| สุจิตต์ วงษ์เทศ
โขนมีกำเนิดและความเป็นมาเกี่ยวข้องการสถาปนาเมืองอโยธยา โดยชนชั้นนำสยามเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ซึ่งมีข้อมูลเพิ่มเติมต่อไปนี้
1. โขน คือ การละเล่นเป็นภาษาไทยในพิธีกรรมทางศาสนา-การเมือง เรื่องรามเกียรติ์เพื่อสรรเสริญพระรามและสมโภชเมืองอโยธยา
คำว่า “โขน” (ไม่พบในบ้านเมืองอื่น) มาจาก “โขล” ในภาษาอินเดียใต้ หมายถึงการพอกหน้าซ้ำๆ หลายครั้งจนหนา (เหมือนหน้ากาก) เพื่อเล่นรามายณะ ต่อมาพบหลักฐาน “โขล” ถูกใช้เก่าสุดในกัมพูชา เป็นภาษาเขมรว่า “โลฺขน โขล” (ละโคน โคล) หมายถึงการละเล่นละครสวมหน้ากากเรื่องรามเกียรติ์ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของราชสำนักกัมพูชา โดยพากย์เป็นภาษาเขมร
“รามเกียรติ์” มีต้นทางเป็นคำเขมร หมายถึง การสรรเสริญพระเกียรติยศของพระราม เจ้าเมืองอโยธยา ที่มีเนื้อหาจากรามายณะของอินเดียใต้ (ต่อมาไทยยืมคำเขมรว่า “รามเกียรติ์” มาใช้จนเข้าใจว่าเป็นภาษาไทย)
อินเดียโบราณมีการละเล่นรามายณะในชื่อเรียกต่างกันไปของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งมีหลากหลายมาก แต่ไม่พบว่าเรียกโขน นอกจากนั้นนาฏศิลป์และดนตรีอินเดียก็ไม่มีอิทธิพลเหนือนาฏศิลป์และดนตรีในไทย ดังจะพบว่าฟ้อน, เต้น และปี่พาทย์ในโขน ไม่มีในการละเล่นรามายณะของอินเดีย แต่เป็นวัฒนธรรมร่วมของอุษาคเนย์ไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ดังนี้
ฟ้อน ด้วยลีลายืด-ยุบ ตามประเพณีเซ่นผีฟ้า พบหลักฐานเป็นลายสลักบนเครื่องมือสำริด (สมัยก่อนประวัติศาสตร์), เต้น จากท่ากบขอฝน พบหลักฐานจากภาพเขียนบนเพิงผาในอีสาน (สมัยก่อนประวัติศาสตร์), ปี่พาทย์ ประกอบด้วยเครื่องมือหลักตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้แก่ ฆ้องวง, กลองทัด, ปี่ (นอก)
2. เมืองอโยธยา เป็นเมืองของพระรามตามเรื่องราวในมหากาพย์รามายณะของอินเดีย ซึ่งถูกยกย่องเป็นชื่อศักดิ์สิทธิ์
ต่อมาเชิญเป็นชื่อเมืองสร้างใหม่ 800 ปีที่แล้ว หรือเรือน พ.ศ.1700 ว่าเมืองอโยธยา (จ.พระนครศรีอยุธยา) บริเวณชุมทางแม่น้ำ 3 สาย ได้แก่ เจ้าพระยา, ป่าสัก, ลพบุรี
3. ชนชั้นนำสยาม หมายถึงผู้มีอำนาจของชาวสยาม 3 กลุ่ม ได้แก่ สยามลุ่มน้ำมูล, สยามละโว้ และสยามลุ่มน้ำท่าจีน
