สังคมธุรกิจไทย 2568 (1) | ทีซีซี (กำลัง) เปลี่ยนผ่าน
วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com
หมายเหตุ
ซีรีส์หลายตอนจากนี้ เรื่องราวบทสรุปความเคลื่อนไหวสังคมธุรกิจไทนในช่วงปีที่กำลังจะผ่านพ้น ตั้งใจนำเสนอเป็นภาพทบทวนในช่วงต่อปลายปี (2568) กับต้นปี (2569)
ว่าด้วยภาวะเปลี่ยนผ่านธุรกิจครอบครัวหนึ่ง ได้วางรากฐานดูมั่นคง เป็นไปอย่างผสมผสานระหว่างรุ่นที่หนึ่งกับรุ่นที่สอง
เครือข่ายธุรกิจในนาม-กลุ่มทีซีซี มีผู้นำ ผู้ก่อตั้ง-เจริญ สิริวัฒนภักดี (2487-ปัจจุบัน) “..เริ่มจากกิจการขนาดเล็กเมื่อปี 2503..”
แม้ข้อมูลทางการว่าไว้อย่างนั้น ขณะผมเองเคยว่าไว้อย่างสรุปหลายครั้งในทำนอง “เจริญ สิริวัฒนภักดี สร้างฐานธุรกิจมาด้วยความยากลำบาก จนอาจจะเรียกว่าเป็น “คนสุดท้าย” จากจุดตั้งต้นเกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจ อ้างอิงความสัมพันธ์กับระบบอุปถัมภ์ และสัมปทานดั้งเดิม….”
ขณะข้อมูลของทีซีซี (www.tcc.co.th) เคยวาดภาพกว้างๆ ช่วงต้นๆ ไว้เช่นกัน “จากการขายสินค้าให้โรงงานสุรา พัฒนามาสู่การเป็นเจ้าของโรงงานสุรา จนได้รับสัมปทานโรงงานสุราทั้งหมด…”
ว่าไปแล้ว รุ่นบุกเบิกได้ใช้เวลากว่า 3 ทศวรรษ ในการสร้างฐานธุรกิจ ตกผลึกด้วยโมเดลความสำเร็จที่สำคัญ กลายมาเป็นโครงสร้างการบริหารธุรกิจครอบครัวอันควรอ้างอิง – “สามี-ภรรยา” เจริญและวรรณา สิริวัฒนภักดี นั่งคู่กันอยู่บนสุด
ภาพนั้นชัดเจน เมื่อมีการปรับตัวครั้งใหญ่ ในทศวรรษ 2540 หลังจากตั้งหลักได้หลังจากวิกฤตการณ์ ปี 2540 แม้สูญเสียธุรกิจสำคัญๆ ไปบ้าง (โดยเฉพาะธนาคาร กับสถาบันการเงิน)
พร้อมๆ กับ บุตร-ธิดา ผู้ผ่านการศึกษาอย่างดี ในวัยราว 30 ปีเท่านั้น เข้าร่วมบริหารกิจการบริษัทในเครือข่ายอย่างเต็มตัว
ในจังหวะเดียวกับการความเคลื่อนไหวทางธุรกิจ ตามแผนการขยับขยายอย่างคึกคัก ด้วยมีดีลใหญ่ๆอย่างต่อเนื่อง
ที่สำคัญ เข้าซื้อกิจการเก่าแก่ในยุคอาณานิคม ผ่านกลไกในตลาดหุ้น (2544)-บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC เป็นจังหวะก้าวสู่ธุรกิจใหม่ๆ ครั้งแรกๆ สู่ธุรกิจอุตสาหกรรม และสินค้าคอนซูเมอร์
อีกด้านร่วมมือกับเครือข่ายธุรกิจระดับภูมิภาคเป็นครั้งแรกเช่นกัน (2546) กับ CapitaLand จากสิงคโปร์ ร่วมลงทุนพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในไทย เชื่อว่าดีลนั้นมีส่วนได้จุดประกายให้มีมุมมองใหม่เข้าสู่ภูมิภาคในเวลาต่อมา
ในปีนั้นเอง บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จํากัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้น (ตุลาคม 2546) โดยควบรวมธุรกิจดั้งเดิม-เบียร์และสุรา ช่วงแรก พยายามเข้าตลาดหุ้นไทย แต่ด้วยเผชิญแรงต่อต้าน ใช้เวลาพักหนึ่ง จึงหันเหไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) (30 พฤษภาคม 2549)
