bg-single

การเรียนรู้ของแรงงานข้ามชาติ : พวกเขาไม่ได้เริ่มจากศูนย์

07.01.2026

บทความพิเศษ | ณิชา พิทยาพงศกร

การเรียนรู้ของแรงงานข้ามชาติ

: พวกเขาไม่ได้เริ่มจากศูนย์

เพิ่งมีโอกาสไปเยี่ยมชมศูนย์การเรียนของมูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท (มยช.) ที่ย่านเอกชัย-บางบอน เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในหลักสูตร Equity Leaders ของ Thai Health Academy ที่ผู้เขียนเป็นผู้เข้าร่วมในปีนี้

เลือกมาที่นี่เพราะทราบมาว่า ที่นี่เป็นศูนย์การเรียนสำหรับเด็กนอกระบบโดยเฉพาะกลุ่มแรงงานพลัดถิ่น ที่ดำเนินการโดยองค์กรพัฒนาชุมชน แต่ทำงานเชื่อมกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ หรือ สกร. (กศน. เดิม) ในพื้นที่ ทำให้เด็กที่มาเรียนที่นี่ได้รับการรับรอง ได้วุฒิเพื่อไปใช้เรียนต่อหรือทำงานได้

ซึ่งตรงกับโจทย์ของโครงการห้องเรียนข้ามขอบที่ผู้เขียนและพรรคพวกกำลังพยายามทำอยู่

พอไปถึงตึกแถว 3 คูหาที่ใช้เป็นศูนย์การเรียน ก็ประหลาดใจว่าที่นี่มีเด็กนักเรียนเยอะมาก

พื้นที่ 3 ชั้น 3 คูหาอัดแน่นไปด้วยน้องๆ ชาวพม่า อายุน่าจะประมาณ 16-20 ปี เขากำลังจัดกิจกรรมปีใหม่กัน

สัมผัสได้ถึงเสียงหัวเราะ ความครื้นเครง กระฉับกระเฉงของวัยรุ่น

เป็นพื้นที่ที่มีชีวิตชีวาและอบอุ่นมาก

เมื่อแรงงานเปลี่ยน

เด็กก็เปลี่ยนตาม

พวกเราได้ฟังเส้นทางการเดินทางของ มยช. จากยุคเริ่มต้นปี 2528 ที่ทำงานให้การศึกษากับลูกหลานแรงงานชาวอีสาน ในย่านบางบอน

แต่ทุกวันนี้ภาพนั้นเปลี่ยนไปหมด

แรงงานไทยหายไปจากพื้นที่ กลับกลายเป็นแรงงานจากพม่าเข้ามาแทน

ทำให้พื้นที่บางบอนเป็นที่ที่มีแรงงานพม่าหนาแน่นสุดในกรุงเทพฯ

เมื่อพูดถึงแรงงาน เรามักนึกภาพพวกเขาเป็นผู้ใหญ่วัยฉกรรจ์

แต่น้องๆ ที่เราเจอยังเป็นวัยรุ่น แต่พวกเขาทำงานกันแล้ว ทั้งที่เป็นงานจ้างรายวัน หรือทำงานในโรงงานห้องแถว ซึ่งก็คือโรงงานเล็กๆ ที่ไม่ได้อยู่ในระบบชัดเจน

พวกเขามักไม่ได้รับการคุ้มครอง และไม่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมาย

น้องผู้หญิงคนหนึ่งเล่าว่า เธอต้องข้ามชายแดนมาคนเดียวตอนอายุ 15 แยกจากครอบครัวที่ฝั่งโน้น มาถึงนี่ก็ต้องหางานทำ

เธอจึงอยากเรียนภาษาไทยเพื่อที่จะมีโอกาสในชีวิตมากขึ้น

เข้าเรียนโรงเรียนได้

ทำไมมาศูนย์การเรียน

พี่แอ๋วและพี่ฟู เจ้าหน้าที่มูลนิธิ เล่าว่า วันไหนที่เปิดรับลงทะเบียน จะมีเด็กมาต่อคิวรอตั้งแต่ห้าทุ่มของคืนก่อนหน้า

