ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดสงคราม “ภาพ” ในแวดวงการเมือง

เริ่มตั้งแต่คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีแถลงข่าวเรื่องการยึดและอายัดทรัพย์แก๊งสแกมเมอร์

ตัวละครสำคัญมี 4 คน คือ “เฉินจื้อ-ก๊ก อาน-ยิม เลียก” และ “เบน สมิธ”

คนส่วนใหญ่จะโฟกัสไปที่ “ยิม เลียก” และ “เบน สมิธ” เพราะเกี่ยวพันกับนักการเมืองไทยหลายคน

โดยเฉพาะฝั่งเพื่อไทย และ “ธรรมนัส พรหมเผ่า”

“อนุทิน” แถลงข่าว 14.30 น.

ประมาณ 6 โมงเย็นก็มีภาพเผยแพร่ทางสื่อหนึ่ง

เป็นภาพ “เบน สมิธ กับ อนุทิน”

และ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กระสุนลูกปราย ไปโดน พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ และนายอุปกิต ปาจรียางกูร

เพราะทุกคนอยู่ในภาพนั้นด้วย

กลยุทธ์การเปิดภาพนี้หลังการแถลงข่าว ทำให้ทิศทางข่าวเปลี่ยนไป

แทนที่คนจะสนใจเรื่องการยึดและอายัดทรัพย์แก๊งสแกมเมอร์

กลายเป็นสนใจเรื่องความสัมพันธ์ของ “อนุทิน” กับ ” เบน สมิธ” แทน

ถือเป็นการทำลายเกมการเมืองที่แยบยลมาก

หลังจากนั้น สงคราม “ภาพ” ก็เริ่มขยายวง

“เบน สมิธ” และ “ยิม เลียก” กลายเป็นบุคคลอันตราย

ใครมีรูปถ่ายคู่ด้วยจะถูกโจมตีทันที บางครั้งก็รุนแรงถึงขั้นเป็นเครือข่ายของ 2 คนนี้

คนที่โดนคนแรก คือ “ทักษิณ ชินวัตร” และ “ธรรมนัส พรหมเผ่า” ที่มีรูปคู่กับ “เบน สมิธ” มานานแล้ว

ทั้งรูปรับประทานอาหารที่ “เกษรพลาซ่า”

หรือรูปที่เกาะหลีเป๊ะ ที่นั่งเรือยอชต์ไปเจรจากับ “อันวาร์ อิบราฮิม” นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกลางทะเล

“แพทองธาร ชินวัตร” ก็โดนด้วย เพราะมีรูปในงานแต่งงานของ “ยิม เลียก” กับ “วิษณี เทพเจริญ” ลูกสาวของกลุ่มณุศาศิริ

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยก็เจอลูกหลง

เพราะมีภาพเป็นประธานฝ่ายเจ้าสาวในงานแต่งงานของ “ยิม เลียก”

“สงครามภาพ” ครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลสะเทือนทางการเมืองมากนัก

แต่สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่ม “ชนชั้นนำ” ในเมืองไทยจะรู้จักคุ้นเคยกันไปหมด

เพียงแต่จะสนิทระดับไหน

ผิวเผินหรือสนิทมาก

ก็แล้วแต่ความสัมพันธ์ของแต่ละคน

แต่วันนี้ต่อให้สนิทกับ “เบน สมิธ” หรือ “ยิม เลียก” ขนาดไหน

ทุกคนก็ต้องบอกว่า “ผิวเผิน”

เพื่อเอาตัวรอดทางการเมือง

ในโลกแห่งความจริง ภาพไม่อาจบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ของคนในรูปได้

เพราะการถ่ายรูปคู่กันตามงานต่างๆ เป็นเรื่องปกติธรรมดา

ยิ่งในยุคที่โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปได้

การถ่ายรูปจึงเป็นกิจวัตรปกติ

เจอกันก็ถ่ายรูปกัน

บางคนก็ใช้วิธีการถ่ายรูปเซลฟี่เป็นการปิดการสนทนา

ทักทายนิดเดียว แล้วไม่อยากคุยต่อก็จะขอเซลฟี่

ถ่ายรูปจบถือว่าร่ำลาได้แล้ว

ดังนั้น สงครามภาพที่เกิดขึ้นจึงเป็นแค่เกมการเมืองธรรมดา

เปิดภาพขึ้นมาเพื่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์

แต่ไม่ได้เป็นหลักฐานยืนยันอะไร

เพราะภาพนิ่งนั้นเป็นแค่การหยุดเวลา ณ วินาทีที่ถ่ายรูปกัน

ไม่ได้บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ก่อนถ่ายรูป

หรือหลังจากนั้น

© Eddie Adams / AP Photo

ผมเห็น “สงครามภาพ” ครั้งนี้แล้วนึกถึงเรื่องภาพพูลิตเซอร์ที่กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์

ภาพนี้เกิดขึ้นในช่วงสงครามเวียดนาม

เป็นภาพของนายพลเหงียน หงอก โลน อธิบดีกรมตำรวจของเวียดนามใต้ ใช้ปืนพกจ่อยิงศีรษะของ “เวียดกง” คนหนึ่งริมถนน

ช่างภาพที่ถ่ายรูปนี้ชื่อ “เอ็ดดี้ อดัมส์”

เป็นภาพที่โหดร้ายมาก

ภาพนี้ได้รางวัลพูลิตเซอร์ และเป็นภาพหนึ่งที่ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านสงครามเวียดนาม

เพราะคนอเมริกันรู้สึกว่า “เวียดนามใต้” ที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาโหดร้ายกับ “เวียดนามเหนือ”

หลังจากภาพนี้แพร่ไปทั่วโลกไม่นาน นายพลเหงียน หงอก โลน เจอระเบิดในสงครามจนต้องตัดขา

เขาไปรักษาตัวที่ออสเตรเลียก็ถูกประท้วง

เพราะทุกคนจำเขาได้ว่าเป็นนายตำรวจที่โหดร้าย

หลังสงครามเวียดนาม นายพลเหงียน หงอก โลน อพยพไปอยู่สหรัฐอเมริกา

เขาก็เจอการต่อต้านแบบเดียวกัน

เคยเปิดร้านอาหาร ก็มีคนเข้าไปเขียนข้อความในห้องน้ำเอ่ยถึงชื่อเขา และพฤติกรรมการจ่อยิง

เพื่อบอกให้รู้ว่าทุกคนรู้ว่าเขาคือใคร

ช่วงชีวิตหลังสงครามเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายมากสำหรับนายพลเหงียน หงอก โลน

เขาทนทรมานกับความรู้สึกในใจจนเสียชีวิต

และวันนั้น “ความจริง” ที่อยู่เบื้องหลังภาพนั้นจึงค่อยปรากฏ

“เอ็ดดี้ อดัมส์” ออกมาขอโทษนายพลเหงียน หงอก โลน

เขากล่าวว่า “ท่านนายพลสังหารเวียดกงด้วยปืน แต่ผมสังหารท่านด้วยกล้อง”

จากนั้นก็เล่าเรื่องราว “ข้างหลังภาพ” นี้

“อดัมส์” เป็นช่างภาพ ไม่ใช่นักข่าว

หน้าที่ของเขา คือ ถ่ายภาพแล้วส่งให้กองบรรณาธิการ

เขาไม่ได้บรรยายที่มาของ “ภาพ” นี้

“อดัมส์” ไม่ได้เล่าว่าคนที่ถูกจ่อยิงเป็นหัวหน้าหน่วยล่าสังหารของ “เวียดกง” ที่ถูกจับได้

เขาถูกจับได้หลังกราดกระสุนสังหารครอบครัวตำรวจ ทั้งลูกเมียและคนในบ้านอีกหลายศพ

นายพลเหงียน หงอก โลน เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ

เห็นความโหดร้ายด้วยตาตัวเอง

เขาแค้นมาก สั่งให้ตำรวจใต้บังคับบัญชายิงฆาตกรเวียดกงคนนี้

แต่ไม่มีใครกล้ายิง

นายพลเหงียน หงอก โลน จึงจัดการเอง

นั่นคือ เรื่องราวเบื้องหลังภาพพูลิตเซอร์ภาพนี้

ถ้าเราได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ถามว่าความรู้สึกของเราที่มีต่อนายพลเหงียน หงอก โลน จะเปลี่ยนไปจากเดิมไหม

แม้จะเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยม และผิดกฎหมาย

แต่พอรู้ “ที่มา”

ผมเชื่อว่าเราจะโกรธแค้นน้อยลง

ผมชอบใช้เรื่องนี้เป็น “ตัวอย่าง”

เพื่อจะบอกว่าอย่ารีบสรุปอะไรเร็วเกินไป

โดยเฉพาะจากภาพเพียงภาพเดียว

เพราะภาพคือการหยุดเวลา

แต่ชีวิต คือ ความต่อเนื่อง

มีที่มาและที่ไป

เราต้องไม่ตัดสินใครจากเรื่องเล่าเพียงเรื่องเดียว



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วันที่ฝันเป็นจริง
ประชาชนขนทรายเข้าวัด
พักร้อน
Lonely Castle in the Mirror : บทบาทของครูและแม่เรื่องบูลลี่
‘คอนเสิร์ตที่ (ไม่) พึงปรารถนา’
คุยกับทูต เอลชิน บาชีรอฟ อาเซอร์ไบจาน เสน่ห์สองทวีป สู่ดาวรุ่งฤดูหนาว (1)
E-DUANG | เป้าหมาย iLaw ยิ่งชีพ เป้าหมาย #สั่งฟ้องสว.
“ขื่น”ในความ”ยินดี” | สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
เหรียญรูปเหมือน 2477 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสุปัฏนาราม จ.อุบลฯ
แก้ท่วมซ้ำซาก ‘น่าน’
‘กับดัก’
เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย