เขย่าสนาม | เงาปีศาจ
มหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียนอย่างกีฬาซีเกมส์หวนกลับมาจัดที่ประเทศไทย ซึ่งในรอบนี้ถือเป็นครั้งที่ 7 แล้วที่ประเทศไทยได้รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2502 (กีฬาแหลมทองครั้งที่ 1) 2510, 2518, 2528, 2538, 2550 และ 2568
ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ แข่งขันกันระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม พ.ศ.2568 โดยมี 3 เมืองหลักเป็นเจ้าภาพ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, ชลบุรี และสงขลา ชิงชัย 50 ชนิดกีฬา จำนวน 574 เหรียญทอง 3 กีฬาสาธิต (กีฬาทางอากาศ, จานร่อน, ชักเย่อ) และกีฬาส่งเสริมมูลค่า 1 ชนิด (ศิลปะการต่อสู้ผสมผสาน)
ตลอด 32 ครั้งที่ผ่านมา ทัพนักกีฬาไทยคว้าเจ้าเหรียญทอง มาแล้วถึง 13 สมัย พร้อมครองสถิติเหรียญทองรวมสูงสุดในอาเซียนกว่า 2,453 เหรียญทอง
ครั้งนี้ทัพนักกีฬาไทย วางเป้าหมายไว้ที่ตำแหน่งเจ้าเหรียญทอง โดยกำหนดไว้ที่ 241 เหรียญทอง
ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากคนไทยอย่างหนักในหลากหลายแง่มุมของการเตรียมการเป็นเจ้าภาพของไทยที่บ่งบอกถึงความไม่พร้อมไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสนาม การบริหารจัดการ การสื่อสารระหว่างฝ่ายจัดฯ กับทีมงานที่ปฏิบัติงานหน้าสนามจนเกิดกระแสดราม่าถาโถมเข้าใส่การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ในฐานะแม่งานใหญ่
ดราม่าที่เกิดขึ้นมีทั้งบรรยากาศไม่คึกคัก ป้ายประชาสัมพันธ์ย้อนยุค ออร์แกไนซ์ออกมาแฉว่า “โดนเท” งานพิธีเปิดโค้งสุดท้าย เช่นเดียวกับหลายๆ ภาคส่วนงานมีการเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบ สนามแข่งขันไม่เสร็จ ฯลฯ
ดราม่าก่อนเริ่มซีเกมส์ต้องบอกว่าหนักจริง และน่าเห็นใจ กกท. ที่ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ แต่ยังมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น จน กกท.ต้องนัดพูดคุยหารือกลุ่มเล็กๆ กับเหยี่ยวข่าวประจำค่ายหัวหมาก เพื่อเล่าถึงปัญหาสารพัดที่เป็นต้นตอปัญหา
พร้อมกับชี้แจงข้อเท็จจริงที่สังคมไทยเข้าใจผิดกับการเป็นเจ้าภาพของประเทศไทย

ประเด็นแรก เรื่องสนามแข่งขันที่กังวลว่าจะเสร็จไม่ทัน ทุกคนทราบดีว่าครั้งนี้ก่อนแข่งขัน 2 สัปดาห์มีเหตุการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ของไทย และ จ.สงขลา ที่รับหน้าเสื่อจัด 10 ชนิดกีฬาจำเป็นต้องย้ายสนามแข่งขันกลับเข้ามาในกรุงเทพฯ
ด้วยเวลาจำกัดสมาคมกีฬาฯ ที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายเทคนิคกีฬา และรัฐบาล ต้องเร่งเนรมิตสนามแข่งขันให้พร้อมที่สุด
ที่เป็นประเด็นคือ สนามเปตอง ที่ มรภ.วไลยอลงกรณ์ มีภาพออกมาว่า ก่อนแข่ง 5 วัน สนามเพิ่งจะปรับปรุง และดูมาตรฐานจะต่ำกว่าซีเกมส์ กลายเป็นกีฬาแห่งชาติของไทยทั้งที่มีเวลาเตรียมตัวหลายเดือน แต่ไม่ได้บอกข้อเท็จจริงว่า เปตองเป็นหนึ่งในกีฬาที่ย้ายหนีน้ำท่วมมาจาก จ.สงขลา เจตนาสร้างความสับสน และนำเสนอในแง่ลบ สร้างดราม่า เรียกยอดไลก์ และทุกฝ่ายเร่งรัดทำสนามออกมาได้ตามมาตรฐานพร้อมแข่งขัน
ประเด็นที่หนักที่สุดคือ บริษัทออร์แกไนซ์ดังรายหนึ่งออกมาโพสต์เฟซบุ๊กว่า โดนเทงานรับผิดชอบพิธีเปิดทั้งที่เตรียมงานไว้แล้ว 7 เดือน รวมถึงซัพพลายเออร์ที่รับงานต่อในการดูแลเรื่องระบบจอแอลอีดีก็อ้างว่า ถ้าไม่จ่ายเงินมัดจำจะยกเลิกงานทั้งหมด
ข้อเท็จจริงที่สังคมไทยต้องรับรู้หัวใจหลักคือ ที่ออกมาพูด ออกมาตีรวนให้สังคมไทยสับสนจนเกิดดราม่าอยู่นั้น ไม่ได้เป็นคู่สัญญาหรือเซ็นสัญญารับงานจากภาครัฐเลยแม้แต่รายเดียว เนื่องจากว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติกรอบงบฯ จัดของไทยไว้ก็จริง แต่วิธีการจ่ายเงินของสำนักงบประมาณจะมาตามงบประมาณประจำปี ทยอยมาตามปี ซึ่งเงินในส่วนการจ้างพิธีเปิดมาในปีงบฯ 2569 คือเริ่ม 1 ตุลาคม 2568
ก่อนหน้านี้มี 4-5 บริษัทเสนอตัวเข้ามาตามกระบวนการโดยอ้างว่ามาจากผู้หลักผู้ใหญ่คนนั้นคนนี้ และผ่านการพรีเซนต์งาน แต่ กกท.ยังไม่ได้เลือกเซ็นสัญญากับบริษัทใดเลยเพราะรองบฯ การจะไปบอกว่าบริษัทนั้นบริษัทนี้ได้งานก็จะผิดระเบียบราชการที่ว่า สัญญาว่าจะให้ / จะรับอีก จึงต้องรองบฯ มาก่อนถึงลงนามสัญญา
ปัญหาคือ ทุกบริษัทมั่นใจว่า ตัวเองได้งานพิธีเปิดกันหมด เมื่อถึงเวลาเงินมา ปรากฏว่า กกท.เซ็นสัญญากับบริษัทหนึ่งที่รับผิดชอบปัจจุบัน ทำให้บริษัทที่เหลือผิดหวัง และเข้าใจว่า “โดนเท” แต่จริงๆ แล้ว กกท.ยังไม่ได้เซ็นสัญญากับบริษัทใดเลย

