นัยความเป็นคน | นิ้วกลม
1
ธรรมชาติสองข้อหลักของมนุษย์คือ เอาชีวิตรอดและสืบพันธุ์
สองสัญชาตญาณนี้ขับดันกิจกรรมต่างๆ ที่เราเห็นอยู่ในโลกหล้าทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ในโลกแห่งวัฒนธรรมที่มนุษย์สร้างขึ้น การสืบพันธุ์ (มีเพศสัมพันธ์) มักถูกนำไปโยงกับ ‘ความรัก’ ซึ่งน่าสนใจว่า มันเป็นเรื่องเดียวกันจริงไหม
ตั้งแต่โบราณกาล การสืบเชื้อสายวงศ์ตระกูลก็ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกับความรักเสมอไป เราทราบดีว่า กษัตริย์และราชวงศ์ในยุคก่อนล้วนมีการแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองซึ่งกันและกัน แล้วสืบลูกหลานกันต่อไป ทั้งที่ทั้งสองฝ่ายอาจเพิ่งเคยพบหน้ากันจากการตกลงของพระบิดาพระมารดาจากสองฝั่งซึ่งเจรจาผลประโยชน์กันมาเป็นอย่างดีแล้ว
หรือในบางสังคมก็อาจมีวัฒนธรรมคลุมถุงชนที่พาบ่าวสาวมาตกล่องปล่องชิ้นกันแบบไม่ถามความสมัครใจ กระทั่งพอวัฒนธรรมวิวัฒน์สู่สมัยใหม่ที่เน้นคุณค่าเรื่องเสรีภาพทางความคิดจึงมีคำถามกับเรื่องนี้ว่า “อ้าว แล้วความรักหายไปไหน”
2
เรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจเมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์มากขึ้น ไม่เว้นแม้เรื่องเพศสัมพันธ์และความรัก แถมความเร็วของความเปลี่ยนแปลงก็ควบตะบึงไปแบบไม่รอใครทำความเข้าใจ และไม่รอให้ใครได้ทันตั้งตัว สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นผลลัพธ์ที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชีโดยไม่มีการวางแผนใดๆ ซึ่งคู่ควรต่อการหยิบขึ้นพินิจพิจารณาอย่างยิ่ง
ผมสนใจว่าคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ สื่อสมัยใหม่ และแพลตฟอร์มต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปจะมีพฤติกรรมเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์และความรักต่างไปจากยุคก่อนนี้อย่างไรบ้าง จึงหยิบหนังสือ Turn On ร้อนรัก ของคุณอาณดา วิรมณรมิตา ที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชนขึ้นอ่าน แล้วก็พบว่า เปิดหูเปิดตาอย่างเหลือเชื่อ
กลายเป็นว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่เหล่านี้กลายมาเป็น ‘โครงสร้าง’ ในการกำหนดวิถีชีวิต กรอบความคิด และเป็นเวทีอารมณ์ของคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับมัน
ความรักเริ่มกลายเป็นเรื่องที่มากกว่า ‘เรื่องของคนสองคน’ ตั้งแต่แพลตฟอร์มต่างๆ ชวนให้เราอัพเดตสถานะความสัมพันธ์ของตัวเองลงในโลกออนไลน์ ตกลงคุณโสด กำลังคบกับใคร เป็นแฟนใคร แต่งงานกับใคร เลิกกับใคร กลายเป็นเรื่องที่โลกรู้ด้วย!
