| สุจิตต์ วงษ์เทศ

ปีใหม่ทางจันทรคติของไทยและอุษาคเนย์ คือพระจันทร์ข้างขึ้น วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 1 (เดือนอ้าย) ขึ้นปีนักษัตรใหม่ (ไม่มีในอินเดีย) ตรงกับปฏิทินสุริยคติ เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม

ปีใหม่ทางสุริยคติของอินเดีย คือพระอาทิตย์เข้าราศีเมษ เรียกมหาสงกรานต์ เปลี่ยนศักราชใหม่ อยู่ในเดือนเมษายน ตรงกับปฏิทินจันทรคติ คือเดือน 5

แต่ “ปฏิทินพระพุทธศักราช 2569” จากโรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย บอกว่า “ปีใหม่ทางจันทรคติ คือวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5” (ส่วนปีใหม่ทางสุริยคติ คือสงกรานต์ เดือนเมษายน)

ความสับสนและคลาดเคลื่อนของปฏิทินจากโรงพิมพ์มหามกุฏฯ น่าจะมีเหตุจากสังคมไทยถูกครอบงำมานานแล้วว่า “ปีใหม่ไทย” คือสงกรานต์เดือนเมษายน ขึ้นปีนักษัตรใหม่ และเปลี่ยนศักราชใหม่ (หมายถึงจุลศักราช)

ดังนั้น ต้องทบทวนเรื่องขึ้นปีใหม่ “ในไทย” แล้วทำความเข้าใจให้ตรงกัน ตามหลักฐานวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา มีตามลำดับดังนี้

1. สมัยดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว เดือนอ้าย ขึ้นปีนักษัตรใหม่ของชุมชน ทุกชาติพันธุ์สุวรรณภูมิในอุษาคเนย์

โดยถือตามปฏิทินจันทรคติ ขึ้น 1 ค่ำ เดือนอ้าย (เดือนที่ 1) เริ่มปีนักษัตรใหม่ (เป็นช่วงหลังลอยกระทงกลางเดือน 12 ถ้าเทียบปฏิทินสากลตามสุริยคติ จะอยู่ราวพฤศจิกายน-ธันวาคม)

2. สมัยอโยธยา-อยุธยา แบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ราษฎร กับราชสำนัก

ราษฎร ขึ้นปีนักษัตรใหม่ เดือนอ้าย ถือเอาขึ้น 1 ค่ำ เดือนอ้าย ตามคติเดิมสืบมา (ราษฎรไม่รู้จักสงกรานต์)

ราชสำนัก ขึ้นปีใหม่ สงกรานต์ ตรงกับช่วงเดือนเมษายนของปฏิทินสุริยคติ (ทางจันทรคติตรงกับเดือน 5) รับแบบแผนพราหมณ์จากอินเดียเหมือนกันหมดทุกราชสำนักของสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ ตั้งแต่หลัง พ.ศ.1000

3. สมัยรัตนโกสินทร์ แผ่นดิน ร.5 กำหนดให้ 1 เมษายน ขึ้นปีใหม่ของไทยทั่วราชอาณาจักร เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2432

ตรงนี้เริ่มสับสนปนกันเรื่องปีใหม่ระหว่างสุริยคติกับจันทรคติ

4. สมัยใหม่ รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี กำหนด 1 มกราคม ขึ้นปีใหม่ตามแบบสากล ตั้งแต่ พ.ศ.2484

หลังจากนั้น “สงกรานต์ ปีใหม่ไทย” ถูกสร้างเป็นจุดขายการท่องเที่ยวเมื่อหลัง พ.ศ.2500

ปีใหม่ดั้งเดิมของไทยและอุษาคเนย์

ปีนักษัตร ไทยได้จากจีน (อินเดียไม่มีปีนักษัตร) เชื่อว่าแผ่มาจากจีนพร้อมกับเทคโนโลยีปลูกข้าวนาดำ ทำนาทดน้ำราว 2,500 ปีมาแล้ว

เดือน 1 (จันทรคติ) คือเดือนอ้าย (พฤศจิกายน-ธันวาคม) ขึ้นปีนักษัตรใหม่ ตรงกับปัจจุบันเรียกขึ้นปีใหม่ เพราะข้าวสุกเต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยวได้ผลผลิตใหม่ ทำให้อุดมสมบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหาร

“นักษัตร” เป็นคำจากภาษาสันสกฤต หมายถึงชื่อรอบเวลากำหนด 12 ปี เป็น 1 รอบ เรียก 12 นักษัตร โดยกำหนดให้สัตว์ 12 ชนิด เป็นสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายแต่ละปี ซึ่งเริ่มจากปีชวด-หนู ลงท้ายด้วยปีกุน-หมู

เดือนอ้าย ขึ้นปีนักษัตรใหม่ เทียบปัจจุบันคือขึ้นปีใหม่ของชุมชนดึกดำบรรพ์สุวรรณภูมิในอุษาคเนย์

เดือนอ้าย แปลว่า เดือนที่หนึ่ง หรือเดือนแรกของ 12 เดือน (ใน 1 ปี) ตามปฏิทินจันทรคติ หมายถึงเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ เริ่มปีนักษัตรใหม่ ตั้งแต่ลอยกระทง เดือน 12

ปีนักษัตร ได้แก่ ชวด, ฉลู, ขาล, เถาะ ฯลฯ มีรูปประจำปีเป็นสัตว์ต่างๆ เช่น ชวด หนู, ฉลู วัว, ขาล เสือ, เถาะ กระต่าย ฯลฯ ผู้รู้บางท่านบอกว่าเป็นวัฒนธรรมจากตะวันออกกลาง (ไม่มีในอินเดีย) เช่น อิหร่าน (เปอร์เซีย) ผ่านไปทางจีน เข้าสู่อุษาคเนย์ ถึงไทย

อ้าย ในภาษาไทยแปลว่าหนึ่ง เป็นคำเรียกลำดับและนับจำนวนที่เป็นเพศชาย

ในภาษาไทยมีใช้ต่างกันเมื่อเรียกลูกสาวกับลูกชาย เรียงลำดับลูกสาวว่า เอื้อย อี่ อ่าม ไอ อัว อก เอก แอก เอา อัง ฯลฯ ลูกชายว่า อ้าย ญี่ สาม ไส งัว ลก เจด แปด เจ้า จ๋ง ฯลฯ

[คำว่า อ้าย แผลงเป็น ไอ้ เช่น ไอ้เบิ้ม, ไอ้ห่า ฯลฯ คำว่า อี่ แผลงเป็น อี เช่น อีบัว, อีดอกทอง ฯลฯ]

เดือน เป็นคำเรียกดวงจันทร์ ที่ทำให้มีน้ำขึ้น-น้ำลง หล่อเลี้ยงพืชพันธุ์ธัญญาหาร

ดวงจันทร์เห็นได้ชัดตอนกลางคืน เรียกว่าค่ำ มีความเปลี่ยนแปลงเรียกเดือนขึ้น (หรือข้างขึ้น) สลับกับเดือนแรม (หรือข้างแรม) รวมกันได้ราว 30 วัน บางครั้ง 31 วัน คนเราเลยยอมรับเรียกชื่อเวลาทั้งหมดว่าเดือนหนึ่ง หรือหนึ่งเดือน

คำว่าเดือนจึงหมายถึงระยะเวลา 30-31 วันตามจันทรคติ (แปลว่า คติที่มีดวงจันทร์เป็นแกนกลาง)

ปี หมายถึง ช่วงเวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ครั้งหนึ่งประมาณ 365 วัน แบ่งเป็น 12 เดือน ซึ่งคนแต่ก่อนไม่เรียกปี แต่เรียกเข้า (ที่ปัจจุบันออกเสียงเป็นข้าว) ตามการเพาะปลูกทางกสิกรรม ทำนาได้ข้าวปีละครั้ง

สิบสองนักษัตรในจีนมีใช้ราว 1,500 ปีมาแล้ว พบหลักฐานอยู่ในคันฉ่องโลหะสมัยราชวงศ์ถัง พ.ศ.1161-1448
วงในเป็นสัตว์ประจำทิศทั้ง 4 คือ มังกร, หงส์, เสือ และเต่า ส่วนวงถัดออกมาคือสิบสองนักษัตร แต่วงนอกเป็นสัตว์ 28 ตัว
[จากหนังสือ สิบสองนักษัตร ของ ส. พลายน้อย สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สาม พ.ศ.2547 หน้า 2]

สุริยคติ ขึ้นปีใหม่สงกรานต์ของอินเดีย

ราชสำนักในไทยสมัยแรก หลัง พ.ศ.1000 ยอมรับนับถือพิธีกรรมความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จากนั้นพัฒนาเติบโตแตกตัวต่างๆ นานา แล้วถูกใช้เป็นเครื่องมือทาง “ศาสนา-การเมือง” จากราชสำนักครอบงำสังคมที่มีชุมชนแตกต่างทางความเชื่อให้ผนึกเป็นปึกแผ่นด้วยการนับถือพิธีกรรม “ผี-พราหมณ์-พุทธ” อย่างเดียวกัน

พิธีกรรมสำคัญเรื่องหนึ่งที่ราชสำนักสมัยแรกๆ จัดการคือ ระบบปฏิทินที่แต่เดิมใช้จันทรคติตามปีนักษัตร (รับจากจีน) ให้เปลี่ยนเป็นระบบสุริยคติตามอินเดีย ดังนี้ (1) สัปดาห์ มี 7 วันตามลำดับ อาทิตย์, จันทร์ ฯลฯ (2) เดือน มี 30 วัน โดยเฉลี่ย (3) ปี มี 12 เดือน ตามลำดับ มกราคม, กุมภาพันธ์ ฯลฯ (4) ราศี หมายถึง ดวงอาทิตย์โคจรผ่านดาว 12 หมู่ และดาวหมู่หนึ่งเรียกราศีหนึ่ง ได้แก่ เมื่อดวงอาทิตย์ผ่านดาวหมู่ใดก็เรียกชื่อราศีตามกลุ่มดาวนั้น เช่น ราศีมีน, ราศีเมษ, ราศีพฤษภ เป็นต้น

หมู่ดาวรูปแกะเรียกว่าเมษ (อ่าน เม-สะ) เมื่อดวงอาทิตย์ผ่านดาวรูปแกะ เรียกว่าราศีเมษเป็น “มหาสงกรานต์” ถือเป็นขึ้นศักราชใหม่ (ปีใหม่) ของอินเดีย (ภาคใต้) ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน ตามปฏิทินสุริยคติ แต่ทางจันทรคติตรงกับเดือน 5 ไทยรับมาเรียก “สงกรานต์”

ราชสำนักเมืองอโยธยา (เมืองเก่าของอยุธยา) มาจากสยามเรียกตนเองว่าไทย และนับถือศาสนาพุทธเถรวาทแบบลังกา (จากลังกาผ่านเมืองมอญ เมื่อเรือน พ.ศ.1700) สงกรานต์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ถูกดัดแปลงเป็นสงกรานต์ทางศาสนาพุทธ (ซึ่งผสมกับศาสนาผีมาก่อนแล้ว) ทำให้สงกรานต์ประสมประสานด้วยพิธีกรรม “ผี-พราหมณ์-พุทธ”

นับแต่นั้น ราชสำนักอโยธยากำหนดให้สงกรานต์เดือนเมษายน (สุริยคติ) ซึ่งตรงกับเดือน 5 (จันทรคติ) เป็นขึ้นศักราชใหม่ (ขึ้นปีใหม่) พบหลักฐานในกฎมณเฑียรบาลและทวาทศมาสโคลงดั้น

[สงกรานต์ ตามปฏิทินสุริยคติ เป็นช่วงเปลี่ยนราศีจากราศีมีนสู่ราศีเมษ (ตรงกับเดือน 5 ทางจันทรคติ) เทียบสากลเป็นขึ้นปีใหม่ของอินเดีย แต่ไทยและเพื่อนบ้านรับสงกรานต์จากอินเดีย แล้วต่างเหมาเป็นขึ้นปีใหม่ของตน]



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วันที่ฝันเป็นจริง
ประชาชนขนทรายเข้าวัด
พักร้อน
Lonely Castle in the Mirror : บทบาทของครูและแม่เรื่องบูลลี่
‘คอนเสิร์ตที่ (ไม่) พึงปรารถนา’
คุยกับทูต เอลชิน บาชีรอฟ อาเซอร์ไบจาน เสน่ห์สองทวีป สู่ดาวรุ่งฤดูหนาว (1)
E-DUANG | เป้าหมาย iLaw ยิ่งชีพ เป้าหมาย #สั่งฟ้องสว.
“ขื่น”ในความ”ยินดี” | สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
เหรียญรูปเหมือน 2477 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสุปัฏนาราม จ.อุบลฯ
แก้ท่วมซ้ำซาก ‘น่าน’
‘กับดัก’
เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย