| สุจิตต์ วงษ์เทศ
สหรัฐส่งคืนรูปหล่อสำริดที่ถูกโจรกรรมจากไทยนานแล้ว ซึ่งเป็นรูปหล่อสำริดทางศาสนาพุทธในวัฒนธรรมสยามของบ้านเมืองบริเวณลุ่มน้ำมูลที่มีประชาชนเป็นชาวสยาม
สหรัฐ คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย นครซานฟรานซิสโก
รูปหล่อสำริดขนาดย่อมประกอบด้วยพระพุทธรูป (1 องค์) กับพระโพธิสัตว์ (3 องค์) ฝีมือช่างแบบประโคนชัย ในวัฒนธรรมทวารวดี ราว พ.ศ.1300
ถูกโจรกรรมมากกว่า 100 องค์ จากปราสาทที่มีอายุราว พ.ศ.1500 บนเขาไปรบัด (หรือปลายบัด) จ.บุรีรัมย์ ราว 60 ปีที่แล้ว เรือน พ.ศ.2507
ปราสาทบนเขาไปรบัด (ปลายบัด) ครั้งนั้นอยู่บริเวณ อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ (เป็นเหตุเรียกรูปหล่อสำริดเป็นฝีมือช่างแบบ “ประโคนชัย”) แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นท้องที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์

(ภาพจากบทความใน “ประชาชื่น” โดย พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2568 หน้า 9)
วัฒนธรรมศรีจนาศะ
รูปหล่อสำริดขนาดย่อมจำนวนนับร้อยชิ้น อายุราว พ.ศ.1300 ส่วนปราสาทไปรบัด (ปลายบัด) อายุราว พ.ศ.1500 ดังนั้น รูปหล่อสำริดมีอายุเก่ากว่าปราสาทไปรบัด ราว 200 ปี หมายความว่ารูปหล่อสำริดมีแล้วก่อนการสร้างปราสาท ต่อมาถูกขนย้ายไปไว้ปราสาทบนเขาไปรบัด
รูปหล่อสำริดขนาดย่อมเหล่านั้นไม่พบหลักฐานโดยตรงว่าขนย้ายจากไหน? แต่คาดเดาว่าจากที่ต่างๆ ในวัฒนธรรมศรีจนาศะ ดังนี้
(1.) เมืองเสมา อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา เพราะพบเศียรพระโพธิสัตว์สำริดขนาดใหญ่ พ.ศ.1300 ในวัฒนธรรมศรีจนาศะ ที่บ้านโตนด อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา
“ศรีจนาศะ” เป็นชื่อเมือง (ในพิธีกรรม) ที่มีในจารึกซึ่งพบในเมืองเสมา เรือน พ.ศ.1400 โดยมีเครือญาติและเครือข่ายถึงเมืองศรีเทพกับเมืองฝ้าย
(2.) เมืองศรีเทพ อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ เพราะเป็นเมืองสำคัญในวัฒนธรรมศรีจนาศะ นอกจากนั้นเมืองศรีเทพเป็นเมืองเครือญาติและเครือข่ายเมืองเสมา
(3.) เมืองฝ้าย อ.หนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ วัฒนธรรมศรีจนาศะ ที่เป็นเครือข่ายและเครือญาติสำคัญของเมืองเสมา
เรื่องนี้ อ.ศรีศักร วัลลิโภดม เชื่อว่ารูปหล่อสำริดเหล่านั้นเป็นงานช่างกลุ่มเมืองฝ้าย (อ.หนองหงส์ จ.บุรีรัมย์) แล้วถูกขนย้ายไปเขาไปรบัดโดยบ้านเมืองในกลุ่มเมืองต่ำและพนมรุ้ง (บทความเรื่อง “เมืองฝ้าย : นครรัฐนอกกัมพุชเทศะ ของ ศรีศักร วัลลิโภดม พิมพ์ในวารสาร เมืองโบราณ ตุลาคม-ธันวาคม พ.ศ.2564 หน้า 22-28)
มหายานเมืองเสมา (เศียรใหญ่, พระโพธิสัตว์สำริด) ต่อมาเป็นต้นทางมหายานให้เมืองพิมาย (อ.พิมาย จ.นครราชสีมา) แล้วส่งต่อเป็นมหายานเมืองนครธม (กัมพูชา)
เมืองพิมาย โดยราชวงศ์มหิธร (เครือญาติสำคัญของเมืองเสมา) รับคติมหายานผ่านบ้านโตนด (เมืองเสมา) แล้วสถาปนาปราสาทพิมาย เนื่องในศาสนาพุทธมหายาน เรือน พ.ศ.1500
กษัตริย์ราชวงศ์มหิธร (เมืองพิมาย ลุ่มน้ำมูล) เป็นบรรพชนของกษัตริย์กัมพูชา ได้แก่ พระเจ้าสุริยวรรมันที่ 2 สร้างปราสาทนครวัด (ได้ต้นแบบจากปราสาทพิมาย) และพระเจ้าชัยวรรมันที่ 7 สร้างปราสาทบายน (มหายานได้จากพิมาย) เมืองนครธม
ปราสาทนครวัด เมื่อ พ.ศ.1650 เป็นเทวสถาน “บรมวิษณุโลก” บนสวรรค์ เนื่องในพิธีกรรมหลังความตายตามความเชื่อในคติเทวราช ซึ่งมีภาพสลักขบวนแห่เกียรติยศของเครือญาติใกล้ชิดที่มี “เสียมกุก” คือ ชาวสยามจาก (ลำตะคอง) ลุ่มน้ำมูลรวมอยู่ด้วย
ด้วยเหตุดังนั้น กษัตริย์เมืองเสมา (ศรีจนาศะ) เป็นเครือญาติกับกษัตริย์กัมพูชาที่นครวัด เมืองพระนคร และที่นครธม เมืองพระนครหลวง

วัฒนธรรมสยาม ลุ่มน้ำมูล
เมืองเสมา (หรือศรีจนาศะ) อยู่ลำตะคอง ลุ่มน้ำมูล เป็นเครือญาติใกล้ชิดรัฐทวารวดีเมืองศรีเทพ-ละโว้ โดยมีกำเนิดและเติบโตมาด้วยกันจากชุมชนบนเส้นทางการค้าทองแดง ระหว่างลุ่มน้ำโขงกับลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ป่าสัก-ท่าจีน-แม่กลอง ไปอินเดีย ราว 2,000 ปีมาแล้ว เมื่อเรือน พ.ศ.500
ลุ่มน้ำมูลเป็นศูนย์กลางของชาวสยาม เนื่องเพราะเมืองเสมาเป็นชุมทางการค้าระยะไกลระหว่างที่ราบสูงกับที่ราบลุ่ม หรือระหว่างลุ่มน้ำโขง-ชี-มูล กับโตนเลสาบ และลุ่มน้ำเจ้าพระยาถึงอ่าวไทยและอ่าวเมาะตะมะ รวมดินแดนคาบสมุทร
ลุ่มน้ำโขง มีเมืองเวียงจันท์เป็นศูนย์กลางของชาวสยาม เนื่องเพราะเวียงจันท์เป็นชุมทางการค้าระยะไกลของดินแดนภายใน ซึ่งมีที่ราบ, ช่องเขา, แม่น้ำโขง และลำน้ำสาขาอีกมาก ฯลฯ เชื่อมถึงจีน, อ่าวตังเกี๋ย, อ่าวเมาะตะมะ และอ่าวไทย
หลังจากนั้นเริ่มรับศาสนาจากอินเดีย ทั้งศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและศาสนาพุทธ ซึ่งปะปนกันทั้งมหายานและหีนยาน โดยมีวัฒนธรรมร่วมแบบทวารวดี ราว 1,500 ปีมาแล้ว เรือน พ.ศ.1000
เสียมกุก นครวัด เป็นบรรพชนชาวสยามของพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด ในช่วงเวลาห่างกันประมาณ 100 ปี (เสียมกุก นครวัด เรือน พ.ศ.1650, ส่วนพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด เรือน พ.ศ.1750) เมืองราดของพ่อขุนผาเมือง คือเมืองเสมา (ศรีจนาศะ) ลำตะคอง บริเวณต้นลำน้ำมูล
ชาวสยามเป็นลูกผสม “ร้อยพ่อพันแม่” จากชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ แต่พูดภาษาไท-ไตเป็นภาษากลาง เพื่อสื่อสารต่างชนเผ่าชาติพันธุ์และทางการค้าดินแดนภายในภาคพื้นทวีป (ครั้นนานต่อไปข้างหน้าเมื่อมีอำนาจทางเศรษฐกิจ-การเมือง ก็เรียกตนเองว่าไทย หรือคนไทย) ซึ่งมีพัฒนาการบนดินแดนภายในภาคพื้นทวีปหลายพันปีมาแล้ว โดยเฉพาะตั้งแต่สมัยเริ่มแรกการค้าระยะไกลทางทะเลกับอินเดีย ซึ่งทำให้ชาวสยามได้ประโยชน์จากการค้าแล้วเติบโตแผ่ขยายเป็นพิเศษทางใต้แม่น้ำแยงซี (ของจีน) ไปตามลุ่มน้ำโขงกับลุ่มน้ำสาละวิน กระทั่งมีพลังแข็งแรงสร้างบ้านแปลงเมืองใหญ่โต
บริเวณภาคพื้นทวีปสมัยนั้นมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีถลุงทองแดง และหล่อหลอมโลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุกเพื่อทำเครื่องมือเครื่องใช้เรียกสำริด ซึ่งเป็นต้นทางรูปหล่อสำริดจากปราสาทบนเขาไปรบัด
ขณะเดียวกันทางตอนกลางมีความก้าวหน้าการถลุงเหล็กและต้มเกลือสินเธาว์ ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดกระตุ้นการแลกเปลี่ยนซื้อขายอย่างกว้างขวางตามเส้นทางการค้าดินแดนภายใน จึงส่งผลให้ภาษาและวัฒนธรรมไท-ไต เคลื่อนไหวบนเส้นทางการค้าดินแดนภายใน (ภาษาเคลื่อนไหวได้ไกลๆ โดยคนพูดภาษานั้นไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวตามไปด้วย) กระตุ้นให้มีชาวสยามบนเส้นทางหลักไปทุกหัวระแหง ทำมาหากินเพื่อยังชีพ แล้วทำมาค้าขายเพื่อกำไร จึงมีชาวสยามจำนวนหนึ่งตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนเป็นประชาชนของรัฐใหญ่พูดภาษาเขมร ได้แก่ เมืองพระนคร (นครวัด), เมืองพระนครหลวง (นครธม), เมืองละโว้ (ลพบุรี) เป็นหลักฐานว่าชาวสยามใกล้ชิด “ขอม”
ชาวสยามเหล่านั้นมีข้อมูลสนับสนุนหลายอย่างว่าเกี่ยวดองกับชาวสยามลุ่มน้ำมูล (หรือปริมณฑล) ซึ่งมีศูนย์กลางอำนาจอยู่เมืองเสมา (อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา) ต่อไปข้างหน้าจะเป็นพลังสำคัญสถาปนาเมืองอโยธยา (เมืองเก่าของอยุธยา) และชาวสยามใน อโยธยา-อยุธยา เรียกตนเองว่าไทย
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
