มัมมี่ ในวัฒนธรรมอียิปต์ มาจากไหน? (2)
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
ถึงแม้ว่า ในบันทึกของเฮโรโดตุส (Herodotus, พ.ศ.58-118) จะอ้างเอาไว้ว่า ผู้คนในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณนั้น มีความนิยมในการทำมัมมี่กันตั้งแต่ในหลายระดับชั้นฐานะ ให้เป็นมัมมี่ที่แตกต่างกันไปโดยจะมีระดับของวัตถุดิบ และความประณีตพิถีพิถันในการดองศพแตกต่างกันไปตามเม็ดเงินในกระเป๋าสตางค์ของญาติผู้ตาย
แต่นั่นก็เป็นอาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคปลายของอียิปต์ (ราว 2,650-2,330 ปีที่แล้ว) ที่อียิปต์ตกอยู่ใต้การปกครองของต่างชาติ โดยเฮโรโดตุส ได้เข้าไปในอียิปต์ในยุคสมัยที่ตกอยู่ใต้การปกครองของจักรวรรดิเปอร์เซีย
ข้อมูลจากหลักฐานแวดล้อมต่างๆ แสดงให้เห็นว่า การทำมัมมี่ในยุคแรกเริ่ม ตั้งแต่ในสมัยราชอาณาจักรเก่า ของประวัติศาสตร์อียิปต์ (Old Kingdom, คือช่วงราว 4,700-4,200 ปีที่แล้ว) เป็นสิ่งที่ถูกสงวนไว้ใช้เฉพาะกับฟาโรห์ และเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงเท่านั้น
ลักษณะอย่างนี้ดูจะผ่อนคลายลงไปบ้าง ในสมัยราชอาณาจักรกลาง (Middle Kingdom, ราว 4,060-3,690 ปีที่แล้ว) แต่ก็ยังไม่ถึงขนาดที่ใครจะทำมัมมี่ก็ได้ ถ้ากระเป๋าสตางค์ตุงพอ แต่จะกลายเป็นที่นิยมโดยทั่วไป ในลักษณะที่พอจะใกล้เคียงกับคำบรรยายของเฮโรโดตุส ในช่วงราชอาณาจักรใหม่ (New Kingdom, ราว 3,550-3,075 ปีที่แล้ว)

หลักฐานก็คือ ในช่วงราชอาณาจักรเก่า และราชอาณาจักรกลางนั้น มีการใช้ “บทสวดพีระมิด” (Pyramid Texts) และ “บทสวดโลงศพ” (Coffin Texts) ซึ่งมีอายุเก่าแก่ไปถึงช่วงราว 4,400 ปี และ 4,000 ปีตามลำดับ
“บทสวดพีระมิด” มีใช้มาตั้งแต่ในสมัยราชอาณาจักรเก่า โดยเป็นบทสวดที่ถูกจารึกเอาไว้ภายในพีระมิด ดังนั้นจึงถูกเรียกว่า บทสวดพีระมิด เป็นคาถาจำนวนหลายร้อยบท ที่กล่าวถึงรายละเอียดของฟาโรห์เมื่อต้องท่องไปในโลกของคนตาย โดยฟาโรห์จะเดินทางไปพร้อมกับเรือสุริยะของสุริยเทพรา (Ra) เพื่อไปรวมร่างเข้ากับเทพเจ้าเข้าเป็นกลุ่มดาวบนท้องฟ้า
บทสวดเหล่านี้ในพีระมิดแต่ละแห่งจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันอยู่บ้าง เช่น บางทีก็ว่า ฟาโรห์ไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเทพเจ้าเป็นกลุ่มดาวบนท้องฟ้า ไม่ใช่ไปรวมร่างกับเทพเจ้า หรือบางทีก็บอกว่า ฟาโรห์นั้น ไม่ได้ขึ้นไปอยู่บนเรือสุริยะของเทพเจ้ารา แต่จะบินไปราวกับเป็นนกเหยี่ยว บ้างก็ว่า ฟาโรห์ไต่บันไดขึ้นไปบนสรวงสวรรค์ต่างหาก
แต่โดยสรุปแล้ว เนื้อหาภายในบทสวดพีระมิดของยุคราชอาณาจักรเก่าแสดงให้เห็นว่า สิทธิในการมีชีวิตใหม่ในโลกของคนตายเป็นของฟาโรห์ และเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงเท่านั้น

