bg-single

‘ความฝันอันสูงสุด’ ของแคนดิเดตนายกฯ ชื่อ ‘วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร’

29.12.2025

เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี

‘ความฝันอันสูงสุด’

ของแคนดิเดตนายกฯ

ชื่อ ‘วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร’

หมายเหตุ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน ตอบคำถามในรายการ The Politics ทางช่องยูทูบมติชนทีวี เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568

: สมมุติการเมืองมาถึงจุดที่มันมีเหตุการณ์ที่ทั้งณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และศิริกัญญา ตันสกุล ไม่อยู่เป็นนายกฯ อะไรคือสิ่งที่คนไทยจะได้จากนายกฯ ชื่อ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร”?

จริงๆ ต้องย้ำข้อแรกก่อน เราอยากทำงานเป็นทีม และคุณณัฐพงษ์เหมาะสมกับสถานการณ์ปัญหาประเทศตอนนี้ เราต้องการแก้ปัญหาแบบเป็นระบบ ใช้ความรู้ทางดิจิทัลเข้าไปช่วย และต้องการความกล้าหาญ

แต่ในฐานะ 1 ใน 3 (แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค) ผมคิดว่าทุกคนต้องเตรียมความพร้อมรับมือ สถานการณ์การเมืองไทยเปลี่ยนกันรายสัปดาห์หรือรายวัน ดังนั้น พอเราอยู่ 1 ใน 3 ก็ต้องพร้อม

ส่วนตัวผม ผมสนใจปัญหาเศรษฐกิจ และผมคิดว่ามีหลายมุมที่เป็นเรื่องที่ยังไม่ถูกพูดถึง หรือไม่ได้ใช้ข้อมูลมากพอ

ยกตัวอย่าง เศรษฐกิจ คนพูดกันมากว่ามันเหมือน “เค-เชป” หรือเปล่า? หมายความว่าคนรวยไปทางหนึ่ง คนจนไปอีกทางหนึ่ง ดังนั้น ออกแบบนโยบายอะไรมันก็จะไม่เหมือนกัน

แต่ผมคิดว่า เศรษฐกิจไทยปัจจุบันนี้ มันเหมือน “ดอกจัน” มากกว่า หมายความว่าคุณพูดนโยบายหนึ่งไป นโยบายเศรษฐกิจข้อใดก็ตาม ไม่มีทางที่ทุกคนจะแฮปปี้ เพราะแต่ละคนทำมาหากินต่างกันทั้งนั้นเลย บางคนเป็นเอสเอ็มอีเข้าระบบ บางคนเอสเอ็มอีนอกระบบ บางคนแรงงานในระบบ บางคนแรงงานแพลตฟอร์ม

ดังนั้น ความแตกต่างหลากหลายมันเยอะ และผมคิดว่าวิธีการทำนโยบายเศรษฐกิจที่ผ่านมา แก้ไม่ค่อยตรงจุด แล้วไม่แตะที่ปัญหาเรื้อรัง

ยกตัวอย่างเช่น มีการเลี้ยงไข้เกษตรกรมายาวนาน หมายความว่าคุณใช้เงินเพื่อจะซื้อให้เขาอยู่กับอดีต ไม่ได้มองไปในอนาคตเลย ทุกรัฐบาลตั้งแต่ “จำนำข้าว” จนถึง “ไร่ละพัน” เป็นการเลี้ยงไข้ เพราะไม่ได้ทำให้เขายกระดับผลผลิตขึ้นไปแข่งขันกับชาติอื่นได้

ญี่ปุ่น เกษตรกรไม่เยอะ แต่เขามีความมั่นคงทางด้านอาหาร เพราะผลิตภาพมันสูงขึ้น เวียดนาม ผลิตภาพข้าวก็ดีกว่าเรา ดังนั้น โจทย์ที่จะทำให้เกษตรเรามีความมั่นคงทางด้านอาหารกับประเทศจริงๆ มันอยู่ที่คุณต้องเปลี่ยนครั้งใหญ่ แล้วก็มีตั้งแต่การปรับแก้หนี้ ปรับอะไร เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการอัดเงิน เวลาพูดเรื่องนโยบายเศรษฐกิจทีไร มีแต่คนพูดว่าจะหาเงินมาอย่างไร เอาเงินใหม่เข้ามาอย่างไร แต่รู้ไหมครับ เศรษฐกิจไทยมันมี “รูโหว่” ตั้งแต่หลังโควิด-19 เป็นต้นมา

