เขย่าสนาม | เมอร์คิวรี่
ถือเป็นมหกรรมกีฬาที่เต็มไปด้วยเรื่องราวดราม่ามากมายตั้งแต่ต้นจนจบ สำหรับการแข่งขันมหกรรมกีฬา ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในช่วงระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568
นับเป็นการหวนกลับมาจัดมหกรรมกีฬาซีเกมส์อีกครั้งในรอบกว่า 18 ปีของประเทศไทย หลังจากที่เจ้าภาพมหกรรมกีฬาอาเซียนรายการนี้จะใช้การเรียงลำดับตามตัวอักษรภาษาอังกฤษในการเป็นเจ้าภาพ
ครั้งสุดท้ายก่อนหน้านี้ของประเทศไทยที่ได้เป็นเจ้าภาพคือ ซีเกมส์ ครั้งที่ 24 ที่ จ.นครราชสีมา เมื่อปี 2007 จนกระทั่งวันเวลาผ่านมาไทยเราได้จัดซีเกมส์อีกครั้งในปี 2025 นี้
แต่กลายเป็นมหกรรมกีฬาดราม่าไปได้ด้วยการเตรียมความพร้อมที่ไม่มีความพร้อมในหลายเรื่องหลายราว
จุดเริ่มต้นของการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ของประเทศไทย ต้องย้อนกลับไปเมื่อตอนที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2566 ให้กรุงเทพฯ, จ.ชลบุรี และสงขลา เป็น 3 เมืองเจ้าภาพหลักในการจัดซีเกมส์ ครั้งที่ 33
ในครั้งนั้นในหลายจังหวัดที่สนใจยื่นเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ ทั้งแบบจังหวัดเดียว และแบบกลุ่มจังหวัด รวมทั้งหมด 14 จังหวัด แต่สุดท้ายได้คัดเลือก 3 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ, จ.ชลบุรี และสงขลา แต่ต้องบอกว่าแค่ติดกระดุมเม็ดแรกก็ผิดเสียแล้ว…
เพราะแน่นอนว่าการกระจายเป็นเจ้าภาพใน 3 เมืองหลักอาจมองถึงเรื่องทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้ไปในตัว แต่ไม่ได้มองถึงการบริหารจัดการในภาพรวมที่ยากต่อการทำงานให้เป็นเอกภาพ ทำให้อำนาจหน้าที่ในการสั่งการกระจายไปหมด
แล้วทำอย่างไรถึงจะเอาอยู่กับการจัดทั้ง 3 จังหวัดพร้อมๆ กัน
ขณะที่ประเด็นต่อมาในเรื่องชนิดกีฬาที่ตอนแรกบอกว่า จะจัดตามมาตรฐานกีฬาโอลิมปิกก็คือ จะมีการชิงชัยอยู่ที่ราว 30-40 ชนิดกีฬาเท่านั้น แต่พอเอาเข้าจริงกลับยัดกีฬาเข้ามามโหฬารจนยอดสุทธิอยู่ที่ 50 ชนิดกีฬา บวกกับ 3 กีฬาสาธิต (กีฬาทางอากาศ, จานร่อน, ชักเย่อ) และอีกหนึ่งกีฬาสร้างมูลค่า (มิกซ์มาร์เชียลอาร์ต หรือ MMA)
ยิ่งชนิดกีฬาเยอะยิ่งเพิ่มจำนวนอีเวนต์การจัดชิงชัยที่ทะลุไปถึง 574 เหรียญทอง ซึ่งทาง การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ได้มอบหมายให้แต่ละสมาคมกีฬาเข้าไปทำหน้าที่จัดการแข่งขันกันเอง เอาล่ะทีนี้ก็เริ่มได้เห็นว่าคงเป็นงานยากในการบริหารจัดการให้ดีในทุกชนิดกีฬาได้
กลายเป็นการปรับเพิ่มลดอีเวนต์ รวมทั้งเรื่องสนามแข่งขันของแต่ละชนิดกีฬาที่มีการโยกย้ายไปแบบตามใจชอบ หรือตามความเหมาะสมในบางมุม จนท้ายที่สุดแล้วสนามกีฬากระจายเกินขอบเขตของ 3 เมืองเจ้าภาพหลักหลักเกณฑ์ของแต่ละสมาคมกีฬา
คราวนี้ก็เอาละ คงต้องให้แต่ละสมาคมกีฬาไปจัดการกันเองก็แล้วกัน
