| สุจิตต์ วงษ์เทศ
นวดข้าว เดือนยี่
(ธันวาคม-มกราคม)
เดือนยี่ หมายถึง เดือนลำดับที่ 2 ของปีนักษัตรตามปฏิทินจันทรคติ
วันแรกของเดือนยี่ ปีมะเมีย คือวันขึ้น 1 ค่ำ ตรงกับวันที่ 20 ธันวาคม 2568 [ขึ้นปีใหม่ ปีมะเมีย ตั้งแต่เดือนที่แล้ว คือ เดือนอ้าย ขึ้น 1 ค่ำ ตรงกับวันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2568]
ชาวนาลงแขกเกี่ยวข้าวเกือบหมดแล้ว พร้อมนวดข้าวเอาเมล็ดไปกะเทาะเปลือกแล้วหุงกินในชีวิตประจำวัน
พิธีกรรมเดือนยี่ มี 2 ระดับ คือ พิธีราษฎร์ กับ พิธีหลวง

1.พิธีราษฎร์
ชาวบ้านเดือนยี่มีนวดข้าว
ลานนวดข้าว สถานที่ถากถางเป็นลานดินรูปวงกลม โดยใช้ขี้ควายละลายน้ำชโลมลาน เมื่อตากแห้งจะเป็นพื้นแข็งรองรับน้ำหนักการนวดข้าว
ทำขวัญลาน มีขวัญสิงอยู่ลานนวดข้าวตามความเชื่อในศาสนาผีหลายพันปีมาแล้ว ดังนั้นก่อนใช้งานต้องมีพิธีทำขวัญ เรียกทำขวัญลาน หมายถึงทำขวัญลานนวดข้าว
ครั้นหลังรับศาสนาพุทธ ประเพณีถูกปรับความเชื่อศาสนาผีเข้ากับศาสนาพุทธแล้วเรียกบุญคูนลาน หมายถึงทำบุญเลี้ยงพระบนลานที่มีฟ่อนข้าวกองเป็นพะเนิน [(คูน มีความหมายเดียวกับ พูน แปลว่า ทำให้กองทับถมสูงขึ้น หรือพอกพูนขึ้น)]
แม่ข้าว เป็นรวงข้าวตกที่ชาวนาเก็บไว้ถูกเชิญเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์วางบนแท่นไม้หรือศาลเพียงตา
ส่วนต้นข้าวมีลำต้นกับรวงเมล็ดข้าวสีเหลืองแก่หรือน้ำตาลแก่ติดปลายรวงเป็นช่อยาวที่ต้องเกี่ยวหรือตัดไปนวด (หรือตี หรือฟาด) บนลานนวดข้าวเอาเมล็ดข้าวออกจากรวง
นวดข้าว เป็นงานหลังเก็บเกี่ยวซึ่งได้รวงข้าวจำนวนหนึ่ง จากนั้นทำให้เมล็ดข้าวหลุดจากรวงข้าวโดยจูงควายขึ้นย่ำบนกองข้าวที่เกี่ยวแล้วมัดรวมเป็นฟ่อนซึ่งจัดวางบนลานนวดข้าว เมื่อควายเหยียบย่ำฟ่อนข้าวคะเนว่าเมล็ดข้าวหลุดจากรวงหมดแล้วจูงควายออกไป
สงฟาง ชาวนาร่วมกันเอาฟางออกจากเมล็ดข้าวที่กองสุมรวมกัน เรียกสงฟาง โดยใช้ตะขอไม้ไผ่เป็นคันหลาวยาวเขี่ยฟางออกจากเมล็ดข้าวเปลือก (สง แปลว่าหยิบหย่งๆ หรือเขย่าให้อีกสิ่งหนึ่งร่วงไป, ฟาง คือต้นข้าวแห้งที่ถูกเกี่ยวมาแล้วนวดเอาเมล็ดออกหมด)
[เพลงสงฟางไม่เล่นขณะสงฟาง (คือเล่นไปสงฟางไป) ถ้าเล่นเพลงสงฟางมีจริงสมัยดั้งเดิมก็เล่นเมื่องานสงฟางเสร็จแล้ว]
ชักกระดาน เมื่อสงฟางออกหมดแล้ว จะมีเมล็ดข้าวตกกระจายเรี่ยรายปนเศษผงฟางข้าวเต็มลานนวดข้าว ชาวนาต้องร่วมกันใช้ไม้กวาด (จากต้นมอน หรือต้นไม้กวาด) กวาดเมล็ดข้าวไปกองรวมกัน แต่ยังไม่สมบูรณ์ ต้องเอาเชือก 2 เส้น ผูกแผ่นกระดานเป็นสองสาย แล้วช่วยกันลากเอาข้าวเป็นกองพูนสูงขึ้นไป เรียก “ชักกระดาน” เพื่อเตรียมขนไปเก็บในยุ้ง (หรือเล้า)