คือเงินมันไหลไปแพลตฟอร์มเยอะมาก คุณจ่ายเข้าไปเท่าไร คุณดูยูทูบอยู่ (เงิน) มันก็ไหลออกไปต่างประเทศแล้ว ไม่ได้ไหลเวียนอยู่ในเศรษฐกิจไทย วิธีคิดที่คุณแจกเงิน 1 หมื่นเข้าไป มันก็เลยไม่ได้ผลเหมือน 20 ปีที่แล้ว แต่คุณยังคิดแบบเดิมอยู่ ดังนั้น เราเอาข้อมูลวาง วิธีคิดมันต้องเปลี่ยนใหม่ด้วย

เวลาเราเสนอ (นโยบาย) มันจะไม่มีนโยบายหนึ่งที่ทุกคนฟังแล้วแฮปปี้และรู้สึกว่าเศรษฐกิจไปต่อได้ ผมพยายามทำงานทางความคิดเรื่องนี้เยอะ แล้วก็พอจะได้ข้อสรุปว่า ถ้าจะยกระดับเศรษฐกิจไทย มันต้องออกแบบเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจ โมเดลรัฐใหม่เลย เรียกว่าเป็นความทะเยอทะยานและความกระตือรือร้นส่วนตัวด้วย

หมายความว่า สำหรับคนจนในประเทศไทย ยังจำเป็นต้องใช้ “รัฐสวัสดิการ” อยู่ แต่รัฐสวัสดิการอย่างเดียวไม่พอ คนที่เขามีความสามารถ เป็นอุตสาหกรรมใหม่ คุณต้องเอา “ความเป็นรัฐพัฒนา” เข้าไปยกระดับเขาด้วย

ขณะเดียวกัน เอสเอ็มอีส่วนกลางที่เป็นคนระดับกลางๆ หรือมนุษย์เงินเดือน เราต้องเติม “ความเป็นรัฐแพลตฟอร์ม” เข้าไป หมายความว่า เขาน่าจะมีโอกาสขายสินค้าในอาเซียนได้แล้ว

แต่ถ้าคุณคิดจะขายในอาเซียน คุณต้องคิดถึงการไปตั้งโกดังในต่างประเทศด้วย คุณจะขายในมาเลเซีย ในจีน ถ้ารัฐไม่ผลักดันเอกชนให้ไปทำ คุณก็ขายของให้เขาไม่ได้

ดังนั้น โจทย์ของเอสเอ็มอียุคใหม่ มันจึงเป็นเรื่องทำให้รัฐมีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น เพิ่มระบบแพลตฟอร์มเข้าไป แต่เป็นคนละโจทย์กับคนยากจน เขาจะถามหารัฐสวัสดิการ ซึ่งต้องทำอยู่

ตอนนี้ ผมคิดว่ารัฐไทย ถ้าจะเปลี่ยน มันต้องมีส่วนผสม 3 อย่าง มีความเป็นรัฐสวัสดิการ แต่อย่างเดียวไม่พอ มันต้องมีความเป็นรัฐพัฒนาแบบเอเชียตะวันออก และต้องมีความเป็นรัฐแพลตฟอร์มรวมกัน มันถึงจะยกระดับเศรษฐกิจขึ้นไปพร้อมกัน

คุณคงเคยได้ยิน “ลีกวนยิว” เขียนหนังสือ “From Third World to First” ใช่ไหมครับ คือเขาพาสิงคโปร์จากโลกที่สามไปโลกที่หนึ่ง ความฝันสูงสุดของผมคือเขียนหนังสือเล่มนี้ในเวอร์ชั่นไทยในปี 2040 นี่คือความฝันของวีระยุทธและพรรคประชาชน

: คนก็อาจจะถามว่า ภาพลักษณ์คุณวีระยุทธมีความเป็นนักวิชาการ คุณจะบริหารประเทศได้หรือ?