ประเด็นปัญหาต่อมา รู้ไหมว่าซีเกมส์คราวนี้ของไทย คนกีฬาเมืองไทยแยกเป็น 2 ก๊กอย่างชัดเจนระหว่าง “ค่ายหัวหมาก VS ค่ายอัมพวัน” หรือระหว่าง กกท. VS คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ เรื่องนี้คนค่ายหัวหมากรู้กันทั่ว พูดกันทั่ว มีการทำงานที่ไม่สอดคล้องกัน ขัดแย้งกันมาตลอดตั้งแต่ตั้งไข่การเตรียมงานของประเทศไทย
สาเหตุเนื่องจาก 2 เรื่อง เรื่องแรกโครงสร้างคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์หนนี้ ไม่มีสำนักเลขาธิการ ที่เดิมในอดีตค่ายอัมพวันจะได้รับจัดสรรงบฯ ได้รับผิดชอบหลายๆ สาขาของการขับเคลื่อนงานเหมือนเช่นกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 24 เมื่อปี 2550 ทำให้ค่ายอัมพวันไม่มีงบฯ ในมือ
เรื่องต่อมาคือ ค่ายอัมพวันผลักดันเพิ่มเงินอัดฉีดนักกีฬาไทยจากเหรียญทอง 3 แสนบาท เป็น 5 แสนบาท แต่ปรากฏว่าไม่สำเร็จเนื่องจากไม่มีการแก้ไขระเบียบกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ทำให้ต้องยึดระเบียบปัจจุบันคือ 3 แสนบาท ซึ่งนั่นทำให้ค่ายอัมพวันไม่พอใจอย่างหนัก อย่าลืมว่านักกีฬาได้เงินอัดฉีดเท่าไหร่ สมาคมกีฬาจะได้รับ 30% ของเงินรางวัลนักกีฬา และบางคนในค่ายอัมพวันคุม 3 สมาคมกีฬา และยังเป็นกีฬาประเภททีมอีกด้วย
นี่คือ เรื่องจริงที่ต้องยอมรับกันแล้ว ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับการเตรียมงานของประเทศไทย
ฟาก กกท.เองก็ไม่ควรรวบงานทั้งหมดไว้ที่ค่ายหัวหมาก ที่ผ่านมาจะมีคณะกรรมการจัดฯ / สำนักเลขาธิการ / คณะกรรมการฝ่าย / คณะกรรมการสาขาฯ มากมายรับผิดชอบงานเพื่อให้ครอบคลุม แต่ถ้ามองในมุม กกท. อาจมองว่า เพื่อให้การทำงานคล่องตัว
แต่ปัญหาก็จะตามมาอย่างที่เห็นคือ จะทำให้อีกฟากฝั่งหนึ่งไม่พอใจเพราะไม่ได้งบประมาณ และไม่ได้ทำงานที่คิดว่าตัวเองควรจะทำ บทบาทกับซีเกมส์จึงหายไป

ซีเกมส์ครั้งนี้จริงๆ แล้วควรจะเป็นการพัฒนาด้านมิตินักกีฬา (Sport Performance & Legacy) มิติด้านภูมิภาคและความสัมพันธ์อาเซียน (ASEAN Relations) มิติด้านเทคโนโลยีและการจัดการ (Sports Tech & Management, Smart Games) มิติทางการเมืองเวทีสร้างภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ มิติทางเศรษฐกิจ มิติทางสังคม มิติทางวัฒนธรรม
ตอนนี้ได้แต่เอาใจช่วย “มดงาน” คนทำงานของไทยให้นำซีเกมส์ครั้งนี้ของไทยประสบความสำเร็จ
แล้วหลังจบซีเกมส์ ส่งแขกทุกชาติกลับบ้านหมดแล้ว ค่อยมาเปิดศึกกัน รับรองสนุกกว่านี้อีกเยอะ…