ปีล่าสุดมีคนลงทะเบียนมาถึง 700 กว่าคน

พวกเขาบอกต่อกันแบบปากต่อปาก ทั้งๆ ที่ตามกฎหมายแล้ว พวกเขาสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนไทยหรือสมัครเรียน สกร. ก็ได้

ซึ่งนับว่าเป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่งของระบบการศึกษาไทย

แต่สาเหตุก็คือ ทั้งโรงเรียนไทยและ สกร.มีเงื่อนไขว่า เด็กต่างชาติที่จะเข้าเรียนจะต้องมีพื้นฐานภาษาไทยพอก่อน ซึ่งก็มีเหตุผลลึกๆ ทั้งในเชิงโครงสร้าง ที่สถาบันการศึกษาของไทยไม่มีครูที่จะสื่อสารเข้าใจกับเด็กๆ ที่ใช้ภาษาอื่น

และอาจจะมีเหตุผลในเชิงอคติต่อคนต่างชาติด้วย

บางโรงเรียนได้รับแรงกดดันจากพ่อแม่คนไทยหรือคนในชุมชน ที่มองว่าถ้ามีเด็กต่างชาติเข้าไปเรียนมากเกินไป จะทำให้คุณภาพโรงเรียนลดลง

ศูนย์การเรียน มยช.เลยเน้นที่ปูพื้นฐานภาษาไทยให้เด็กๆ ก่อน โดยใช้หลักสูตรสำหรับผู้ไม่รู้ภาษาไทยของ สกร.

ทำให้เด็กๆ ที่นี่อ่านออกเขียนได้ พูดไทยคล่อง เข้าใจวัฒนธรรมไทย สามารถไปเรียนต่อในโรงเรียนไทย หรือเรียนต่อ สกร.ได้

จากผลการทดสอบ N-NET ซึ่งเป็นการประเมินเด็ก สกร.ทั่วประเทศ ยังพบว่าเด็กๆ ที่ศูนย์นี้ได้ผลทดสอบเป็นอันดับ 1 ของประเทศ 2 ปีซ้อน

น้องที่จบจากที่นี่หลายคนมีโอกาสทำงานที่ดีขึ้น

เรื่องราวหนึ่งที่น่าประทับใจ คือช่วงก่อนโควิด มีเจ้าของบริษัทไทยที่เห็นความสามารถของน้องกลุ่มนี้ จึงขยายธุรกิจไปเปิดโรงงานใหม่ในพม่า และตั้งน้องๆ ชาวพม่าที่เคยทำงานในโรงงานไทยไปเป็นหัวหน้าคนงานที่พม่า

แรงงานที่ทำงานข้ามวัฒนธรรมได้ จึงยังช่วยธุรกิจไทยให้พัฒนาไปไกลขึ้นด้วย

เรียนมาหลายปี

มีวุฒิติดตัว

แต่ต้องกลับไป “เริ่มจากศูนย์”

หลังจากที่ทัวร์ศูนย์การเรียน พวกเราได้ไปลงชุมชนแถวเอกชัย ได้คุยกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิที่เป็นชาวพม่าที่สอนภาษาไทยให้เด็กๆ ในชุมชน คุยกับคุณพ่อผู้สูงอายุท่านหนึ่ง และน้องอายุ 19 คนหนึ่ง น้องคนนี้หนีภัยสงครามมาเมื่อ 3 ปีก่อน

เราถามว่า ก่อนมานี่ การเรียนที่พม่าเป็นอย่างไร

เธอบอกว่า โรงเรียนยังเปิดอยู่แต่ไม่มีใครกล้าไป เพราะกลัวเรื่องความปลอดภัย

ที่นั่น เด็กผู้หญิงอาจถูกข่มขืนได้ทุกเมื่อ และเด็กผู้ชายก็ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร

พ่อแม่เลยอยากให้เธอข้ามมาไทย

น้องบอกว่ามีความฝันอยากทำงานเป็นล่ามแปลภาษา

แต่ตอนนี้ยังต้องรอลงทะเบียนเรียนกับศูนย์การเรียน

น้องคนนี้มีวุฒิ ม.3 จากพม่ามาอยู่แล้ว แต่หากเธอจะเข้าในระบบการศึกษาไทย เธอจะต้องเริ่มที่ ป.1 ใหม่ ทั้งๆ ที่มีระเบียบที่เอื้ออยู่แล้วกับการเทียบโอนวุฒิการศึกษา

