลากหลายวัฒนธรรมของโลกโบราณเลยต่างหาก

ส่วนคำว่า “ไอยคุปต์” ที่หมายถึง “อียิปต์” ในภาษาไทย ซึ่งมีใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เป็นอย่างน้อย ก็มีที่มาจากคำในภาษากรีกโบราณว่า “Aiglptos” หรือ “Aiguptos” (อ่านว่า “อิกิปตอส” หรือ “อิกุปตอส”) ซึ่งหมายถึงได้ทั้ง “แม่น้ำไนล์” อันเป็นแม่น้ำสำคัญที่ก่อให้เกิดวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่อย่าง อียิปต์ และตัว “อียิปต์” เอง

นอกจากนี้ยังมีเทพปกรณ์ของกรีกเล่าไว้ด้วยว่า ไอกิปตอส เป็นชื่อเทพองค์หนึ่ง ซึ่งสายเลือดข้างพ่อสืบสายมาจาก โพไซดอน (Poseidon) เทพเจ้าแห่งมหาสมุทรของชาวกรีก ส่วนสายเลือดข้างแม่สืบโยงมาจาก นิลุส (Nilus) เทพแห่งแม่น้ำไนล์

แน่นอนด้วยว่า คำกรีกที่ว่านี่ก็คือรากของคำว่า “Egipte” ในภาษาอังกฤษโบราณ (Old English) และคำว่า “Egypte” ในภาษาฝรั่งเศส ก่อนที่จะกลายมาเป็น “Egypt” หรือ “อียิปต์” ในภาษาอังกฤษ และภาษาไทยทุกวันนี้

แต่บางคนก็เลือกที่จะเชื่อว่า คำว่า “อียิปต์” นั้น มีที่มาจากคำในภาษาอียิปต์โบราณว่า “ฮิคุปตาห์” (Hikuptah) อันหมายถึง วิหารแห่งกา (ka, ตามความเชื่ออียิปต์โบราณหมายถึง พลังชีวิต) ของเทพปทาห์ (Ptah, เทพผู้สร้าง) ที่เมืองเมมฟิส (Memphis) ต่างหาก

แน่ล่ะ ที่ชื่อประเทศอียิปต์จะให้มีที่มาจากคำศัพท์ในภาษากรีกนี่มันเสียฟอร์มกันอยู่เห็นๆ ดังนั้นจึงต้องมีข้อสันนิษฐานเชิงชาตินิยมอะไรทำนองนี้ออกมาคัดง้างกันบ้างนั่นแหละ ส่วนความจริงจะเป็นอย่างไรนั้น ก็คงต้องแล้วแต่วิจารณญาณของใครแต่ละคนก็แล้วกัน

นักประวัติศาสตร์ชาวโรมันเชื้อสายกรีกอย่าง พลูทาร์ก (Plutarch, พ.ศ.589-หลัง พ.ศ.662) ได้เคยจดบันทึกถึงเรื่องราวของมัมมี่ตนแรกตามความเชื่อของชาวอียิปต์เอาไว้ในข้อเขียนที่มีชื่อดั้งดิมเป็นภาษากรีก แต่รู้จักกันในชื่อภาษาอังกฤษว่า “On Isis and Osiris” (ถูกรวมเล่มอยู่ในหนังสือ Moralia ของพลูทาร์ก) ว่า ก็คือเทพบดีของโลกแห่งความตายอย่าง “โอซิริส” (Osiris) ตามปรัมปราคติของศาสนาอียิปต์โบราณ

พลูทาร์กอ้างว่า เทพโอซิริส ผู้เป็นพี่ชายคนโตในหมู่พี่น้องทั้ง 4 อันประกอบด้วย โอซิริส, ไอซิส (Isis), เซธ (Seth) และเนฟทิส (Nephthys) ได้ถูกสถาปนาให้เป็นกษัตริย์ปกครองดินแดนไอยคุปต์ จึงทำให้เทพเซธผู้เป็นน้องเกิดความอิจฉา และวางแผนการที่จะลอบปลงพระชนม์พี่ชายของตนเอง เซธจึงได้จัดทำโลงศพ ที่มีขนาดพอดีกับตัวของโอซิริส ขึ้นมาโลงหนึ่ง แล้วหลอกล่อให้โอซิริสเข้าไปนอนอยู่ในโลงนั้น

และเมื่อโอซิริสหลงกล เซธจึงรีบปิดฝาโลงเอาไว้อย่างแน่นหนา แล้วนำไปโยนทิ้งลงแม่น้ำไนล์ จากนั้นเซธก็ครองบัลลังก์ราชย์ เป็นกษัตริย์สืบแทนโอซิริส ผู้เป็นพี่ชายของตนเอง