นอกจากนั้น แอ๊กชั่นต่างๆ ที่ถูกทำให้เห็นก็ยิ่งทำให้เรื่องนี้ซับซ้อน เพราะเราสามารถรู้ว่าแฟนของเราไปกดไลก์ใคร ให้หัวใจสาวหรือหนุ่มคนไหน แล้วเขาทำแบบนั้นกับเราน้อยกว่าหรือเปล่า เขาคิดอะไรอยู่กันแน่
พฤติกรรมเหล่านี้นำไปสู่การ ‘จัดฉากความสัมพันธ์’ ซึ่งเกิดจากความคาดหวังของคนรักหรือสังคม ทั้งที่ในชีวิตจริงอาจไม่หวานหรือชื่นมื่นเหมือนในรูปที่โพสต์ลงไป รวมถึงการที่ความรู้สึกทั้งหลายถูกแปลงเป็น ‘ข้อมูล’ เช่น เธอกดไลก์ฉันกี่ครั้ง แล้วกดไลก์เพื่อนฉันเยอะกว่าหรือเปล่า
3
ความรักกลายเป็นเรื่องสาธารณะ เมื่อมีเว็บบอร์ดอย่างพันทิปที่มีกระทู้ถามเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์มากกว่า 400,000 กระทู้ นอกจากนั้นโพสต์ต่างๆ ทางเฟซบุ๊กก็เปิดรับความคิดเห็นจากชาวบ้านที่ผ่านทางมา ทุกคนให้ความเห็นได้หมดเลยว่า “ควรทนพฤติกรรมแฟนแบบนี้ต่อไปไหม” หรือ “ความจนของเขาจะเป็นอุปสรรคต่อความรักของเราหรือไม่” ทุกคนให้ความเห็นได้โดยไม่ต้องเข้าใจรายละเอียด แล้วไหนจะอินสตาแกรมที่ทุกคนสามารถวิพากษ์วิจารณ์ความสัมพันธ์ของคนที่เปิดสาธารณะกันได้อย่างสบายปากสบายใจ ความรักกลายเป็นเรื่องของ ‘คนหลายคน’ ไปแล้ว ซึ่งในบางกรณีมันคือจำนวนนับไม่ถ้วน
แอพพ์จับคู่หรือหรือแพลตฟอร์มหาคู่ก็เปลี่ยนวิธีการที่คนสองคน ‘บังเอิญ’ มาเจอกันให้กลายเป็นการคัดสรรอย่างตั้งใจจากสเป๊กที่เรากรอกไว้ รวมถึงอีกฝ่ายกรอกคุณสมบัติ ใส่ภาพ และบรรยายตัวตนโดยละเอียด ความรักกลายเป็นสิ่งที่ออกแบบได้ วางแผนได้ เลือกได้ เพื่อให้ตอบโจทย์ที่วางไว้ ไม่ว่าหน้าตา อาชีพ การเงิน ความฝัน รสนิยม ฯลฯ
และเมื่อเป็นเช่นนี้เราย่อมคาดหวังว่า ‘ผู้ตรงสเป๊ก’ จะต้องตอบโจทย์เราโดยไม่มีสะดุดด่างพร้อยแม้แต่น้อยนิด หากผิดจากนั้นเราย่อมเซ็งและผิดหวัง เพราะไม่ได้เตรียมใจไว้ว่าจะพบเจอ ‘ความผิดเพี้ยน’ และเมื่อมองไปบนแพลตฟอร์มก็เห็นว่ายังมี ‘ตัวเลือก’ อีกมากที่เรียงรายรอให้เราทักไปทำความรู้จัก แต่ละคนก็คัดสเป๊กมาแล้วทั้งนั้น ยังมีคนที่อาจจะ ‘ใช่’ กว่าคนที่เรารู้สึก ‘ไม่ตอบโจทย์’ จึงนำไปสู่การตัดสินใจเลิกราง่ายดาย คล้ายการเลือกสินค้าหรือเลือกลงทุน ในเมื่อให้ผลตอบแทนได้ไม่ตรงใจก็ ‘เปลี่ยนตัว’ ไปลงทุนกับตัวที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนดีกว่า
สิ่งนี้เกิดขึ้นในไลฟ์สไตล์คนชั้นกลางยุคใหม่ที่มองว่าตนเองสามารถวางแผนและคัดสรรสินค้าเพื่อ ‘ทดลองใช้’ ดูได้ก่อน หากไม่พอใจก็รีบเปลี่ยน เพราะทุกวันเป็นทรัพยากรที่ใช้สอยไป ต้องใช้ให้คุ้มค่า ความอดทนอาจไม่ใช่องค์ประกอบของความรักในแบบเดียวกับสมัยพ่อแม่ เพราะทุกคนมีโอกาสเจอคนที่ ‘ซูเปอร์ใช่’ ของตัวเอง แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ง่าย เพราะในด้านตรงกันข้าม ทุกคนก็พร้อมจะเลิกกันเมื่ออีกฝ่ายเพี้ยนไปจากความต้องการแม้เพียงเสี้ยวเดียว