ใช้ตัวตนของเราให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน ความเป็นนักวิชาการ และประสบการณ์ที่ผมอยู่อังกฤษมา 6 ปี อยู่ญี่ปุ่น 11 ปี มันช่วยให้เราสามารถมองรอบด้าน และรับมือกับภูมิรัฐศาสตร์โลกใหม่

ยุทธศาสตร์หนึ่งของผมคือกระชับความสัมพันธ์กับเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะญี่ปุ่นในมุมใหม่ ญี่ปุ่นที่ผมมีความสัมพันธ์อยู่

เพื่อนอาจารย์ของผมที่ “กริปส์” (สถาบันบัณฑิตศึกษานโยบายแห่งชาติ ณ กรุงโตเกียว) ตอนนี้ไปเป็นผู้บริหารของ “ไจก้า” (องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น) คือกริปส์จะเป็นสถาบันที่เกี่ยวข้องกับรัฐและเอกชนญี่ปุ่นค่อนข้างสูง

ดังนั้น ในความเป็นอาจารย์และบทบาทที่เคยอยู่ในเอเชียตะวันออกมาก่อน ผมสามารถทำให้มันเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยได้ในยุคเกมภูมิรัฐศาสตร์แบบนี้ ความสัมพันธ์ของเรากับเอเชียตะวันออกต้องเปลี่ยนไป

เช่น เมื่อก่อน ถ้าคุณคุยกับคนญี่ปุ่น บริษัทญี่ปุ่น เขาจะชวนคุณคุยแต่อดีต ทำไมรถไอซีอีโดนทอดทิ้ง ไปดูแลแต่รถยนต์อีวี

เราต้องชวนเขาคุยไปสู่อนาคตให้ได้ คนญี่ปุ่นคุณต้องผลักดันเขานิดหนึ่ง ชวนเขาลงทุนในอนาคต รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (ไร้คนขับ) ต้องมา (รถยนต์พลังงาน) ไฮโดรเจน ถ้าคุณอยากทดลอง คุณต้องมาที่ไทย มาทำแซนด์บ็อกซ์บางจังหวัดก็ได้ แล้วก็ทำระบบสิทธิบัตรให้ดี ถ้ามันเกิดผลขึ้นมาจริงๆ จะได้แบ่งปันผลประโยชน์กันได้

ผมคิดว่า ในความเป็นอาจารย์เป็นนักวิชาการ ก็ใช้ให้มันรอบด้าน และความสัมพันธ์กับเอเชียตะวันออกก็เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ถึงสถานีปลายทางสุขภาพ! “BEM Care 2026 Health Station สถานีสุขภาพ” ปิดฉากอย่างคึกคัก
นิรโทษกรรม 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
“พิชัย” ชื่นชม “แบงก์ชาติ” ยุค “วิทัย” เดินถูกทาง ย้ำเสถียรภาพต้องคู่การเติบโต เชื่อแก้ทุนเทา–คอร์รัปชัน ช่วยเศรษฐกิจไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง
รถไฟและไฮเวย์: เมกะโปรเจกต์เชื่อมลาว–เวียดนามภายใต้ความสัมพันธ์แบบพิเศษ
โลกและอาเซียนในอนาคต จากมุมมอง ‘อมิตาฟ อาชาเรีย’
Songs in the Key of Life : รักบังตา
โทษประหารชีวิต : ข้อถกเถียงทางปรัชญา (2)
บทวิจารณ์เรื่องสั้น ‘เพื่อนข้างบ้าน’ จากรอยแตกร้าวริมรั้ว… สู่ภาพสะท้อนสงครามเย็นในสังคมไทย
‘ขอให้ความจริงปรากฏ’ ชุติมา นวลพลับ สู้มาราธอน ทวงงานศิลป์ ‘พระพุทธบาท’
‘ฝ่ายอนุรักษนิยม (กว่า)’ ประสานเสียง วิพากษ์ ‘การเมืองวิปริต’ ใต้ ‘รธน.2560’
ตัดจบ โผทหาร ‘บิ๊กปู’ หักดิบ เก้าอี้สุดท้าย ‘บิ๊กใหญ่’ เซอร์ไพรส์ 5 เสือ ทบ. ทัพเรือวุ่น ‘ผบ.ทร.ฟริเกต’
E-DUANG | สภาวะ ซับซ้อน การเมือง แยกกัน”เดิน” รวมกัน”ตี”