ด้วยเหตุดังกล่าว เทพีไอซิสผู้เป็นทั้งน้องสาว ควบตำแหน่งชายาของโอซิริส จึงได้ออกตามหาโลงศพที่ขังร่างพระสวามีของตนเองเอาไว้ แต่กระแสน้ำในแม่น้ำไนล์ก็พัดพาโลงศพไปไกลจนมาถึงเมืองไบบลอส (Byblos, เชื่อกันว่าตั้งอยู่ในเขตประเทศเลบานอนปัจจุบัน) และเมื่อเทพีไอซิสไปพบเทพโอซิริสก็สิ้นใจลงไปเสียแล้ว

ชนชาวอียิปต์เชื่อว่าไอซิสเป็นเทพีแห่งเวทมนตร์ ดังนั้น ไท้เธอจึงปลุกชีพให้พระสวามีของตนเองมีชีวิตคืนกลับมาได้อย่างไม่ยากเย็นอะไรนัก แต่เมื่อเทพเซธรู้ข่าวเข้า ก็ตามมาสังหารพี่ชายของตนเองอีกครั้งหนึ่ง

แถมคราวนี้เขาถึงกับหั่นร่างของพี่ชายตนเองออกเป็นชิ้นๆ รวมทั้งหมด 14 ชิ้น แล้วนำไปโยนทิ้งตามสถานที่ต่างๆ กัน

เทพีไอซิสรู้เข้าก็ไปตามเก็บชิ้นส่วนร่างกายแต่ละชิ้นโดยหวังใจว่าจะรวบรวมมาประกอบรวมเข้าด้วยกันใหม่ แต่พระนางรวบรวมได้เพียงแค่ 13 ชิ้น เพราะอวัยวะชิ้นสำคัญอย่างอวัยวะเพศของเทพโอซิริสนั้น ได้ถูกเทพเซธโยนลงแม่น้ำไนล์ แล้วถูกปลาเมดเจด (Medjed) อันเป็นปลาในวงศ์ปลางวงช้างชนิดหนึ่ง ซึ่งพบได้ทั่วไปในแม่น้ำไนล์ กินเข้าไปเสียแล้ว (น่าสังเกตด้วยว่ามีลัทธิการบูชาปลาเมดเจด ที่เมืองอ็อกซิรินคุส [Oxyrhynchus] ปัจจุบันคือเมืองอัล บาห์นาซา [Al Bahnasa] ทางตอนกลางของประเทศอียิปต์)

แต่ถึงจะหาได้ไม่ครบทุกชิ้น เทพีไอซิสก็ยังนำอวัยวะส่วนที่เหลือมาประกอบเข้าด้วยกันแล้วใช้ผ้าลินินพันไว้ทั้งตัว อย่างเดียวกับการพันศพสำหรับทำมัมมี่ ซึ่งก็เพียงพอที่จะทำให้เทพโอซิริสฟื้นขึ้นมาได้ แต่พระองค์ก็ไม่สามารถกลับมามีชีวิตในโลกของคนเป็นได้อีกต่อไป ดังนั้นจึงต้องไปเป็นเทพบดี คือกษัตริย์ในโลกของคนตายนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

พลูทาร์กยังได้เล่าเรื่องราวในเทวตำนานข้างต้นต่อจากนั้นไปจนจบเรื่อง แต่สำหรับในข้อเขียนชิ้นนี้ ที่ต้องการพูดถึงเฉพาะเรื่องของ “มัมมี่” แล้ว ก็ดูจะเป็นสิ่งเกินจำเป็น เพราะจากที่ผมได้เล่ามาข้างต้นนี้ ก็คงจะพอให้เห็นได้แล้วว่า ชาวอียิปต์ถือว่าเทพโอซิริสก็คือ มัมมี่ร่างแรกของพวกเขา

และก็คงจะเห็นได้ด้วยว่า ชาวอียิปต์นั้นเชื่อว่า การทำมัมมี่นั้น ช่วยให้คนตายฟื้นคืนชีพได้ แต่ไม่ได้ฟื้นในโลกของคนเป็น แต่เป็นในโลกของคนตาย อันเป็นโลกนิรันดร์ต่างหาก

นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกอีกคนหนึ่ง ซ้ำยังเป็นนักประวัติศาสตร์ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งประวัติศาสตร์โลกอย่างเฮโรโดตุส (Herodotus, พ.ศ.58-118) ซึ่งได้เคยเข้าไปที่อียิปต์ในยุคที่วัฒนธรรมที่เก่าแก่แห่งนั้นยังไม่ได้ล่มสลายลงไป (แม้จะเป็นช่วงที่อียิปต์อยู่ภายใต้การปกครองของเปอร์เซียก็เถอะ)