[เพลงชักกระดานของชาวบ้านสมัยก่อน ได้ชื่อจากงานชักกระดานพูนข้าวเปลือกในลานนวดข้าว แต่ไม่เล่นขณะทำงานชักกระดาน เพราะเหนื่อย ถ้าจะมีเล่นจริงๆ ก็เล่นเมื่อเสร็จงานแล้ว]
ยุ้งข้าว เมื่อได้ข้าวเปลือกกองอยู่ลานนวดข้าว ต้องขนเก็บในยุ้งข้าว (บางแห่งเรียก เยียข้าว, เล้าข้าว) หมายถึงเรือนเก็บข้าวเปลือกไว้กินตลอดปี
ทำขวัญยุ้งข้าว ก่อนขนข้าวเปลือกขึ้นยุ้งต้องทำขวัญยุ้ง (เช่นเดียวกับทำขวัญลานนวดข้าว) เมื่อเก็บข้าวขึ้นยุ้งแล้วจะแบ่งไปหุงกินไม่ได้ในชีวิตประจำวัน เพราะยังไม่ได้ทำขวัญข้าว ต้องรอทำขวัญพร้อมกันทั้งชุมชนเสียก่อนถึงจะเอาไปตำสีซ้อมเป็นข้าวสารหุงกินได้ตามปกติ

2.พิธีหลวง
หลังรับวัฒนธรรมอินเดีย พิธีกรรมดั้งเดิมของชาวบ้านถูกยกไปเป็นพระราชพิธีของราชสำนักแบบพราหมณ์-พุทธ ซึ่งพบในคำให้การขุนหลวงหาวัด เล่าเรื่องแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศเสด็จออกไปนวดข้าวในนาหลวงที่ทุ่งหันตรา (หานตรา) บริเวณวัดหันตรา (อยุธยา) และอีกแห่งหนึ่งเรียกสาคู (หรือ สารคู) ได้ฟางข้าวจำนวนหนึ่งขนใส่เกวียน (รันแทะ) และใส่กระบะ (ล้อ) เข้าวัง
จากนั้นเอาฟางประดิษฐ์เป็นฉัตรข้าวถวายพระทุกวัด แล้วมีการละเล่นมหรสพฉลองและให้ทาน ในคำให้การขุนหลวงหาวัด บอกดังนี้
“ครั้นถึงหน้านวดข้าวก็เสด็จไปนวดข้าวที่หานตราและสารคู ก็เล่นเป็นการสนุกหนักหนา
ครั้นนวดข้าวแล้วจึงเอาใส่ในรันแทะบ้าง ใส่ในล้อบ้าง จึงเหล่าพระราชบุตรและธิดา ทั้งพระสนมกำนัลพร้อมกันแล้ว ก็ชักเข้ามาในวัง แล้วจึงทำฉัตรข้าวไปถวายพระทุกอาราม แล้วทำข้าวยาคูถวายพระสงฆ์ทุกอาราม
อันนี้ก็เป็นนิจสินทุกปีมิได้ขาด เป็นสรรพาการที่อันจะเล่นต่างๆ ทั้งช้างกับเสือสู้กันพระองค์ก็เล่น พระองค์ให้ทานนั้นก็ต่างๆ นานา ทั้งข้าวสุนัขและข้าวปลาพระองค์ให้เป็นทาน”
[นาหลวงอยู่บริเวณทุ่งหันตราถึงย่านสาคู ปัจจุบันอยู่พื้นที่ ต.หันตรา อ.เมืองฯ จ.พระนครศรีอยุธยา มีบอกในคำให้การขุนหลวงหาวัดว่า “ครั้นถึงหน้านวดข้าวก็เสด็จไปนวดข้าวที่หานตราและสารคูก็เล่นเป็นการสนุกสนานนักหนา” ทุ่งหันตรา มีวัดหันตราตั้งอยู่ริมคลองหันตรา (ในพระราชพงศาวดารฯ ว่า พระเจ้าบรมโกศ เสด็จฉลองวัดหันตราเมื่อ พ.ศ.2281) ส่วนย่านสาคู มีคลองสาคูทอดยาวตามแนวตะวันตก-ตะวันออก (ถนนสายเอเชียผ่านข้ามคลองสาคูตรงหน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ) พ้นเขตนาหลวงไปทางตะวันออกเป็นทุ่งชายเคือง พื้นที่ทำนาของราษฎร พบในพระราชพงศาวดารฯ ว่า พ.ศ. 2112 เมื่อพระมหาอุปราชากรุงหงสาวดียกทัพล้อมกรุงตั้งอยู่ตำบลชายเคือง เท่ากับขัดขวางราษฎรมิได้เกี่ยวข้าว ดังนั้นพระนเรศวรกับพระอนุชาธิราชเสด็จยกกองทัพขับไล่เพื่อให้ราษฎรทั้งปวงเกี่ยวข้าวในท้องทุ่งได้สะดวก]