4
การเลือกคบเลือกเลิกแบบนี้สะท้อนให้เห็นว่า คนที่เติบโตมาท่ามกลางตัวเลือกและทางเลือกรู้สึกว่า ฉันไม่จำเป็นต้องทนเจ็บปวดกับตัวเลือกที่ไม่ตอบโจทย์ มองความรักเหมือนโปรเจ็กต์ที่ต้องลงทุนลงแรง เวลา และเงินไปกับเรื่องนี้ และด้วยวิธีคิดว่าจะต้อง ‘บริหารตัวเอง’ อยู่เสมอ ความรักก็เป็นเรื่องต้องจัดการไม่ต่างจากงาน เงิน เวลา สุขภาพ และควรอยู่ในจุดที่ ‘จัดการได้’ หากมีปัญหามากก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรทน
รักจึงเป็นพื้นที่ที่ถูกวัดผลและตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา
มันจึงกลายเป็นพื้นที่ของเหตุผล ซึ่งต่างจากที่เคยเข้าใจกันว่ารักเป็นเรื่องอารมณ์ความรู้สึก หรือพูดด้วยภาษานิยายหน่อยคงต้องบอกว่า “รักเป็นเรื่องหัวใจ ไม่ใช่สมอง” แต่เดี๋ยวนี้กลับกันแล้ว ผู้คนใช้สมองตรองเกี่ยวกับความรักอย่างหนัก ทั้งนี้เป็นเพราะเรื่องของสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปด้วย คนต้องดูแลตัวเองมากขึ้นในครอบครัวที่เล็กลง งานหายากขึ้น สิ่งต่างๆ แพงขึ้น ผู้คนจึงรู้สึกว่าตนกำลังแบกความรับผิดชอบอยู่บนบ่า ฉะนั้นถ้าต้องมีอีกชีวิตมาอยู่ข้างๆ ต้องมิใช่ชีวิตที่ทำให้ตนเองลำบากขึ้นไปอีก
5
เมื่อความสัมพันธ์ถูกมองว่าอาจเป็นพันธะและภาระสำหรับคนสมัยใหม่ และการจบความสัมพันธ์ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายเหมือนในอดีตอีกต่อไป หากความสัมพันธ์มันประคับประคองรักษาไว้ยากนัก เช่นนี้แล้วรักกับเซ็กซ์อาจไม่จำเป็นต้องมาพร้อมกันเสมอก็ได้
โดยธรรมชาติของมนุษย์ต้องการเซ็กซ์ แต่มนุษย์ต้องการ ‘รัก’ ในนิยามที่ถูกสร้างขึ้นจากวัฒนธรรมหรือไม่ อันนี้ไม่แน่ใจ คงต้องถกกันยาวๆ ทว่าภาพที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันอาจเป็นคำตอบที่บอกใบ้บางอย่าง เมื่อเซ็กซ์ในโลกสมัยใหม่ไม่ได้ผูกโยงกับรักในแบบเดียวกับยุคก่อนหน้านี้
ผู้คนสามารถมีเซ็กซ์โดยไม่ต้องรักกัน หรือบางคนอาจโอเคกับการสำเร็จความใคร่เพียงลำพังโดยไม่รู้สึกขาดอะไร ซึ่งในแง่นี้ เซ็กซ์กลายเป็นพื้นที่ที่ปัจเจกบุคคลแสดงออกถึงเสรีภาพและสิทธิของตนเองด้วย
