ยิ้มเยาะเล่นหวัว เต้นยั่วเหมือนฝัน | คนมองหนัง
“ช่างภาพข่าวทุกคนล้วนเป็นฝ่ายซ้ายทั้งสิ้น เพราะพวกคุณจะไม่สามารถประกอบวิชาชีพนี้ได้เลย ถ้าหากคุณไม่ใส่ใจสนใจผู้คน”
มาร์ติน พาร์

ระหว่างปี 2012-2013 (พ.ศ.2555-2556) ที่ตัวเองไปใช้ชีวิตเรียนรู้ผจญภัยช่วงสั้นๆ ในต่างบ้านต่างเมือง มีห้วงเวลาหนึ่งหลังปีใหม่ 2013 ที่ผมได้มีโอกาสลงเรียนวิชา “ภาพยนตร์ชาติพันธุ์และภาพยนตร์ศึกษา” ซึ่งสอนโดยอาจารย์ชาวอิตาเลียนชื่อ “มัสซีมีเลียโน (เมา) มอลโลนา”
(มอลโลนาเป็นนักวิชาการฝ่ายซ้ายที่มีขอบเขตการศึกษากว้างขวาง ตั้งแต่มานุษยวิทยาเศรษฐกิจ, มานุษยวิทยาการเมือง, มานุษยวิทยาศิลปะ และมานุษยวิทยาทัศนา หรือ Visual Anthropology เรื่องที่น่าภูมิใจไม่น้อย คือ เขาเปิดคอร์สภาพยนตร์ชาติพันธุ์ฯ ด้วยการกล่าวถึงหนังเรื่อง “ดอกฟ้าในมือมาร” ของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ว่ามันสาธิตให้เห็นถึงพรมแดนอันพร่าเลือนระหว่าง “เรื่องแต่ง” กับ “สารคดี” ได้อย่างทรงพลังเพียงใด)
วิชาภาพยนตร์ชาติพันธุ์ฯ เป็นวิชาเดียวตลอดการเรียนปริญญาโทในเวลาแค่หนึ่งปีของผม ที่ต้องมีการออกไปพรีเซนต์งานกลุ่มหน้าห้องช่วงกลางเทอมด้วย
โจทย์ที่นักศึกษาทุกกลุ่มต้องทำคือการนำเสนอเรื่องราวของ “ช่างภาพนิ่ง” ซึ่งมีผลงานที่คาบเกี่ยวทับซ้อนกับมุมมองแบบนักมานุษยวิทยาและการทำงานชาติพันธุ์นิพนธ์ได้อย่างน่าสนใจ

กลุ่มที่ผมสังกัดอยู่แทบจะเรียกได้ว่าเป็น “กลุ่มชายขอบของคลาส” (ขณะที่กลุ่มอื่นๆ มักจะเป็นการรวมตัวกันของนักศึกษาปริญญาโทหลักสูตรมานุษยวิทยาทัศนา ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของคอร์สนี้ ไม่ก็เป็นการจับกลุ่มระหว่างนักศึกษาที่เรียนระดับปริญญาตรีในอังกฤษมาก่อน)
“กลุ่มชายขอบ” นี้ประกอบด้วยผม เด็กไทยคนเดียวในห้องเรียนและคณะ (ซึ่งตอนนั้นก็ “ไม่เด็ก” แล้ว เพราะมีอายุขึ้นต้นด้วยเลข 3), เพื่อนผู้หญิงเชื้อสายลาติโนอเมริกันจากสหรัฐที่มาเรียนปริญญาโทสาขา Visual Anthropology, เพื่อนผู้ชายอิตาเลียนที่เรียนปริญญาโทสาขา “มานุษยวิทยาและการเมืองวัฒนธรรม” (Anthropology and Cultural Politics) ร่วมกันกับผม (ปัจจุบัน หลักสูตรนี้โดน “ยุบทิ้ง” ไปแล้ว) และเพื่อนผู้หญิงชาวเยอรมัน ซึ่งน่าจะอายุพอๆ หรือมากกว่าผมด้วยซ้ำ ที่มาเรียนปริญญาโทสาขาภาพถ่ายและวัฒนธรรมเมือง (Photography and Urban Cultures) ในคณะสังคมวิทยา
แน่นอนว่าคนที่มีความรู้เรื่องภาพนิ่งดีที่สุดย่อมต้องเป็นเพื่อนชาวเยอรมันที่มาเรียนด้านถ่ายภาพโดยตรง ชื่อช่างภาพที่เธอโยนออกมาว่าทางกลุ่มพวกเราน่าจะพรีเซนต์ร่วมกัน ก็คือ “มาร์ติน พาร์” (Martin Parr) ยอดนักถ่ายรูปชาวอังกฤษ ซึ่งคนไทยเชยๆ อย่างผม ไม่เคยรู้จักงานหรือได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาก่อน
ก่อนที่เธอจะอธิบายด้วยสีหน้าและอารมณ์ “ตึงเครียด-จริงจัง” มากๆ ว่างานของพาร์มีจุดเด่นอยู่ตรง “อารมณ์ขัน” และการ “เสียดสีสังคม”
แล้วหลังจากนั้น เวลาเราประชุมงานกัน กระทั่งถึงวันออกไปพรีเซนต์หน้าห้อง เพื่อนเยอรมันคนนี้ก็ไม่เคยพูดถึงงานของพาร์อย่างมีเสียงหัวเราะและรอยยิ้มเลยสักครั้งเดียว แม้เธอจะเน้นย้ำเสมอว่า “อารมณ์ขัน-การเสียดสี” คือจุดเด่นสำคัญในผลงานของช่างภาพชาวอังกฤษผู้นี้