แน่นอนว่า เขาได้จดบันทึกเกี่ยวกับวิธีทำมัมมี่ของชาวอียิปต์เอาไว้ด้วย ซ้ำยังได้บันทึกเอาไว้อย่างละเอียดสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรเหลือมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ (ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะพวกอียิปต์ไม่เคยจดบันทึกถึงวิธีการทำมัมมี่ของพวกเขาเลย อย่างน้อยก็ยังไม่มีการพบหลักฐานทำนองนั้น) โดยเฮโรโดตุสได้ระบุเอาไว้ว่าในสมัยนั้น ชาวอียิปต์มีวิธีทำมัมมี่อยู่ 3 ระดับ ขึ้นอยู่กับระดับความตุงของกระเป๋าสตางค์ของผู้ว่าจ้างให้ทำมัมมี่

ในระดับพรีเมี่ยมที่สุดนั้น ศพจะถูกนำไปวางในเต็นท์สำหรับทำมัมมี่ โดยมีนักบวชที่สวมหน้ากากของเทพบดีแห่งโลกของคนตายอย่างโอซิริส และหน้ากากหมาไนของเทพอนูบิส (Anubis) ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งความตาย และการทำมัมมี่ คอยประกอบพิธีกรรม จากนั้นพวกเขาจะบรรจงเอาเหล็กแหลมแทงเข้าไปในรูจมูกเพื่อกวนเอาสมองออกมา

จากนั้นพวกเขาก็จะผ่าเอาอวัยวะภายในออกมาจากทางด้านซ้ายของท้อง แต่จะเก็บเฉพาะหัวใจเอาไว้ในร่างกายดังเดิม แล้วชำระล้างร่างกายให้สะอาดด้วยไวน์และเครื่องเทศ แล้วจึงใส่ห่อเกลือนาตรอน (natron) กับยางไม้เข้าไปในร่างกายเพื่อดูดเอาความชื้นออกมา

โดยเฮโรโดตุสได้ระบุว่า กระบวนการดูดความชื้นนี้จะใช้เวลาราว 40 วัน จากนั้นจึงค่อยแกะเอาห่อเกลืออกมา แล้วชำระร่างกายอีกครั้งด้วยน้ำสะอาด แล้วค่อยนำเอาอวัยวะในร่างกายที่แห้งดีแล้วยัดกลับไปใส่ไว้ตรงตำแหน่งเดิม แล้วจึงค่อยเย็บช่องท้องที่ผ่าออกให้ติดกันสนิทดังเดิม

ต่อจากนั้นจะเป็นกระบวนการพันผ้าให้กับศพทีละทบ โดยจะมีการแทรกเครื่องรางต่างๆ ที่ใช้ในการป้องกันอันตราย และสิ่งชั่วร้ายต่างๆ เอาไว้ในผ้า

กระบวนการนี้จะกินเวลาอีกราว 30 วัน จึงแล้วเสร็จ ก่อนจะถูกนำเอาไปฝังไว้ในสุสาน เป็นอันเสร็จพิธี

ส่วนการทำมัมมี่ที่มีค่าใช้จ่ายย่อมเยาลงมาอีกระดับจะไม่มีการผ่าเอาเครื่องในออกมาทั้งสิ้น แต่จะฉีกน้ำสนซีดาร์เข้าไปในช่องท้องของศพ เพื่อให้อวัยวะภายในกลายเป็นของเหลว โดยเมื่อถึงระยะเวลาที่กำหนด ศพก็จะแห้งเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกอยู่เท่านั้น

สำหรับการทำมัมมี่แบบราคาถูกที่สุดนั้น จะเป็นการฉีดเอายาสวนเข้าไปในลำไส้เพื่อทำลายอวัยวะภายในทั้งหมดของร่างกาย จากนั้นจึงเอาศพไปฝังกลบไว้ใต้เกลือนาตรอนอีก 70 วัน ก็พร้อมที่บรรจุฝังแล้ว

แต่วิธีการทำมัมมี่อย่างที่เฮโรโดตุสบันทึกเอาไว้นั้น เป็นวิธีในรุ่นหลัง ซึ่งแตกต่างไปทั้งเทคนิควิธีทำ และวัฒนธรรมความเชื่อเกี่ยวกับการทำมัมมี่ของอียิปต์ในยุคก่อนหน้า ซึ่งแม้จะไม่ได้ถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ก็พิสูจน์ทราบได้จากหลักฐานทางโบราณคดี ด้วยกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ (มีต่อ)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | มติ เบี้ยเด็ก แรกเกิด 600 วัดใจ รัฐบาล “ภูมิใจไทย”
ส่องอนาคต ‘พรรคชัชชาติ’ เส้นทาง ‘การเมืองระดับชาติ’ ของผู้ว่าฯ กทม.?
ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย