หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ
สาบเสือเป็นพืชชนิดหนึ่งที่พบได้ทั่วไปและคนในป่ารู้จักดี ไม่ใช่เพราะเป็นอาหาร แต่ในฐานะเป็นยาสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อนำใบมาโขลกพอกแผลสดเพื่อห้ามเลือด หรือใช้ใบสดต้มดื่มเป็นยาแก้ไอลดไข้ อาการท้องเสีย
ถาวร พ่อครัวในทีม ก็ไม่เคยนำใบสาบเสือมาประกอบอาหาร ทั้งๆ ที่เขานำใบสารพัดมาทำได้ แม้ว่าพืชบางชนิดดูหน้าตาไม่น่าจะกินได้ด้วยซ้ำ
เรารู้จักสาบเสือในความเป็นพืชอันเป็นยา รวมทั้งในอีกความหมายหนึ่ง ซึ่งหมายถึงกลิ่นกายของเสือ
เรื่องเล่าเกี่ยวกับสัตว์นักล่า ผู้มีเขี้ยวเล็บและทักษะที่เหมาะสมกับการทำงาน นั้นมีมาก
หลายเรื่องราวก็ห่างไกลจากความเป็นจริง
ในป่ามีเรื่องเล่าหนึ่งที่ถูกส่งต่อมายาวนานว่าเสือมีกลิ่นสาบเฉพาะตัว เป็น “สาบเสือ” ที่ติดตัวพวกมันไปทุกหนแห่ง เป็นกลิ่นที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวตั้งแต่ยังไม่เห็นตัว เป็นกลิ่นที่ถูกตีความว่าเป็นสัญญาณของความอันตราย เป็นนักฆ่า เป็นเสือสมิง
แต่เมื่อผมได้มีโอกาสติดตามนักวิจัยได้เรียนรู้จากเสือจริงๆ เห็นวิถี เห็นวิธีที่มันเดิน เห็นวิธีที่มันพ่นฉี่ และตะกุยรอยเล็บไว้บนลำต้นไม้เพื่อประกาศอาณาเขต
และที่สำคัญ ผมได้รับโอกาสให้ได้โอบกอด สูดกลิ่นกาย ขณะเสือมึนอยู่กับฤทธิ์ยาสลบ ก่อนที่เสือจะฟื้น โลกแห่งความเป็นจริงระหว่างเราจะกลับมา
ผมพบว่าเสือไม่มีกลิ่นสาบติดตัว
ที่ผมได้กลิ่นคือ ความหอมอ่อนๆ
สิ่งที่คนเรียก “สาบเสือ” แท้จริงคือกลิ่นของซาก เมื่อล่าได้ เสือจะใช้เหยื่ออย่างคุ้มค่า
ซากเหยื่อเน่าเหม็น หลังการกิน เสือจะลงน้ำเพื่อล้างกลิ่น
บางครั้งใช้วิธีนอนกลิ้งเกลือกไปกับหญ้า
พวกมันรักความสะอาดอย่างยิ่ง ขนของมันถูกเลียจนเรียบก่อนออกเดินสำรวจอาณาเขต
ความเข้าใจที่ผิดนี้เป็นเหมือนอีกหลายเรื่องที่เรามักคิดไปเองเกี่ยวกับสิ่งที่เราไม่เห็น ไม่เข้าใจ
เราสร้างภาพที่ไกลความจริงผ่านนิยาย, เรื่องเล่า, ภาพยนตร์ และสุดท้ายเรากลัวภาพนั้นมากกว่าความเป็นจริง
เขี้ยวและเล็บของเสือถูกพูดถึงเสมอในฐานะ “อาวุธ” ที่น่ากลัว
แต่สำหรับเสือ มันไม่ใช่อะไรไปมากกว่า “เครื่องมือในการทำงาน” เช่นเดียวกับกล้องที่คนถืออยู่ในมือ

เสือมีเล็บที่แข็งแรง มีฟันที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดี มีพละกำลังและสัญชาตญาณรักษาอาณาเขต
เราเห็นเสือในระยะเวลาสั้นๆ รู้ว่ามันคือผู้ล่าอันสมบูรณ์แบบ
แต่ในความจริง ชีวิตของนักล่านั้นน่าเห็นใจอย่างยิ่ง
เช่นที่เรารู้และมีข้อมูลว่าการล่าของเสือส่วนใหญ่ล้มเหลวมากกว่าจะสำเร็จ พลาด และต้องเริ่มต้นใหม่ เป็นหนึ่งในวิถีของเสือ มีความจริงอยู่ว่าชีวิตของนักล่าจะอยู่ต่อไปได้ คือต้องมีเหยื่อให้ล่า
ที่สำคัญกว่านั้น การล่าต้องประสบผลสำเร็จ ร่างกายเสือแข็งแกร่ง แต่หลายครั้งความพลาดหรือล้มเหลวนั้นหมายถึงชีวิต
เมื่อเสือพลาด เราได้เห็นความจริงว่าไม่มีใครอยู่เหนือใคร
ทุกชีวิตในป่าขึ้นกับจังหวะที่หมุนเวียนไปตามวิถี ไม่ใช่ขึ้นกับความยิ่งใหญ่ของผู้ใด