และพบว่ามีโรงเรียนเอกชนในพื้นที่ที่เทียบโอนวุฒิเด็กพม่าได้ ทำให้เด็กได้เรียนกับเด็กในชั้นปีเดียวกับเขา ไม่ต้องไปนับหนึ่งใหม่

ถ้าจะเปรียบเทียบให้ชัดไปอีก ทำไมเด็กไทยที่ไปโครงการแลกเปลี่ยนต่างประเทศ เช่น AFS เมื่อกลับมาไทยก็สามารถเทียบโอนผลการเรียนได้ ไม่ต้องซ้ำชั้น (จริงอยู่ว่าบางโรงเรียนก็ยังไม่เทียบโอนให้และต้องซ้ำชั้น แต่ตามระเบียบแล้ว สามารถเทียบโอนได้)

แต่เด็กจากประเทศเพื่อนบ้านกลับถูกมองว่า “พวกเขาเริ่มจากศูนย์” เหมือนพวกเขาไม่มีความรู้ ไม่มีอะไรติดตัวมาเลย

ทั้งๆ ที่ความรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือสังคมของเขา ก็อาจจะเทียบเท่าพอๆ กับเด็กไทย ขาดแค่ทักษะภาษาไทยเท่านั้นเอง

การบังคับให้พวกเขานับหนึ่งใหม่ ทำให้เขาต้องอยู่ในระบบการศึกษาไทยนานขึ้น ใช้เวลาประมาณ 7 ปี ซึ่งเสียประโยชน์กับทั้งฝั่งผู้จัดการศึกษา เพราะต้องใช้งบประมาณมากขึ้น (ถ้าเข้าระบบโรงเรียนรัฐ) หรือ NGO ทำงานหนักขึ้น (ถ้าเขาเข้าศูนย์การเรียนนอกระบบ) และเสียประโยชน์สำหรับเขา ที่ใช้เวลานานกว่าจะได้วุฒิไทยไปทำงานได้

ถ้าเราคิดแบบยืดหยุ่นกว่านี้ อาจเทียบโอนผลการเรียนของเขาที่พม่ากับหลักสูตรไทยได้ในบางวิชา และให้เก็บหน่วยกิตเพิ่มเติมในวิชาภาษาไทย อาจลดเวลาเหลือเพียง 1-2 ปีก็ได้วุฒิได้

ทำเพื่อเด็กต่างชาติ

แล้วประเทศไทยได้อะไร

หากถามว่า จะคิดทำอะไรมากมายเพื่อเด็กต่างชาติทำไม แล้วเด็กไทยได้ประโยชน์อะไร

ก็คงต้องอธิบายว่า จริงๆ เราไม่ได้ต้องทำอะไรมากเลย ระเบียบต่างๆ ก็มีอยู่แล้ว และก็เป็นประโยชน์กับเด็กไทยด้วย เพราะก็มีกรณีเด็กไทยที่ไปโตที่อื่นแล้วต้องกลับมาไทย การเทียบโอนได้ก็เป็นประโยชน์กับเด็กกลุ่มนั้นด้วย

และคงต้องสร้างความเข้าใจใหม่ว่า การสนับสนุนเด็กต่างชาติที่อยู่ในไทยไม่ได้ทำให้สิทธิ์ของเด็กไทยลดน้อยถอยลง

ซ้ำยังมีงานวิจัยที่บอกว่า เด็กที่ได้เรียนรู้ในบรรยากาศที่มีความแตกต่างหลากหลาย ทำให้มีทักษะชีวิต ทักษะวิชาการที่ดีขึ้นได้ด้วย

ตอนนี้เราปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า มีเด็กหลากหลายเชื้อชาติที่เข้ามาอยู่ในไทย ด้วยเหตุจำเป็นในชีวิตใดๆ ที่อยู่เหนือการควบคุมของพวกเขา และมีจำนวนมาก คาดการณ์ว่าเป็นหลักหลายแสน

ซึ่งก็นับว่าเยอะมากเมื่อเทียบว่าตอนนี้มีเด็กไทยเกิดปีละประมาณ 4 แสนคน และมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ

จุดสำคัญ

คือการ “ก้าวข้ามอคติ”

ตอนนี้งานแรงงานหลายอย่างคนไทยไม่ยอมทำแล้ว โดยเฉพาะงาน 3D คือ งานที่ต้องสกปรกเปรอะเปื้อน (dirty) งานที่เสี่ยงอันตราย (dangerous) และงานที่ใช้แรงงานหนักและถูกด้อยค่าในสังคม (difficult/demeaning) มีแต่แรงงานข้ามชาติที่ยอมทำ ยิ่งไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์ เราก็กำลังจะขาดแคลนแรงงานมากขึ้น

จะดีกว่าไหมถ้าเราช่วยให้น้องๆ กลุ่มนี้มีความพร้อมที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมไทย เข้าใจภาษาและวัฒนธรรมไทย และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศเราด้วยกัน แทนที่จะปิดหูปิดตาเหมือนว่าเขาไม่มีตัวตนหรือผลักไสไล่ส่งเขาออกไป

การมาลงพื้นที่ครั้งนี้ เป็นโอกาสที่หายากที่ทำให้เราได้เดินเข้าไปพูดคุยทำความรู้จักกับชุมชนแรงงานพม่าในไทย

การได้มาเห็นด้วยสายตาตัวเองช่วยสลายอคติภาพจำของเราว่า ชุมชนแรงงานต้องสกปรก ไม่เรียบร้อย และดูไม่ปลอดภัย

สิ่งที่เราเห็นคือชุมชนที่ดูสะอาด เป็นระเบียบร้อย มากกว่าชุมชนคลองเตยที่เพิ่งไปลงมาเสียอีก

มีเรื่องเล่าว่า เจ้าของอพาร์ตเมนต์ที่เป็นคนไทยบางคน กลับอยากได้ผู้เช่าที่เป็นชาวพม่าเท่านั้น ไม่อยากรับคนไทย เพราะไม่เบี้ยวค่าเช่า คุยง่าย รับผิดชอบ

การได้ฟังประสบการณ์ชีวิต ความฝันและความหวังต่ออนาคตของพวกเขา ทำให้ได้เรียนรู้ว่า เมื่อก้าวข้ามการแบ่งแยกด้วยเชื้อชาติและภาษา ก้าวข้ามอคติที่เราเคยมี จะพบว่า ความเป็นมนุษย์ของพวกเรานั้นไม่ต่างกันเลย

และสิ่งดีๆ ที่มนุษย์จะมอบให้กันและกันได้คือ โอกาสและความหวัง ที่เราทำได้ผ่านการให้การศึกษา โดยไม่บอกพวกเขาว่า “เธอเริ่มจากศูนย์” ในเมื่อพวกเขาไม่ได้เริ่มจากศูนย์เลย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ภาพ ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย คือ ปรากฏการณ์ ทางการเมือง
ภาวะซึมเศร้า : เข้าใจอย่างไรในทางปรัชญา
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (183)
เชลยศึกสงครามลาว (38)
เรื่องเก่า ที่ไม่เก่า! บรรทัดฐานคำตัดสินศาลโลก
อดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงครามรำพึง : พระสารสาสน์ฯ กับความคิดสันติภาพ (21)
พระพลบดีหลังปฏิวัติ 2475 กับร่างกายอุดมคติยุคสร้างชาติ (1)
E-DUANG | กลยุทธ์ โยนหิน ถามทาง ข่าวลือ นายกรัฐมนตรี ศ.
ทีโอเอ-พีพีไอเอช เปิดตัว D-Sports Stadium สาขาเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์อย่างเป็นทางการ ตอกย้ำการขยายธุรกิจ Sportainment ในไทย
สส.กทม.พร้อม กมธ.ตำรวจ จนท. ปกครอง ลงพื้นที่รับฟังปัญหา ร้านปืนย่านวังบูรพา ลุยวาระปราบปืนเถื่อนออนไลน์-ออฟไลน์
รถไฟฟ้าเชียงใหม่-ลำพูน
เส้นทาง เอก วีสกุล เส้นทาง นายทุน หนังสือพิมพ์ เส้นทาง ‘ไทยใหม่’