โต้ทฤษฎี’นวัตกรรมนำความก้าวหน้าของเศรษฐกิจ’ของรางวัลโนเบล (3)
คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
คลิก อ่านตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2
ในบทที่ 14 มาร์กซ์อธิบายอย่างละเอียดถึงสองรูปแบบพื้นฐานของหัตถอุตสาหกรรม : หัตถอุตสาหกรรมต่างชนิดกันและหัตถอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องกัน (The Two Fundamental Forms of Manufacture : Heterogeneous Manufacture, Serial Manufacture)
ผมอ่านด้วยความตื่นตาตื่นใจ ตาสว่างโดยเฉพาะหัตถอุตสาหกรรมนาฬิกาที่ผมอยากให้ทุกท่านได้อ่าน ทำให้ตระหนักได้ทันทีว่าทำไมสังคมนอกตะวันตกถึงยากลำบากในการสร้างและพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่อย่างแท้จริง
ความเข้าใจในข้อเขียนของมาร์กซ์ในประเด็นนี้ยังช่วยทำให้ผมได้ข้อสรุปว่าเราควรมองกำเนิดและพัฒนาการของระบบทุนนิยมในสังคมนอกตะวันตกอย่างไรถึงจะสอดคล้องกับความจริงทางภววิสัยของพัฒนาการระบบทุนนิยม
แทนที่จะเถียงกันว่า เราเป็นระบบทุนหรือไม่อย่างที่เราได้ถกเถียงกันหน้าดำคร่ำเครียดมาก่อนแล้ว
มาร์กซ์อธิบายต่อไปดังนี้ว่า “การจัดระเบียบในหัตถอุตสาหกรรมมีรูปแบบพื้นฐานสองอย่างซึ่งโดยสาระแล้วต่างประเภทกันแต่ในบางโอกาสก็มีการทับซ้อนคาบเกี่ยวกันบ้าง แต่แสดงบทบาทที่แตกต่างกันและสำคัญยิ่งในการเปลี่ยนแปลงจากหัตถอุตสาหกรรม ไปเป็นอุตสาหกรรมสมัยใหม่ (modern industry) ที่ถูกผลักดันโดยจักรกล ลักษณะคู่นี้กำเนิดขึ้นมาจากธรรมชาติของผลิตภัณฑ์ในตัวมันเอง ซึ่งถูกผลิตขึ้นในสองหนทางที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจากกระบวนการทางจักรกลที่เกี่ยวพันกับการประกอบชิ้นส่วนต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างเป็นอิสระจากกันและกัน หรือไม่ก็จากชุดของกระบวนการและการจัดการที่เชื่อมโยงกันเป็นลำดับที่ทำให้ผลผลิตนี้ออกมาในรูปแบบสมบูรณ์
“ยกตัวอย่างเช่น รถไฟประกอบไปด้วยชิ้นส่วนปัจเจกแยกจากกันมากกว่า 5,000 ชิ้น อย่างไรก็ตาม มันไม่สามารถเป็นตัวอย่างของหัตถอุตสาหกรรมเริ่มแรกที่แท้จริง เพราะมันเป็นโครงสร้างที่ถูกผลิตขึ้นโดยอุตสาหกรรมจักรกลสมัยใหม่”
“แต่นาฬิกาสามารถเป็นได้ และวิลเลียม เพ็ตตี้ (William Petty) ใช้นาฬิกาเพื่อแสดงถึงการแบ่งงานกันทำในหัตถอุตสาหกรรม ก่อนนี้นาฬิกาเป็นผลผลิตปัจเจกของช่างฝีมือชำนาญการแห่งนูเรมเบิร์ก ก่อนที่จะถูกแปลงสภาพไปเป็นผลผลิตทางสังคมของผู้ใช้แรงงานเฉพาะทางจำนวนมาก”
“เช่น ช่างทำลานนาฬิกา ช่างทำหน้าปัด ช่างทำใยสปริง ช่างเจาะรูใส่ทับทิม (jeweled hole makers) ช่างทำคันพลอย (ruby lever) ช่างทำเข็มนาฬิกา ช่างทำเรือนนาฬิกา ช่างทำสกรูนาฬิกา ช่างชุบทอง กับหน่วยย่อยๆ อีกมากมาย เช่น ช่างทำเฟืองล้อ (ทองเหลืองกับเหล็กแยกกัน) ช่างทำหมุด ช่างทำปุ่มไขลาน ช่างใส่เฟืองล้อบนแกน ช่างขัดหน้าปัดเม็ดมะยม ช่างทำเดือย ใส่ล้อและลวดสปริง ช่างตัดฟันในเฟืองล้อ ขยายรูในขนาดที่ถูก ฯลฯ (finisseur de barillet) ช่างทำเครื่องเกาะฟันเฟือง ช่างทำกระบอกสูบสำหรับเครื่องฟันเฟือง ช่างทำล้อเครื่องเกาะฟันเฟือง ช่างทำศูนย์ล้อ ช่างทำเครื่องมือกำกับการเดิน ช่างทำเฟืองแกว่ง ทำกล่องสำหรับสปริง ฯลฯ ขัดเหล็ก ขัดล้อหมุน ขัดหมุดหนอน ทาสี เคลือบหน้าปัด (ละลายเคลือบบนทองแดง) ทำวงแหวนสำหรับแขวน ใส่บานพับทองเหลืองบนด้านหน้า ฯลฯ ใส่สปริงสำหรับเปิดกล่อง (graveur, ciseleur, polisseur de boite, etc, etc)”
“และสุดท้ายของทั้งหมด ช่างผู้บรรจงประกอบทุกอย่างให้แก่นาฬิกาทั้งเรือนและส่งมอบต่อไปในสภาพที่กำลังเดิน”
“มีเพียงชิ้นส่วนบางอันของนาฬิกาเท่านั้นที่ผ่านหลายมือ และชิ้นส่วนกระจัดกระจายทั้งหลายเหล่านี้เข้ามารวมกันเป็นครั้งแรกในมือที่ผูกมัดพวกมันเข้าเป็นจักรกลไกหนึ่งเดียวกัน ความสัมพันธ์ภายนอกนี้ระหว่างผลผลิตที่เสร็จแล้วกับปัจจัยหลากหลายและแตกต่างทำให้มัน เป็นเรื่องของความบังเอิญว่าผู้ใช้แรงงานชำนาญเฉพาะทางถูกนำเข้ามาด้วยกันในโรงงานแห่งเดียวกันหรือไม่เช่นเดียวกับในกรณีสินค้าสำเร็จแล้วที่คล้ายกัน งานเฉพาะด้านอาจถูกดำเนินการต่อไปเหมือนช่างหัตถกรรมอิสระหลายคน ดังที่พวกเขาทำอยู่ในแคว้นโวด์ (Vaud) และแคว้นนอยฟ์ชาแตล (Neufchatel) ในสวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่ในเจนีวามีโรงหัตถอุตสาหกรรมนาฬิกาขนาดใหญ่ดำรงอยู่ ในนั้นผู้ใช้แรงงานชำนาญการเฉพาะทางทำงานร่วมกันโดยตรงภายใต้การควบคุมของนายทุนคนหนึ่ง และแม้ในกรณีหลัง หน้าปัด สปริง และกรอบยังแทบไม่ได้ถูกผลิตในโรงงาน
“การทำอาชีพหัตถอุตสาหกรรมต่อไปพร้อมกับการกระจุกรวมคนงานในอาชีพทำนาฬิกานี้ ทำกำไรได้ก็แต่ภายใต้เงื่อนไขที่พิเศษ เพราะว่าการแข่งขันที่สูงขึ้นระหว่างผู้ใช้แรงงานที่ต้องการทำงานในบ้าน และเนื่องจากการแบ่งแยกงานออกเป็นกระบวนการแตกต่างกันจำนวนมาก ทำให้มีการใช้เครื่องมือร่วมกันเพียงน้อยนิด และด้วยการกระจายงานออกไป นายทุนประหยัดค่าใช้จ่ายในโรงงานได้ ฯลฯ” “กระนั้นก็ตาม ฐานะของช่างฝีมือเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่แม้จะทำงานที่บ้านแต่ก็ทำไปเพื่อนายทุน (ผู้ผลิตอุตสาหกรรม สถาบัน) ก็แตกต่างอย่างยิ่งจากของช่างผีมืออิสระผู้ทำงานเพื่อลูกค้าของเขา”
ถ้าขยับออกจากเรื่องเครื่องมือการผลิตไปสู่แรงงาน ปัญหาสำคัญที่มาร์กซ์ระบุไว้เมื่ออธิบายการเปลี่ยนผ่านจากหัตถอุตสาหกรรมไปสู่ระบบโรงงานได้แก่เรื่องการแบ่งงานกันทำ (division of labor) ซึ่งเป็นคุณลักษณะขาดไม่ได้ของช่างฝีมือในระบบหัตถอุตสาหกรรม ลองคิดตามมาร์กซ์ว่าเขาใช้วิภาษวิธีในประวัติศาสตร์วัตถุนิยม (historical materialism) อย่างไรในการค้นคว้าและวิเคราะห์
“การแบ่งงานกันทำในสังคมหนึ่ง และการที่ปัจเจกชนทั้งหลายผูกมัดตัวเองเข้าไว้กับการทำอาชีพเฉพาะอย่าง ได้พัฒนาตัวมันเอง เหมือนกับที่การแบ่งงานกันทำในหัตถอุตสาหกรรมกระทำจากจุดเริ่มต้นที่ตรงข้ามกัน ภายในครอบครัวหนึ่ง และภายหลังการพัฒนาต่อไปภายในเผ่าพันธุ์ จะมีการแบ่งงานกันทำปรากฏขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ อันมีสาเหตุมาจากความแตกต่างของเพศและอายุ การแบ่งที่เกิดมาจากรากฐานทางกายภาพล้วนๆ ซึ่งการแบ่งงานนี้ขยายพื้นฐานทางวัตถุของมันโดยการขยายตัวของชุมชน โดยการเพิ่มขึ้นของประชากร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกัน และจากการเอาเผ่าพันธุ์หนึ่งลงอยู่ใต้อำนาจของอีกเผ่า ในอีกด้าน ดังที่ข้าพเจ้าได้ให้ข้อสังเกตไว้แล้ว การแลกเปลี่ยนผลผลิตอุบัติขึ้นตรงจุดที่ครอบครัว เผ่าพันธุ์ ชุมชนที่ต่างกันเข้ามาติดต่อกัน กล่าวได้ว่า ในช่วงต้นของอารยธรรม มันไม่ใช่ปัจเจกบุคคลหากแต่เป็นครอบครัว เผ่าพันธุ์ ฯลฯ ที่พบกันบนจุดยืนแห่งอิสรเสรี ชุมชนที่แตกต่างกันมีเครื่องมือการผลิตที่ต่างกัน และมีปัจจัยในการดำรงชีวิตที่แตกต่างกันในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติของตน” (การเน้นเป็นของผู้เขียน)
“ฉะนั้น วิถีการผลิต วิถีการดำรงชีวิต และผลผลิตของพวกเขาล้วนแตกต่างกัน ความแตกต่างที่พัฒนาขึ้นเองนี้ที่เมื่อชุมชนที่แตกต่างกันมาติดต่อกัน ก็เรียกร้องให้เกิดการแลกเปลี่ยนผลผลิตซึ่งกันและกัน และการแปลงผลผลิตเหล่านั้นไปเป็นสินค้าอย่างค่อยเป็นค่อยไปในเวลาต่อมา การแลกเปลี่ยนไม่ได้สร้างความแตกต่างระหว่างปริมณฑลของการผลิต แต่นำสิ่งที่แตกต่างอยู่ก่อนแล้วให้เข้ามาสัมพันธ์กัน และนั่นคือเปลี่ยนแปลงพวกมันให้ไม่มากก็น้อยเป็นสาขาที่พึ่งพากันของการผลิตรวมหมู่ในสังคมที่ใหญ่ขึ้น ในกรณีหลัง การแบ่งงานทางสังคมเกิดขึ้นมาจากการแลกเปลี่ยนระหว่างปริมณฑลทางการผลิตซึ่งแต่เดิมนั้นต่างกันและเป็นอิสระจากกัน ในกรณีแรก ซึ่งการแบ่งงานกันทำทางกายภาพเป็นจุดตั้งต้น องคาพยพเฉพาะของส่วนทั้งหมดที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเริ่มเข้าสู่ภาวะที่ไม่แน่นเหมือนเดิมแล้วก็หลุดแตกออกจากกัน หลักๆ แล้วเกิดมาจากการแลกเปลี่ยนสินค้ากับชุมชนภายนอก และจากนั้นได้โดดเดี่ยวตนเองออกไปจนพันธะเดียวที่ยังคงเชื่อมต่องานชนิดต่างๆ เอาไว้ได้ก็คือการแลกเปลี่ยนผลผลิตในฐานะสินค้า ในทางหนึ่ง มันคือการทำให้สิ่งที่ก่อนหน้านี้เคยเป็นอิสระมาขึ้นต่อกัน ในอีกทางหนึ่ง มันทำให้สิ่งที่ก่อนหน้านี้เคยพึ่งพากันมาเป็นอิสระจากกัน รากฐานของการแบ่งงานกันทำทุกอย่างที่พัฒนามาอย่างดีและบังเกิดขึ้นโดยการแลกเปลี่ยนสินค้า ก็คือการแยกระหว่างเมืองกับชนบท”
“กล่าวได้ว่า ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจทั้งหมดของสังคมถูกสรุปไว้ในการเคลื่อนไหวของภาวะแย้ง (antithesis) นี้”

นี่คือตัวอย่างวิธีวิทยา (methodology) ของมาร์กซ์ ระหว่างวิพากษ์การก่อรูปของระบบทุนนิยมในยุโรป
มาร์กซ์ก็เปรียบให้เห็นถึงสภาพสังคมในตะวันออก (โดยเฉพาะอินเดีย) ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจนถึงระดับที่จะทำให้เกิดวิถีการผลิตใหม่แบบทุนได้ เช่น การร่วมมือกันและแบ่งงานในการทำงาน เขาก็มองเห็นว่าในอาณาจักรเอเชียที่ใหญ่โตก็มีการสร้างปูชนียสถาน พระราชวัง วัดจำนวนไม่น้อยที่ยังแสดงถึงความยิ่งใหญ่และความสามารถของช่างฝีมือเหล่านั้น
มาร์กซ์มองด้วยสายตาแห่งความสังเวชสลดใจ (empathy) เพราะว่า
“แต่ละคนที่สร้างสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นคนตัวเล็กๆ อ่อนแอและน่าสมเพช ผู้ใช้แรงงานนอกภาคเกษตรของกษัตริย์เอเชียไม่มีอะไรเลยนอกจากการใช้แรงงานทางกายของปัจเจกเพื่อทำภารกิจนั้น แต่จำนวนของพวกเขาคือพลังและอำนาจในการบัญชามวลชนเหล่านี้นำไปสู่การเกิดพระราชวังและวัด พีระมิดและกองทัพของรูปปั้นมหาศาล การจำกัดควบคุมรายได้ของรัฐที่เลี้ยงคนงานหนึ่งหรือหลายคนไว้ทำให้ภารกิจดังกล่าวสำเร็จลงได้”
นวัตกรรมไม่อาจส่งทอดต่อมายังคนเอเชียยุคหลังได้เพราะขีดจำกัดของรัฐโบราณ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