เผยแพร่ในอินสตาแกรม martinparrstudio
เอาเข้าจริงแล้ว ผลลัพธ์ของงานกลุ่มคราวนั้นเข้าขั้นเละเทะ เนื่องจากไอ้เพื่อนอิตาเลียนดันขอไม่ออกไปพรีเซนต์หน้าห้อง เพราะอ้างว่าเตรียมตัวไม่พร้อม เนื้อหาของการนำเสนอส่วนหนึ่งจึงขาดหายไปแบบงงๆ
อย่างไรก็ดี โดยส่วนตัว ผมกลับรู้สึกตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจที่ได้ศึกษาค้นคว้าและนั่งดูภาพถ่ายจำนวนมากของ “มาร์ติน พาร์”
โชคดีที่พอถึงช่วงใกล้จะเรียนจบ พาร์ก็มีนิทรรศการภาพถ่าย “Only in England” ตรงใกล้ๆ ที่พักชั่วคราวก่อนกลับไทยของผมพอดี ผมจึงเข้าไปดูผลงานของพาร์แบบชัดๆ ด้วยความตื่นเต้นอีกเช่นเคย
ภาพถ่ายของ “มาร์ติน พาร์” ถือเป็น “สิ่งใหม่ๆ” จำนวนไม่มากนัก ที่ผมได้รู้จักและเรียนรู้ระหว่างไปใช้ชีวิตในเมืองนอกช่วงสั้นๆ
ถ้าก่อนหน้านั้น ผลงานทางวัฒนธรรมที่ทำให้ผมเข้าใจ “สังคมอังกฤษ” อย่างแตกต่างจากคนไทยทั่วไป คือบทเพลงของ “พัลป์”
ภาพถ่ายของพาร์ที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ตลอดจนวัฒนธรรมสาธารณ์ทั้งหลาย ตั้งแต่การท่องเที่ยวไปจนถึงอาหาร และความแตกต่างทางชนชั้นในสังคมอังกฤษ ด้วยอารมณ์เสียดสีตลกร้าย ผ่านการเข้าใกล้บุคคลในภาพได้อย่างน่าทึ่งและสีสันอันสดใสสะดุดตา ก็เข้ามาช่วยต่อยอดให้ความเข้าใจดังกล่าวขยับขยายออกไปได้อีก
นอกจากนี้ อารมณ์ขันที่ปรากฏผ่านรูปภาพของพาร์ยังเป็นบทสนทนา “ข้ามวัฒนธรรม” อันน่าสนใจสำหรับผม ซึ่ง ณ เวลานั้น เพิ่งผ่านประสบการณ์การเป็นประจักษ์พยานในการล้อมปราบม็อบเสื้อแดงกลางเมืองหลวงมาไม่นาน
แล้วตนเองก็กำลังรู้สึกทึ่งที่พลังในการเรียกร้องประชาธิปไตยยังมิได้ “ล้มหายตายจาก” ไปไหน หากถือกำเนิดขึ้นใหม่ผ่านแฟลชม็อบที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันเช่นกัน ซึ่งถูกริเริ่มโดย “บก.ลายจุด-สมบัติ บุญงามอนงค์”