ขณะเดียวกัน จากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทำให้จากเดิมที่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จากฝั่งสีน้ำเงิน แต่เปลี่ยนมาเป็น สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล จากทางฝ่ายสีแดง เข้ามาดำรงตำแหน่งแทน เมื่อการเมืองเปลี่ยนก็ทำให้ภาพรวมของซีเกมส์ ครั้งนี้ 33 ได้รับการพลิกโฉมไปพอสมควร…
จากการประกวดโลโก้ และแมสค็อตของซีเกมส์ที่กระบวนการเสร็จสิ้นไปเรียบร้อยแล้ว แต่จากการเมืองเปลี่ยน แนวคิดก็เปลี่ยน ทำให้มีการออกแบบขึ้นมาใหม่เป็น “เดอะสาน” ทั้ง 7 ตัว และได้เตรียมการจัดการแข่งขันใหม่กันยกใหญ่ แต่ปรากฏว่า พอเก้าอี้ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ได้เปลี่ยนแปลงไปสู่ เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช, สรวงศ์ เทียนทอง มาจนถึง อรรถกร ศิริลัทธยากร จากฟากสีเขียว ทำให้การเตรียมจัดซีเกมส์ฝุ่นตลบขึ้นมาอีกครั้ง
จากแมสค็อตเดอะสานทั้ง 7 ตัว จนเหลือเพียงตัวเดียวที่เป็นสีธงไตรรงค์ ท่ามกลางมรสุมปัญหาต่างๆ ทั้งการปรับปรุงสนามแข่งขัน เบี้ยเลี้ยงนักกีฬาที่ล่าช้า การคัดเลือกตัวนักกีฬาของสมาคมกีฬา จนกระทั่งเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ จ.สงขลา ทำให้จำเป็นต้องย้าย 10 ชนิดกีฬาจากสงขลาขึ้นมาจัดที่กรุงเทพฯ และชลบุรี แบบกระชั้นชิด และไม่ได้ตั้งตัวมาก่อน
จนทำให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านกีฬา ในฐานะประธานบอร์ด กกท. ต้องกุมขมับ

ก่อนเริ่มเปิดฉากมหกรรมซีเกมส์ กระแสดราม่ายิ่งถาโถมเข้ามาอย่างหนัก ทั้งเรื่องที่ออร์แกไนซ์ที่เตรียมงานกันมา 7 เดือนโดนเทงานพิธีเปิด-ปิด และมอบให้อีกเจ้า ซึ่งก็ได้ชี้แจงเรื่องราวไปแล้ว เรื่องใช้ธงชาติผิดในกราฟิกโปรแกรมการแข่งขัน เรื่องกราฟิก AI คุณภาพต่ำสวนทางงบฯ 8 ล้านบาทอันโด่งดังกระหึ่มในโลกโซเชียล รวมทั้งเอดีการ์ดของผู้สื่อข่าวที่ล่าช้า
เคราะห์ซ้ำกรรมซัดในการแข่งขันฟุตบอลที่เริ่มเตะรอบแรกกันก่อน แต่ปรากฏว่า นัดแรกระหว่าง เวียดนาม พบ ลาว กลับไม่มีเสียงเพลงชาติของทั้ง 2 ชาติ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน แบบไม่น่าเชื่อ ก่อนที่จะบอกว่าเป็นความผิดพลาดทางเทคนิค รวมไปถึงไฟส่องสว่างในสนามก็มีปัญหาขัดข้อง จนต้องยืมไฟสนามอื่นมาใช้แทน ทั้งที่ได้รับงบฯ ปรับปรุงกว่า 125 ล้านบาท
จนกระทั่งเข้าสู่พิธีเปิดที่ทุกสายตาจับจ้องไปว่าจะจัดออกมาได้อย่างยิ่งใหญ่อลังการ เพื่อลบข้อครหา ปัญหา และดราม่าต่างๆ ให้หมดลงไปได้
แต่กลับยิ่งเป็นการสุมไฟให้ดราม่าซีเกมส์ครั้งนี้ลุกเป็นไฟยิ่งกว่าเดิม กับความผิดพลาดต่างๆ ที่ไม่ควรเกิดขึ้นในการจัดพิธีเปิดการแข่งขันมหกรรมกีฬารายการใหญ่ระดับภูมิภาคอาเซียนในครั้งนี้
ทั้งกรณีที่ผู้ชมลงทะเบียนเข้าชมพิธีเปิด แต่ไม่มีเก้าอี้ให้นั่ง จุดขายน้ำดื่มไม่เพียงพอ การใช้โดรนแปรอักษรตัวเลข 547 ผิดกับจำนวนเหรียญทั้งหมด
การลืมปิดไมค์ของ วี-วิโอเล็ต วอร์เทียร์ ที่ขึ้นร้องโชว์ชุดแรกทั้งที่บอกว่าเป็นการลิปซิงก์ 100 เปอร์เซ็นต์
การขึ้นธงชาติผิด (อีกแล้ว) ของอินโดนีเซียในวิดีโอที่ย้อนถึงการเป็นเจ้าภาพหนก่อนๆ
ชุดการแสดงที่เล่นแสงไฟในกล่องที่ไฟไม่ติด
ไปจนถึงการจุดคบเพลิงที่ไม่อลังการสมการรอคอย
ผ่านพ้นพิธีเปิดไปก็เดินทางเข้าสู่การแข่งขันอย่างเป็นทางการ แต่ก็ยังเจอกับปัญหาอีกไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางของนักกีฬามาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ต้องรอรถที่ไปรับนาน 5-6 ชั่วโมง ทำให้เสียเวลา, เรื่องรถรับ-ส่งนักกีฬาไปซ้อมที่สนามยังไม่เพียงพอ, เรื่องอาหารกลางวันที่ได้จัดเป็นอาหารกล่อง, เรื่องอาหารฮาลาลสำหรับนักกีฬาอิสลาม และเรื่องที่พักนักกีฬาแต่ละชาติที่มีการสื่อสารกันผิดพลาด
อีกทั้งพิธีรับเหรียญรางวัลก็มีการเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาผ่านทางจอแอลอีดี หมดสิ้นมนต์ขลัง จนถูกวิจารณ์อย่างหนัก อีกทั้งเว็บไซต์รายงานผลการแข่งขันที่ผิดพลาดแล้วผิดพลาดอีก ทั้งการใส่ธงชาติผิด และการรายงานผลที่ล่าช้าจนเอือมระอา
อีกหนึ่งประเด็นคือกรณีของ นักกีฬากัมพูชา ที่ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ก็ค่อยๆ ถอนตัวไปทีละชนิดกีฬา จนสร้างปัญหาปั่นป่วนในเรื่องโปรแกรมการแข่งขัน และต้องจัดคิวกันใหม่ ก่อนที่นักกีฬากัมพูชาได้เดินทางมาเข้าร่วมพิธีเปิดท่ามกลางสถานการณ์เหตุปะทะชายแดนตึงเครียด แต่สุดท้ายตัดสินใจถอนทัพทั้งหมดกลับบ้านเกิด ทำให้เป็นอีกหนึ่งดราม่าวุ่นๆ ที่มองข้ามไม่ได้เลย
อย่างไรก็ตาม ระหว่างการแข่งขันก็ยังมีปัญหายิบย่อยเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งเรื่องของการลงทะเบียนเข้าชมการแข่งขันในสนามกีฬา ที่มีเสียงบ่นจากแฟนกีฬา จนต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เข้าชมได้เลยในบางชนิดกีฬายอดนิยม รวมถึงปัญหาด้านเทคนิคของแต่ละสนามที่ระบบไฟฟ้า
และสกอร์บอร์ดดันขัดข้องในช็อตสำคัญอย่างการวิ่ง 9.94 วินาทีของ “เทพบิว” ภูริพล บุญสอน ลมกรดหนุ่มไทยที่กดเวลาต่ำสิบ แต่กลับไม่มีภาพแห่งความทรงจำกับสถิติที่กระหึ่มไปทั่วโลก
จากจุดเริ่มต้นที่ติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก และปรับเปลี่ยนแก้ไขรูปแบบของกระดุมและเสื้อตัวนี้เรื่อยมา เพื่อปรับโฉมและออกแบบให้มีความสวยงามมากที่สุด ท่ามกลางดราม่าฝุ่นตลบ
แต่ต้องยอมรับว่า ยิ่งปรับ ยิ่งแก้ ยิ่งแย่ ยิ่งไม่ถูกใจ จนทำให้เสื้อตัวนี้ที่ติดกระดุมผิดแต่แรกบิดเบี้ยวไปหมด จนไร้ความสง่างามกับการเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ในรอบกว่า 18 ปีที่คนไทยทั้งประเทศเฝ้ารอคอยมานานพอสมควร
จากดราม่าซีเกมส์ครั้งนี้เชื่อว่าจะเป็นการกระตุกให้สังคมไทยตระหนักรู้ถึงอะไรหลายอย่างในวงการกีฬาไทยที่เต็มไปด้วยปัญหาต่างๆ มากมายที่รอการแก้ไขแบบจริงจัง
และต้องบอกว่าคนไทยได้สิ้นสุดการรอคอยกว่า 18 ปีสักทีกับการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ครั้งนี้แล้ว และหลังจากนี้คงต้องเฝ้ารอการเป็นเจ้าภาพกันต่อไป
และภาวนาเพียงว่า ทุกๆ อย่างจะดีขึ้นกว่านี้…