แพลตฟอร์มต่างๆ เปิดโอกาสให้ผู้คนที่มีความต้องการตรงกันสามารถนัดหมายเพื่อมีเพศสัมพันธ์กันในลักษณะต่างๆ หนังสือเล่มนี้เล่าถึงกรณีที่สามีจัดหา ‘ชายเดี่ยว’ มาร่วมวงกับภรรยาของตน หรือภรรยาหาหญิงหรือเกย์มาร่วมบำเรอความสุขให้สามี สาวโสดตามหาบริการนวดน้ำมันจากชายหนุ่ม โดยไม่มีเจตนาโรแมนติก ยังมิต้องนับกิจกรรม ‘นัด XXX’ ที่มีผู้ดำเนินกิจกรรมเช่นนี้กันอยู่ในแพลตฟอร์มที่พาพวกเขามาป๊ะกันได้สะดวกกายสะดวกใจ
ความสัมพันธ์แบบ Friends with Benefits (FWB) ที่เกิดจากคนสองคนที่ไม่ต้องการผูกมัด ไว้วางใจกัน และต้องการเป็นความสุขของกันและกัน หรือเซ็กซ์แบบ One Night Stand ที่เกิดขึ้นแล้วจบลงทันที ก็เกิดจากคนสองคนที่ไม่ต้องการอะไรยืดเยื้อ
กิจกรรมทางเพศเหล่านี้เกิดขึ้นในรูปแบบของการที่คนชั้นกลางในเมืองต้องการควบคุมทรัพยากรของตนเอง ไม่ว่าเวลา พลังงาน อารมณ์ เงินอย่างมีประสิทธิภาพ มันกลายเป็นพื้นที่ถูกมองว่า ‘บริหารจัดการได้’ โดยไม่ต้องเสียทรัพยากรของตนไปกับความสัมพันธ์ที่ต้องดูแลกัน ยอมกัน ง้อกัน ซื้อของขวัญให้กัน ฯลฯ
รวมถึงความสัมพันธ์อย่าง ‘กิ๊ก’ หรือ ‘คนคุย’ ที่สะท้อนถึงการไม่ผูกมัด ไม่หึงหวง และมีความสัมพันธ์ลักษณะเดียวกันได้มากกว่าหนึ่งคน แต่ไม่ต้องใช้ทรัพยากรมากเท่ากับสถานะของสามีภรรยา
6
ความสัมพันธ์ในยุคดิจิทัลจึงถูกกระจายออกเป็น ‘เศษส่วนของความใกล้ชิด’ คุณอาณดาอธิบายไว้อย่างเห็นภาพว่า “มีคนคุยเพื่อบำรุงใจ เพื่อนที่นอนด้วยได้แต่ไม่รู้สึกรัก หรือแม้แต่ยอมเป็นคนที่รู้ว่าเขาไม่เลือก” เพราะรูปแบบชีวิตและเทคโนโลยีสมัยใหม่เปิดโอกาสให้เราจัดเรียงความสัมพันธ์ อารมณ์ และพื้นที่ได้หลากหลาย
กระทั่งความโสดเองก็ไม่ใช่สถานะที่รอเป็นฝั่งเป็นฝาอีกต่อไป แต่กลายเป็นสถานะที่บุคคลนั้นเลือกเอง เพราะมันตรงกับจังหวะอารมณ์และเงื่อนไขในชีวิตของเขา สิ่งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับบริการบาร์โฮสต์ทั้งชาย-หญิง เด็กเอ็น เพื่อนกินเพื่อนเที่ยว ซึ่งมาพร้อมค่านิยมที่คนชมชอบจะอยู่ตามลำพังโดยไม่ต้องใช้ห้องหรือบ้านร่วมกับอีกชีวิตที่ในระยะยาวอาจทะเลาะเบาะแว้งและเปลืองอารมณ์
เช่นนี้แล้ว เราจึงได้เห็นว่า ความรัก (ในแง่วัฒนธรรม) นั้นไม่ได้ตายตัว ทว่าเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป มาถึงยุคนี้ ในหมู่คนชั้นกลางมีวิธีการจัดวางอารมณ์ ความสัมพันธ์ เพศสัมพันธ์ และความรักที่หลากหลาย มีรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นพร้อมค่านิยมใหม่
มนุษย์ยังคงต้องการเซ็กซ์
แต่ความรักล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง
คงมิอาจนิยามได้ด้วยคำจำกัดความคับแคบอีกต่อไป หรือกระทั่งน่าตั้งคำถามแหลมๆ แทงเข้าไปในใจมนุษย์ยุคนี้ด้วยซ้ำว่า
“ความรักมีจริงหรือ?”