ในขณะที่ “บทสวดโลงศพ” ซึ่งก็คือบทสวดที่ถูกจารึกเอาไว้บนโลงศพ จึงเรียกกันว่าบทสวดโลงศพ ในทำนองเดียวกับที่มาของชื่อบทสวดพีระมิด ได้เริ่มมีใช้ตั้งแต่ในช่วงต้นของราชอาณาจักรกลาง โดยปรากฏหลักฐานมาตั้งแต่ช่วงราชวงศ์ที่ 12 ได้มีความเปลี่ยนแปลงทางความคิดที่สำคัญไปจากบทสวดพีระมิดในยุคก่อนหน้าอย่างชัดเจน ตรงที่สิทธิ์ในการมีชีวิตในโลกของคนตาย ไม่ใช่สิ่งที่ถูกสงวนไว้สำหรับเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงอีกต่อไป แต่บุคคลต่างๆ ที่ขึ้นมามีอำนาจบารมี หรือเงินทองก็สามารถได้รับสิทธิ์นั้นได้ด้วยเหมือนกัน
ความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ ในบทสวดโลงศพนั้น ได้เริ่มมีการสลักเอาภาพประกอบของเรื่องราวต่างๆ ในบทสวดขึ้นมาด้วย ต่างกับบทสวดพีระมิด ซึ่งเป็นเพียงข้อความที่จำหลักด้วยอักษรภาพเฮียโรกลิฟฟิก (Hieroglyphic) เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
นอกจากนี้ ในบทสวดโลงศพนี้ยังมีการเพิ่มเติมรายละเอียดและจินตนาการเกี่ยวกับการท่องโลกของคนตายขึ้นไปอีกมาก จนทำให้มีจำนวนคาถาเพิ่มขึ้นเป็นถึง 1,185 คาถา โดยมีเรื่องราวที่สำคัญต่อปรัมปราคติเกี่ยวกับเรื่องโลกของคนตาย ก็คือเรื่องการเผชิญหน้ากับงูยักษ์อโพฟิส (Apophis) เทพเจ้าแห่งความมืด และความโกลาหล รวมถึงการฟื้นคืนชีพ อันเป็นศัตรูตัวฉกาจ ควบตำแหน่งคู่ปรับตลอดกาล ที่จะทำการสู้รบกับเทพเจ้าราในทุกค่ำคืน
แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ในบทสวดโลงศพนี้เอง ที่ได้เริ่มมีความเชื่อเรื่องการนำเอาความดี และความเชื่อมาใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการตัดสินว่า ผู้ที่เสียชีวิตลงไปแล้วนั้นสมควรจะได้รับสิทธิ์ที่จะมีชีวิตต่อไปในโลกของคนตายหรือไม่?
แนวคิดดังกล่าวมีอิทธิพลเป็นอย่างมากในยุคหลังจากนั้น ดังจะเห็นได้จากในช่วงราชอาณาจักรใหม่ ซึ่งได้เกิด “คัมภีร์” ที่วิวัฒนาการต่อมาจากบทสวดพีระมิด และบทสวดโลงศพ ซึ่งมักจะเรียกกันว่า “คัมภีร์มรณะ” (Book of the Dead)

อันที่จริงแล้ว ชื่อในภาษาอียิปต์โบราณแปลความออกมาได้อย่างตรงตัวว่า “คัมภีร์แห่งการล่วงเข้าสู่ในเวลากลางวัน” หรือ “คัมภีร์แห่งการปรากฏเข้าสู่แสงสว่าง” แต่ที่ปัจจุบันมักจะเรียกกันในชื่อว่าคัมภีร์มรณะนั้น ก็เป็นเพราะว่า เป็นคาถาบทสวดที่ว่าด้วยการท่องไปในโลกของคนตายนี่เอง
แน่นอนว่า ในคัมภีร์มรณะนั้นได้มีการเพิ่มเติมรายละเอียดเรื่องราวต่างมากขึ้นกว่าที่ปรากฏอยู่ในบทสวดโลงศพเสียอีก เฉพาะในส่วนที่ว่าด้วยการใช้ความดีและความชั่วในการตัดสินว่าผู้ตายจะมีสิทธิ์ได้เข้าไปอยู่ในโลกคนตายหรือไม่นั้น คัมภีร์มรณะได้อธิบายไว้โดยละเอียด โดยได้อ้างถึง “ห้องโถงแห่งสัจจะทั้ง 2” (The Hall of the Two Truths) อันเป็นสถานที่ที่พลังชีวิตของผู้ตายทั้งหลายที่มุ่งหมายจะไปให้ถึงชีวิตอันนิรันดร์นั้น จะต้องเข้าไปรับฟังคำพิพากษาจากคณะทวยเทพทั้ง 42 องค์ โดยมี “โอซิริส” (Osiris) เทพบดีแห่งปรภพและความตาย เป็นประธานอยู่ในพลับพลากลางสระบัว
เหล่าเทพตุลาการทั้ง 42 องค์นี้จะไต่สวนบาป 42 ประการ ถ้าผู้ตายสามารถยืนยันความบริสุทธิ์จากบาปทั้งหมดทุกข้อได้ เทพอนูบิส (Anubis) จะนำพลังชีวิตของผู้ตายไปอยู่ที่หน้าตาชั่งทองคำ โดยมีเทพบดีโอซิริส, ธอธ (Thoth) เทพเจ้าแห่งปัญญา และมาอัต (Ma’at) เทพีแห่งสัจจะ ควบตำแหน่งเทพีแห่งระบบระเบียบ และการตัดสิน ร่วมเป็นสักขีพยานที่หน้าตาชั่ง จากนั้นอนูบิสจะยื่น “หัวใจ” ของผู้ตาย ให้โอซิริสเป็นผู้วางลงบนตาชั่ง โดยชั่งคู่กับขนนกของเทพีมาอัต
ชาวอียิปต์ในยุคโน้นเชื่อกันว่า หัวใจที่บริสุทธิ์นั้นย่อมมีน้ำหนักเบาเท่ากับขนนก และเมื่อผ่านด่านนี้ได้แล้ว ผู้ตายก็จะเข้าสู่ทุ่งกกกว้างเซ็คเฮท-อารู (Sekhet-Aaru) ไปอยู่ร่วมกับคนรัก ในดินแดนนิรันดร์ ที่ไม่มีความเจ็บไข้ สิ้นหวัง มีแต่ความสุขตลอดกาล
แต่หากชั่งแล้วหัวใจหนักกว่าขนนก หัวใจที่หนักหนาไปด้วยบาปนั้นจะถูกโยนทิ้งลงในทะเลเพลิง ส่วนพลังชีวิตของผู้ตายจะถูกอสูรอัมมิต (Ammit) กัดกิน และกลืนเข้าสู่ห้วงแห่งความว่างเปล่า
ควรสังเกตด้วยว่า ความเชื่อดังกล่าวให้ความสำคัญต่ออวัยวะอย่าง “หัวใจ” หรือที่วัฒนธรรมอียิปต์โบราณเรียกว่า “อิบ” (ib) เป็นพิเศษ

ชาวอียิปต์โบราณใช้คำว่า “อิบ” ทั้งในความหมายของหัวใจที่เป็น “อวัยวะ” ชิ้นหนึ่งจริงๆ และหมายถึงความหมายเชิงนามธรรม เช่น ความรู้สึกนึกคิด, อารมณ์ หรือเจตจำนง ในทำนองเดียวกับคำว่า ‘ใจ’ ในภาษาไทย อย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น “อิบ” หรือ “หัวใจ” จึงเป็นอวัยวะสำคัญ ที่ต้องถูกเก็บรักษาให้อยู่ในสภาพที่ดี เพราะเป็นอวัยวะสำคัญที่ผู้ตายยังต้องใช้งานอยู่ แม้จะลาโลกนี้ไปแล้ว ที่สำคัญคือ เป็นร่องรอยสำคัญของโยงใยเรื่องการรักษาสภาพร่างกายของศพ ด้วยการทำมัมมี่ ดังที่ได้กล่าวถึงไปแล้วในตอนแรกของข้อเขียนชุดนี้
แต่อะไรที่เรียกกันว่า คัมภีร์มรณะของอียิปต์นั้นก็ไม่ได้เป็นตำราว่าด้วยอภิปรัชญา ศีลธรรม หรือแม้กระทั่งคัมภีร์ที่ว่าด้วยปรัมปราเกี่ยวกับโลกของคนตาย มากเท่ากับที่เป็นชุดบทสวดและคาถา เพื่อเป็นคู่มือให้ผู้ตายสามารถเอาตัวรอดในการฝ่าฟันกับดักอันตรายต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกหลังความตายเพื่อเข้าไปอยู่ในโลกนิรันดร์คือ ทุ่งกกกว้างเซ็คเฮท-อารู
และก็เป็นเพราะความเชื่อในทำนองนี้นี่เอง ที่ทำให้ชาวอียิปต์ต้องพัฒนาวิธีการทำมัมมี่ เพื่อที่จะถนอมรักษาร่างกายของผู้ตาย ให้ใกล้เคียงกับเมื่อสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ที่สุด เพราะถึงแม้ว่าจะตายจากโลกของคนเป็นไปแล้ว แต่ก็ชาวอียิปต์ก็เชื่อว่า ชีวิตนั้นยังคงมีการดำรงอยู่ แต่เป็นที่อีกโลกหนึ่ง คือโลกของคนตายต่างหาก และร่างกายที่ถูกทำให้กลายเป็นมัมมี่นั้นก็คือที่สถิตของพลังชีวิตของผู้ตายนี่เอง (มีต่อ)