ชาวสยาม หมายถึงผู้คนชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ พูดภาษาไทยเป็นภาษากลางทางการค้าดินแดนภายใน และทางการสื่อสารต่างชาติพันธุ์ ต่อมาเรียกตนเองว่าไทย หรือคนไทย นับถือศาสนาพื้นเมือง “ผี-พราหมณ์-พุทธ”
ผี เป็นศาสนาดั้งเดิมของคนทั้งโลก (ก่อนมีพราหมณ์, พุทธ) พราหมณ์ หมายถึง ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เผยแผ่จากอินเดียมี 2 นิกาย ได้แก่ ไศวนิกาย นับถือพระศิวะหรือพระอิศวร และไวษณพนิกาย นับถือพระวิษณุหรือพระนารายณ์ ส่วนพุทธ หมายถึง ศาสนาพุทธเผยแผ่จากอินเดีย ราว พ.ศ.1000 ต่อมาชาวสยามรับเถรวาท แบบลังกา (ยกย่องรามายณะ นับถือทศกัณฐ์) ราวหลัง พ.ศ.1600
ชนชั้นนำสยามนับถือศาสนาผีผสมพราหมณ์ ไวษณพนิกาย ยกย่องพระนารายณ์ และพุทธเถรวาท แบบลังกา จึงเชิดชูพระรามเจ้าเมืองอโยธยา ที่ได้รับจากเมืองพิมาย (จ.นครราชสีมา) และเมืองพระนคร (นครวัด กัมพูชา)
สร้างเมืองอโยธยาของพระราม
ชนชั้นนำสยามลุ่มน้ำมูลกับเครือญาติและเครือข่ายกว้างขวาง ซึ่งมั่งคั่งจากการค้าสำเภากับจีน และมั่นคงทางการเมืองจากการรับศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา จึงร่วมกันสร้างบ้านแปลงเมือง (อักขรวิธีแบบลาวว่า “ส้างบ้านแปงเมือง”) ตามคติไวษณพนิกาย โดยยกย่องชื่อศักดิ์สิทธิ์ในรามายณะด้วยการเลียนแบบมาใช้ใหม่ ดังนี้
1. สรรเสริญพระเจ้าแผ่นดินเป็นพระราม ทรงนาม “รามาธิบดี”
2. สถาปนาบ้านเมืองขึ้นใหม่ บริเวณชุมทางแม่น้ำ 3 สาย (เจ้าพระยา, ลพบุรี, ป่าสัก) สมมุติเป็นเมืองที่ประทับของพระราม นามว่า “อโยธยาศรีรามเทพ” (หมายถึงเมืองแห่งชัยชนะตลอดกาลของพระราม) เรียกสั้นๆ ว่าเมืองอโยธยา
3. สร้างสรรค์การละเล่นขึ้นมาใหม่ เรียกว่าโขน (เล่นเรื่องรามเกียรติ์ ที่ดัดแปลงจาก “รามายณะ” ฉบับภาษาทมิฬ อินเดียใต้) เพื่อความมั่นคงทางการเมือง ด้วยการสรรเสริญพระราม และสมโภชเมืองอโยธยา (ของพระราม) โดยมีแบบแผนสำคัญ ดังต่อไปนี้
(1.) เล่นสวมหน้ากาก (2.) ในสนามกลางแจ้ง (3.) เล่นยกรบฉากเดียว ตอนพระรามปราบทศกัณฐ์ (4.) พากย์และเจรจาภาษาไทย เพราะภาษาไทยเป็นภาษาราชการ นอกจากนั้นเจ้านาย, ขุนนาง, ข้าราชการ (ที่อยู่ในพิธีกรรม) ล้วนพูดภาษาไทย

(ภาพเก่าก่อน พ.ศ.2549 เสรี หวังในธรรม กำลังพากย์และเจรจาโขน)
โขนภาษาไทยเพื่อความมั่นคง
1. ชาวสยาม พูดภาษาไทยตั้งแต่อยู่ลุ่มน้ำมูล ได้แก่ “เสียมกุก” (ภาพสลักปราสาทนครวัด) และเมืองราด (พ่อขุนผาเมือง) โดยใกล้ชิดภาษาเครือญาติ ได้แก่ มอญ, เขมร, มลายู ฯลฯ