ป่า คือโรงเรียน
ไม่ผิดนักหากจะพูดว่า เสือเปรียบเสมือนครูใหญ่
เมื่อมองชีวิตของเสือ ผมเห็นบางอย่างที่สะท้อนมา
ในเมืองการล่าก็เกิดขึ้นตลอดเวลา เพียงแต่หน้าตาของมันเปลี่ยนไป ไม่ได้เป็นการไล่ล่าเหยื่อในป่าทึบ หากเป็นการล่าความสำเร็จ ล่าความมั่นคง ล่าความยอมรับจากผู้คนที่เราไม่รู้จัก
โลกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปทุกมิติ การใช้ชีวิตไปตามวิถีเดิม หรือแก้ไขปัญหาแบบเดิมๆ ไม่ได้แล้ว ไม่ว่าจะเรื่องใด สภาพภูมิอากาศ ฝุ่นละออง น้ำท่วม สิ่งแวดล้อม รวมทั้งปัญหาระหว่างสัตว์ป่าที่ปะทะกับคน
นอกจากนั้น มันยังบีบบังคับให้เราต้องแข่งขัน แข่งกันได้รับการมองเห็นราวกับว่าหากหยุดเพียงก้าวเดียว เราจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังตกอยู่ในความมืด
บางครั้งเราก็สร้าง “กลิ่นสาบ” ให้กับคนอื่นเช่นกัน เหมือนที่เราทำกับเสือ
เราตัดสินด้วยความเชื่อ ด้วยข่าวลือ ด้วยภาพจำที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน
เราเหมารวมว่าใครคนหนึ่ง “ต้องเป็นแบบนั้น” หรือ “น่าจะเป็นแบบนี้” ทั้งที่ความจริงอาจตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง และเราเองก็ถูกผู้อื่นมองแบบนั้นเช่นกัน
ในความเป็นจริง เราใช้ “เขี้ยวเล็บ” ของเราไม่ต่างจากเสือเลย เพียงแต่เขี้ยวเล็บเราอยู่ในรูปแบบของความสามารถ คำพูด ความเงียบ และมุมมอง
ทั้งหมดล้วนเป็น “เครื่องมือในการทำงาน” มันไม่ใช่อาวุธ ไม่ใช่ภัยคุกคามต่อใครทั้งนั้น แต่อีกนั่นแหละ ดูเหมือนบางครั้งมันจะเป็น ทั้งโดยที่ตั้งใจ และไม่ตั้งใจ
ผมพบรอยตีนเสือที่เดินไปล่วงหน้า หรือเดินสวนทางมาเสมอ บางครั้งพบกันบนเส้นทาง นั่นไม่ใช่เป็นแค่ช่วงเวลาที่ผมพบร่องรอยเสือ แต่เป็นช่วงเวลาที่ผมพบความจริงที่เรียบง่าย พวกมันไม่เคยต้องการทำร้ายใครโดยไร้เหตุผล
เสือไม่ใช่ชีวิตที่ไร้เมตตา มันมีเขี้ยวที่กัดได้หนักหน่วง เหยื่อสิ้นใจโดยเร็วไม่ทรมาน
เสือไม่ใช่นักฆ่า
เสือไม่ใช่สัญลักษณ์ของความดุร้าย
เสือเพียงทำในสิ่งที่ชีวิตมันถูกกำหนดมาให้ทำ
การได้กินเป็นผลพลอยได้จากการทำงาน
บางทีอาจเป็นเราต่างหากที่มองเข้าไปแล้วเห็นความกลัวของเราเองสะท้อนกลับมา แล้วไปเรียกมันว่าความดุร้ายของเสือ
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “สาบเสือ” จึงไม่ใช่เรื่องของกลิ่นที่ไม่เคยมีอยู่จริง แต่เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นเพื่ออธิบายสิ่งที่เรายังไม่เข้าใจ
และบางทีบทเรียนจากเสืออาจบอกเราว่า ในโลกที่เราแข่งขันและล่ากันทุกวัน เราควรหยุดมองกันด้วยสายตาแบบเดิมสักครั้ง หยุดดมกลิ่นที่เราเชื่อว่าเป็นสาบทั้งที่มันไม่เคยมี
สิ่งที่เราเห็นว่าเป็นภัยอาจเป็นเพียงชีวิตที่กำลังใช้เครื่องมือในการทำงานที่ได้รับมอบหมายมา เพื่อให้วิถีต่างๆ ยังเดินต่อไปได้ เหมือนเสือในป่าที่กำลังเดินไปตามด่านทำหน้าที่อย่างเงียบๆ
ผมเชื่อว่า สาบเสือจริงๆ นั้นไม่มี แต่ “สาบเสือ” ที่เราสร้างขึ้นมาเองเพราะความกลัวรวมทั้งความไม่รู้นั้น มี…
