| สุจิตต์ วงษ์เทศ
ติงหรือติ่งเป็นชื่อเรียกเครื่องดนตรีประเภทเครื่องดีดชนิดหนึ่ง ซึ่งความเป็นมา มีดังนี้
(1.) กำเนิดในพิธีกรรมเซ่นผีฟ้า (หรือผีแถน) เมื่อหลายพันปีมาแล้ว เพื่อขอความอุดมสมบูรณ์และขอความคุ้มครองให้พ้นโรคภัยไข้เจ็บ (2.) ด้วยการดีดดึงเป็นเสียงเคล้าคลอการขับลำคำคล้องจองใช้สื่อสารกับผีฟ้าเสมือนแปลงภาษามนุษย์ที่วิงวอนร้องขอเป็นภาษาผีฟ้า (3.) ทั้งนี้ตามหลักฐานการเทียบเคียงกับแคน ซึ่งพบลายสลักรูปหมอแคนเป่าแคน (พร้อมช่างฟ้อน) บนเครื่องมือสำริด ราว 2,500 ปีมาแล้ว (ขุดพบในหลุมศพดั้งเดิมที่เวียดนาม)
ดังนั้น เครื่องดนตรีดั้งเดิมไม่มีกำเนิดเป็นมหรสพบันเทิงเพื่อความสนุกสนานของคนใดคนหนึ่ง ตามนิยามและคำอธิบายของรัฐราชการรวมศูนย์ที่กำหนดให้สถานศึกษาทั่วประเทศใช้ในการเรียนการสอน
ติ่งคือเครื่องดีดเป็นสมบัติของผู้หญิง (หญิงเป็นเจ้าของวัฒนธรรม) ในวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ จึงพบทั่วไปในหลายชาติพันธุ์
ดั้งเดิมเริ่มแรกของติ่งทำจากไม้ไผ่ผ่าซีกขึงสาย จากนั้นพัฒนาเป็นไม้เนื้อแข็งถากทำเป็นรูปร่างตามต้องการ แล้วพัฒนาเรื่อยมาด้วยเทคโนโลยีก้าวหน้าสมัยนั้น กระทั่งถูกยกย่องจากราชสำนักเริ่มแรกเป็นเครื่องมือศักดิ์สิทธิ์
ผมเคยเขียนเรื่องติ่งไว้ในหนังสือ ร้องรำทำเพลง (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2532 หน้า 115-147)
จะคัดเฉพาะเกี่ยวข้องมาแบ่งปันดังต่อไปนี้
ชนเผ่าพื้นเมืองในตระกูลไท-ไตที่สิบสองพันนา มีเครื่องมือดีดสีเรียกชื่อว่า “ติงตัง” หรือ “ติงไม้บอก” ทำจากกระบอกไม้ไผ่ขนาด 2-3 ปล้อง ขึงสายสองเส้น สายติงก็ทำจากตอกไม้ไผ่ แล้วบรรเลงโดยใช้ตีเส้นหรือตีสาย ถ้าติงสั้นก็ถือตีตามสบาย แต่ถ้าติงยาวมักพาดตักหรือตั้งเอียงๆ แล้วจึงตี (เซียมังและซาไกในท้องถิ่นภาคใต้ มีเครื่องดีดสองสายทำด้วยไม้ไผ่ผ่าซีก อยู่ในพระราชาธิบายของ ร.5 เรื่องเงาะป่า)
แบบแผนของติงดังกล่าวยังมีประเพณีอยู่ในชนเผ่าเย้า, ข่าวะ, แกว, และ (ไต) เต๋อหง ซึ่งล้วนอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของจีนด้วย
ชาวจ้วงในกวางสีมีเครื่องดีดสีสองสาย เรียก “ติ่งติง” ทำกะโหลกจากลูกน้ำเต้าหรือกระบอกไม้ไผ่ แล้วปิดฝาด้วยเปลือกน้ำเต้า มักใช้ในพิธีกรรมเซ่นผีที่ชาวจ้วงซึ่งอาศัยอยู่บริเวณพรมแดนจีน-เวียดนามแถบกวางสี ให้ผู้ขับฟ้อนที่เป็นผู้หญิงสูงอายุยืนเรียงเป็นวงกลมแล้วถือติ่งติงเต้นไปรอบๆ วง นอกจากนั้นยังใช้ติ่งติงในพิธีรักษาโรค โดยแม่หมอดีดติ่งติงแล้วขับฟ้อนไล่ผี
ตระกูลไท-ไตแถบเต๋อหงทางตอนใต้ของจีน มี “ติงสามสาย” หรือ “ติงขวาง” แต่ทางเมืองแลมมี “ติงเลี่ย” หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ติงเซิน” (หรือซึง) ถือเป็นเครื่องมือหลักในการ “ซอ” คือขับเล่าเรื่องคลอเคล้าด้วยเครื่องมือเบาๆ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น สะล้อ, ซึง (ติง/พิณ) และปี่ก้อย เป็นต้น
นอกจากจะเรียกเครื่องดีดว่าติงแล้ว เครื่องสีอย่าง “ซอ” (หรือ “ทรอ”) ก็เรียกว่า “ติง” ด้วย ดังมีประเพณีอยู่ในตระกูลไท-ไตกลุ่มต่างๆ ทางตอนใต้ของจีน เช่น ติงสายเดียวชนิดหนึ่งมีสายทำด้วยเส้นไหม ส่วนสายคันชักทำจากหางม้า กะโหลกทำจากกระบอกไม้ไผ่ ปิดฝากะโหลกด้วยกาบหน่อไม้ ผู้บ่าวนิยมใช้สีแอ่วสาวโดยวางพักไว้ที่เอวแล้วเดินสีไปได้เรื่อยๆ ต่อมาก็เพิ่มสายกลายเป็นติงสองสาย แล้วมักใช้บรรเลงในประเพณี “ขับซอยอยศ”
ติงของตระกูลไท-ไตในเต๋อหงยังใช้เขาวัวหรือเขาควายทำกะโหลกด้วย ดังมีชื่อเรียกว่า “ติงเอ้อ” (เอ้อ หมายถึงเขาวัวเขาควาย)
เครื่องดีดและสีในแบบแผนของติง มีอยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ คล้ายคลึงกัน และมีต้นพัฒนาการอย่างเดียวกันจนกระทั่งเป็นได้ทั้งเครื่องดีดและเครื่องสี
ครั้นหลังรับภาษาบาลีและสันสกฤตจากอินเดีย จึงถูกเรียก “พิณ” ในวรรณกรรมรุ่นเก่าๆ ยังใช้ชื่อติงร่วมกับพิณ ได้แก่ อนิรุทธคำฉันท์ในสมัยอยุธยาตอนต้นๆ ระบุว่า “เต่งติงเพลงพิณ” ดังนี้
๏ จำเรียงสานเสียง
ประอรประเอียง กรกรีดเพยียทอง
เต่งติงเพลงพิณ ปี่แคนทรลอง
สำหรับลบอง ลเบงเฉ่งฉันท์
ผู้ทําหน้าที่ระงม “ดนตรี” เพื่อ “บรรสานเสียงถวาย” และ “ลเบงเฉ่งฉันท์” เป็นบรรดา “นางสนม” หรือ “นางกํานัล” เป็นลูกหลานเจ้านายขุนนางสมัยนั้น ซึ่งมีเครื่องมือโดยรวมๆ มีแบบแผนต่อไปนี้
“เพยีย” หมายถึงเพียะหรือเปี๊ยะซึ่งยังมีใช้และเรียกอยู่ในท้องถิ่นล้านนาทุกวันนี้ แต่ในกําสรวลสมุทร (สมัยอยุธยาตอนต้น) เรียก “เพลี้ย” และในพงศาวดารล้านช้างเรียก “เพี้ยะ”
“ติง” หรือ “เต่งติง” หมายถึงเครื่องดีดชนิดหนึ่ง ชื่อนี้แพร่หลายอยู่ในกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองทางตอนใต้ของจีน
“พิณ” น่าจะหมายถึงเครื่องดีดโดยรวมทั่วๆ ไป ทั้ง “เพยีย” และ “ติง”
“ปี่” หมายถึงเครื่องเป่า เช่น ปี่อ้อในท้องถิ่นล้านนา และในกฎมณเฑียรบาลมีคําว่า “เป่าขลุ่ยเป่าปี่” (เอกสารจีนยังมีเรียกปี่น้ำเต้าซึ่งอาจจะหมายถึงเรไร)
“แคน” หมายถึงเครื่องเป่ามีหลายเสียง แพร่หลายอยู่ในกลุ่มชนเผ่าต่างๆ และตระกูลไท-ไต โดยมีพัฒนาการไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว
“ทร” ตรงกับ “ซอ” ในกฎมณเฑียรบาลมีคําว่า “สีซอ” หมายถึงเครื่องสี ในนิราศหริภุญชัย เขียนว่า “ทร้อ” ตรงกับคําว่า “สะล้อ” ของท้องถิ่นล้านนา
แต่ข้อความที่ว่า “ปี่แคนทรลอง” อาจมีความหมายอย่างท้องถิ่นล้านนาว่าขับหรือร้องเพลงก็ได้ดังประเพณี “ขับซอยอยศ” ในพระลอ เมื่อประกอบเครื่องมือใดๆ ก็ออกชื่อเครื่องมือนั้นๆ ด้วย เช่น ซอปี่, ซอซึง, ซอเปี๊ยะ ฯลฯ
เครื่องมือที่มีมาแต่ดั้งเดิมอย่างปี่, แคน, ติง, และอื่นๆ ยังมีบทบาทอยู่ในราชสํานักสมัยอยุธยาตอนต้นๆ ด้วย (ภายหลังถูกเหยียดลงให้เป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านจนทุกวันนี้) เฉพาะเครื่องดีดติ่งหรือติง ยังพบในทวาทศมาสโคลงดั้น ว่า “ติ้งติ่งนิ้วน้าวเต้น ร่อนรำ” และวรรณกรรมล้านนาก็เอ่ยเอาไว้ว่า “มัวม่วนนนตรีตาม ติ่งทร้อ”
ปัจจุบัน ติง, ติ่ง ถูกเรียก “ดิ่ง” ได้แก่ ดิ่งที่เป็นเครื่องดีดของชาวดาระอาง (ปะหล่อง) ยังตกทอดอยู่ในกลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง หมู่บ้านนอแล ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ. เชียงใหม่ [บทความเรื่อง “ดิ่ง” : พิณดาระอาง (ปะหล่อง) โดย พิเชฐ สีตะพงศ์ นักวิจัยประจำสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ในวารสาร ภาษาและวัฒนธรรม ปีที่ 28 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2552) หน้า 47-61]

ดนตรีไทยจากชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์
ดนตรีไทยและวัฒนธรรมไทย มีต้นตอรากเหง้าจากการผสมกลมกลืนของดนตรีและวัฒนธรรม “ไม่ไทย” ที่เป็นดนตรีและวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์และในโลก
ทั้งนี้ มีเหตุที่คนไทยมาจากคน “ไม่ไทย” หมายถึงคนทั่วไปที่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ ซึ่งถูกเรียกเป็นชาวสยาม (เพราะพูดภาษาไทยในตระกูลไท-ไต เป็นภาษากลาง) และชาวสยามเรียกตนเองว่าไทยหรือคนไทย
[ข้อมูลหลักฐานมีมากอยู่ในหนังสือ ประวัติศาสตร์ไทย หลายชาติพันธุ์ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2568]
การเมืองเรื่องเชื้อชาติในประวัติศาสตร์ไทย ครอบงำสังคมไทยเชื่ออย่างสุดโต่งและงมงายจนทุกวันนี้ว่ามีคนไทย เชื้อชาติไทย “แท้” สายเลือดบริสุทธิ์
ดังนั้น วัฒนธรรมไทยเป็นของคนไทย “แท้” ซึ่งมีเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาภาคกลาง ไม่ผสมผสานวัฒนธรรมของคนกลุ่มอื่น ลุ่มน้ำอื่น ถ้ามีสิ่งใดคล้ายกันทางวัฒนธรรมก็ “โมเม” ว่าวัฒนธรรมอื่นลอกเลียนจากวัฒนธรรมไทย “แท้” ลุ่มน้ำเจ้าพระยา
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