2. อโยธยา ลุ่มน้ำเจ้าพระยา อยู่ท่ามกลางอำนาจเก่า พูดภาษาเขมร, มอญ, มลายู ฯลฯ ชาวสยามเมืองอโยธยา (ที่สร้างใหม่) ยกภาษาไทยเป็นภาษาราชการของตนเอง ซึ่งต่างจากอำนาจเก่า
ดังนั้น ภาษาไทยถูกใช้ผนึกความเป็นปึกแผ่นของรัฐ เพื่อดึงดูดคนกลุ่มอื่นๆ เป็นชาวสยาม แล้วกลายเป็นคนไทย (เพิ่มแรงงานทำนา และไพร่พลกองทัพ) โดยผ่านพิธีกรรมต่างๆ ได้แก่ เทศน์มหาชาติ, กฎหมาย, โองการแช่งน้ำ และโขน
การละเล่นรามเกียรติ์ มีอยู่แล้วในรัฐรุ่นเก่า ซึ่งเรียกเป็นภาษาเขมรว่า “โลฺขน โขล” และพากย์เป็นภาษาเขมร หลังจากนั้นราชสำนักอโยธยาปรับเปลี่ยน “โลฺขน โขล” จากภาษาเขมรเป็นภาษาไทย ด้วยการเรียกชื่อใหม่ว่าโขน (อักขรวิธีไทย) แล้วพากย์ภาษาไทย และเจรจาภาษาไทย (ไม่เคยมีมาก่อน) สมัยนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญและยิ่งใหญ่มาก
1. พากย์ หมายถึง บอกเล่าหรือพรรณนาเป็นทำนองเสนาะอย่างหนึ่ง ตามบทพากย์เป็นภาษาไทยที่แต่งด้วยฉันทลักษณ์ เรียกกาพย์ มีใช้ 2 แบบ ได้แก่ กาพย์ยานี กับ กาพย์ฉบัง
ยานี (ในชื่อกาพย์ยานี) หมายถึง ดำเนิน (เรื่อง) ไป ฉบัง (ในชื่อกาพย์ฉบัง) แปลว่า รบ ยืมคำจากเขมร ว่า จฺบําง หรือ จํบําง ส่วนกาพย์ฉบัง ไม่พบในตำรากาพย์อยุธยา แต่พบในตำราร้อยกรองเขมร เรียก บทปมโณล แปลว่า พรรณนา, บรรยาย นิยมแต่งบททะเลาะวิวาท, ขัดแย้งรุนแรง, รบพุ่ง, เคลื่อนไหวอึกทึก (มีในหนังสือ วรรณกรรมเขมร กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2558 หน้า 44)
2. เจรจา หมายถึง การพูดจา โต้ตอบ หรือเล่าเรื่องอย่างกระชับด้วยภาษาร่าย คือ คำคล้องจองกึ่งร้อยกรอง-ร้อยแก้ว มีต้นทางจากคำทำขวัญ (หลายพันปีมาแล้ว)
ภาษาร่าย เดิมใช้ติดต่อผี แต่ในเจรจาโขนใช้ติดต่อเทวดาด้วยสำเนียงหลวง คือ สำเนียงโคราช ซึ่งเป็นภาษาพูดในชีวิตประจำวันทั้งนอกและในราชสำนัก สมัยอยุธยาตอนต้นๆ
[ทุกวันนี้เจรจาโขน (กรมศิลปากร) ยานคาง แต่หางเสียงใกล้เคียงสำเนียงเหน่อสุพรรณ-หลวงพระบาง ส่วนโขนในวัฒนธรรมเขมรดั้งเดิมมีแต่พากย์ ไม่มีเจรจา แต่ผู้รู้เขมรว่า ล่าสุด โขนเขมรเพิ่งมีเจรจาตามแบบแผนโขนไทย]
เจรจาโขนเป็นประเพณีสร้างใหม่ในราชสำนักอโยธยา พูดภาษาไทย ซึ่งมีความสำคัญมากทางการเมืองสร้างความเป็นปึกแผ่นของรัฐไทยแห่งแรกสมัยนั้น
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