ถือเป็นจุดพลิกผัน จากธุรกิจอิทธิพลเชื่อมโยงกับระบบสัมปทานดั้งเดิม ดูลึกลับ ปิดตัว สู่เครือข่ายธุรกิจใหม่เป็นระบบมากขึ้น เปิดกว้างขึ้น ด้วยนำกิจการเข้าตลาดหุ้น ผนวกแผนการนำมืออาชีพผู้มีชื่อเสียงจำนวนมากมาแวดล้อม
ขณะได้จังหวะปรับโครงสร้างการบริหาร อ้างอิงโมเดลที่ว่ามาแต่ต้น บรรดาบุตรและบุตรีของเจริญ-วรรณา สิริวัฒนภักดี ได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทบริหารกิจการในเครือข่าย
ภายใต้โครงสร้างธุรกิจนั้น บริษัทหลักซึ่งบริหารโดยบุตร-บุตรี (รวมบุตรเขย) มีโครงสร้างสร้างการบริหารเหมือนๆ กันที่สำคัญมากๆ
คือ เจริญ สิริวัฒนภักดี ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ วรรณา สิริวัฒนภักดี เป็นรองประธานกรรมการ
แสดงถึงบทบาทรุ่นที่ 1 คงอยู่อย่างเข้มข้น ตามแผนการกำกับการบริหารอย่างใกล้ชิด
อีกจังหวะหนึ่งที่น่าสนใจ อีกราว 2 ทศวรรษต่อมา มองโอกาสที่เปิดกว้างขึ้น สู่ธุรกิจอื่นๆ อย่างจริงจังมากขึ้น
รวมทั้งชิมลางก้าวสู่ระดับภูมิภาค เชื่อว่าสัมพันธ์กับประสบกาณ์ของบุตร-ธิดาที่มีมากขึ้นด้วย

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จํากัด (มหาชน) หรือ ThaiBev เมื่อเข้าตลาดหุ้นสิงคโปร์ บุตรชายคนแรกซึ่งอยู่ในลำดับที่ 3 – ฐาปน สิริวัฒนภักดี เข้าบริหารกิจการมาแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน มีความพยายามขยายจินตนาการ กิจการดั้งเดิมให้กว้างขึ้น เป็นไปคึกคักต่อเนื่อง
โดยเฉพาะการเข้าสู่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม จากดีลซื้อกิจการ เครื่องดื่มชาเขียว-โออิชิ (2548) สู่ดีลอันวุ่นวายพอควร – กรณีเสริมสุข (2554) ตามมาด้วยดีลสำคัญกว่า เป็นครั้งแรกในการบุกเบิกสู่ระดับภูมิภาค เข้าซื้อกิจการ Fraser and Neave, Limited หรือ F&N บริษัทในตลาดหุ้นสิงคโปร์ (2555)
บริษัท เครือไทย โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TGH บริษัทในตลาดหุ้นไทย ดำเนินกิจการการเงินและประกัน มีการปรับโครงสร้างครั้งสำคัญในปี 2561 บริหารโดยบุตรีคนโต- อาทินันท์ พีชานนท์ ทั้งนี้ มีสามี (โชติพัฒน์ พีชานนท์) เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารอีกกิจการ-บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC มาจากการปรับโครงสร้างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเครือข่ายบางส่วน นำกิจการเข้าตลาดหุ้น (ปี 2562) โดยบุตรีคนรองลงมา-วัลลภา ไตรโสรัส เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC กิจการค้าปลีกและสินค้าคอนซูเมอร์ ซึ่งก่อตั้งในสังคมไทยมานนับศตวรรษ โดยบุตรีอีกคนในลำดับที่ 4- ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล (ปัจจุบันเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร) กับสามี (ปัจจุบันบริหารเครือข่ายค้าปลีก BIG C กิจการในเครือ) โดยทั้งสองเข้ามาเป็นกรรมการตั้งแต่ปี 2549 ต่อมามีจังหวะก้าวใหญ่ของเครือข่ายค้าปลีก Big C (2559)
ส่วนบุตรคนสุดท้อง-ปณต สิริวัฒนภักดี ปรับแผนการจากธุรกิจอุตสาหกรรมการเกษตรมาบริหาร- Frasers Property Limited หรือ FPL ในสิงคโปร์ มาตั้งแต่ปี 2559 FPL-เครือข่ายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลากหลายทั้งประเภทและภูมิศาสตร์ ได้แยกตัวออกจาก Fraser and Neave (ThaiBev เข้าซื้อกิจการในปี 2555)
มาในปี 2560 ขยับขยายต่อเนื่องสร้างเครือข่ายกิจการในไทย – บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT ด้วยแผนการเข้าตลาดหุ้นทางลัด (ปี 2562)
พิจารณาเฉพาะกิจการในตลาดหุ้น (ทั้งไทยและสิงคโปร์) เฉพาะโครงสร้างผู้ถือหุ้นจะพบบริษัทชื่อต่างๆ คาดกันว่า เป็น Holding company ของครอบครัวเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ กรณี ThaiBev ในตลาดหุ้นสิงคโปร์ ข้อมูลที่เปิดเผยอย่างแน่ชัด ระบุว่า Holding company ซึ่งถือหุ้นข้างมาก ThaiBev อยู่ในนามเจริญ-วรรณา สิริวัฒนภักดี
การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญเกิดขึ้น มาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เมื่อทั้งสามบริษัทในตลาดหุ้นไทย -TGH AWC และ BJC แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ วันเดียวกัน (26 พฤษภาคม 2568) ด้วยข้อความเดียวกัน
“คุณเจริญได้ดำเนินการโอนหุ้นที่ตนถืออยู่ทั้งหมดในบริษัท ศรัทธาทรัพย์ 9 จำกัด (ซึ่งเป็นบริษัทที่มีอำนาจควบคุมกิจการของบริษัทฯ ทางอ้อม) ให้แก่สมาชิกในครอบครัวของคุณเจริญ ได้แก่ บุตรทั้งห้าท่าน ในสัดส่วนเท่าๆ กัน ทั้งนี้ ไม่มีสมาชิกในครอบครัวรายใดมีอำนาจควบคุมอย่างมีนัยสำคัญในบริษัท ศรัทธาทรัพย์ 9 จำกัด ซึ่งถือเป็นนิติบุคคลที่เป็นผู้ถือหุ้นของกิจการอยู่ก่อนแล้ว (Chain Principle)”
นั่นคือที่มา เชื่อกันว่า เจริญ สิริวัฒนภักดี แห่งกลุ่มทีซีซี เริ่มกระบวนการบริหารจัดการจัดแบ่งมรดกให้ทายาทอย่างเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น ผ่าน Holding company อันซับซ้อน
อันที่จริงเป็นเหตุการณ์ เป็นแผนการต่อเนื่อง จากกรณีสำคัญก่อนหน้านั้น เจริญ สิริวัฒนภักดี ได้พ้นตำแหน่งในโครงสร้างคณะกรรมการ (โดยเฉพาะประธานกรรมการ) แล้ว 2 บริษัทหลักในตลาดหุ้นสิงคโปร์ กับอีก 2 บริษัทในตลาดหุ้นไทย จาก F&N (มกราคม 2568) FPL (กุมภาพันธ์ 2568) ในตลาดหุ้นสิงคโปร์ และ AWC (กุมภาพันธ์ 2568) กับ BJC (มีนาคม 2568) ในตลาดหุ้นไทย
เชื่อกันว่า เป็นจังหวะที่ดี เมื่อเจริญ สิริวัฒนภักดี ในวัย 80 ปี ได้ก้าวขึ้นเป็นประธานกิตติมศักดิ์ บริษัทสำคัญหลายแห่ง ยกเว้น ThaiBev และ TGH รากฐานมาจากธุรกิจดั้งเดิม เขาคงเป็นประธานกรรมการ
เชื่อว่า เป็นสัญญาณยุคเปลี่ยนผ่าน เครือข่ายธุรกิจกลุ่มทีซีซีของตระกูลสิริวัฒนภักดีกำลังก้าวสู่รุ่นที่ 2 อย่างเต็มตัว
