bg-single

หินตั้ง กับรูพญานาค เชื่อมโยงโลกคนเป็น เข้ากับโลกคนตาย ของผีบรรพชน

29.12.2025

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

แหล่งหินตั้ง ที่เมืองหัวเมือง แขวงหัวพัน ประเทศลาว ที่เดิมเรียกกันว่า “สวนหินตั้ง” แต่ปัจจุบันได้รับการยกสถานะเป็น “อุทยานโบราณคดีหินตั้ง” (Hintang Archaeological Park) ตั้งอยู่บนภูดอยสูงกว่าระดับน้ำทะเลราว 500 เมตร โดยนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสที่ชื่อ แมดเดอลีน โคลานี (Madeleine Colani, พ.ศ.2409-2486) เป็นผู้เข้าไปศึกษาวิจัย และทำการขุดค้นทางโบราณคดีอย่างเป็นระเบียบวิธีวิจัยเป็นคนแรก แล้วจึงตีพิมพ์เป็นผลงานวิจัยออกมาหลายชิ้น ในช่วงระหว่าง พ.ศ.2476-2486 จนทำให้วัฒนธรรมหินตั้งที่ลาวกลายเป็นที่รู้จักกว้างขวางไปทั่วโลก

ผลการวิจัยของโคลานีทำให้ทราบว่ากลุ่มหินตั้งที่แขวงหัวพันดังกล่าว มีลักษณะเฉพาะคือ ประกอบไปด้วยกลุ่มหินที่จัดวางแตกต่างกัน แล้วประกอบเข้าเป็นกลุ่ม

โดยในแต่ละกลุ่มหินตั้งที่แขวงหัวพันนี้ประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลัก 3 ประการ ได้แก่

1. “กลุ่มเสาหิน” หรือที่ชาวลาวบางคนเรียกหลักหิน มีรูปลักษณะเป็นอย่างหินตั้ง (standing stone/menhir) ที่มีขนาดและรูปร่างไม่แน่นอน ตั้งรวมกันเป็นแถวรูปโค้งจำนวนไม่แน่นอน อาจมีมากกว่าแถวละ 10 เสา หรือมีจำนวนน้อยกว่านั้นก็ได้ แล้วแต่กลุ่ม จัดวางล้อมรอบหลุมดินทรงกลมเอาไว้ จนเรียงรายคล้ายเป็นแถวเสาหินรูปครึ่งวงกลม

นักวิชาการบางท่านได้เสนอเอาไว้อย่างน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า เสาหิน ในกลุ่มหินตั้งทำนองนี้ อาจเกี่ยวข้องกับการบูชายัญวัวควายในพิธีศพโบราณ เพื่อเซ่นสรวงผีบรรพชน โดยมีการใช้เสาหินเหล่านี้ในการล่ามสัตว์ที่จะถูกนำมาฆ่าบูชายัญ ซึ่งยังสามารถพบเห็นในกลุ่มชาวลัวะ ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เป็นต้น

ดังนั้น เสาหินจึงกลายเป็นหลักศักดิ์สิทธิ์เพราะมีพลังชีวิตของสัตว์ที่ถูกบูชายัญ และผีบรรพชนสถิตอยู่ โดยจะทำหน้าที่คอยดูแลปกป้องคุ้มครองลูกหลานให้ร่มเย็นเป็นสุข

ส่วนทายาทลูกหลานต่างๆ ก็มีหน้าที่ที่จะต้องเซ่นให้ดี และพลีให้ถูก ตามช่วงเวลา หรือเทศกาลต่างๆ ที่ได้ถูกกำหนดเอาไว้ ซึ่งจะมีการประกอบพิธีกันตรงบริเวณของกลุ่มหินตั้ง เช่น ในกรณีของสวนหินตั้งในเมืองหัวพันนั้น ก็จะมีกลุ่มเสาหินนี้เป็นเครื่องหมาย ทำหน้าที่เป็นเสมือนตัวแทนของผีบรรพชน คือเป็น “ร่างเสมือน” (substitute body)

เสาหินเหล่านี้จึงทำหน้าที่เป็นเหมือนอนุสรณ์สถาน ที่พลังชีวิตของผีบรรพชน ที่ล่วงลับจากโลกนี้ไปแล้ว สถิตอยู่นั่นเอง

กลุ่มหินตั้งที่แขวงหัวพัน มีหินตั้งเป็นกลุ่มประกอบอยู่กับแผ่นหินปิดทับหลุมดิน บรรจุกระดูกมนุษย์อยู่ที่พื้น
ที่มาภาพ : https://www.megalithic.co.uk/article.php?sid=46097

องค์ประกอบส่วนที่ 2 ก็คือ “หลุมดิน” รูปวงกลม มีขนาดสม่ำเสมอเหมือนกันในแต่ละกลุ่มหินตั้ง หลุมดังกล่าวจะถูกขุดลึกลงไปราว 1 เมตร โคลานีได้ค้นพบฟัน และชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ที่ไม่ได้ถูกเผา รวมถึงสิ่งของเครื่องใช้ในยุคสำริดของลาว ที่มีอายุในช่วง 3,000-2,500 ปีที่แล้ว ถูกจัดวางอยู่ภายในหลุมเหล่านี้

บางท่านสันนิษฐานว่า ถูกนับถือในฐานะว่าเปรียบเสมือนกับ “รูพญานาค” ซึ่งเป็นความเชื่อที่แพร่อยู่ทั่วไปในอุษาคเนย์

นักมานุษยวิทยาอย่าง ศ.ปรานี วงษ์เทศ ได้เคยอธิบายเปรียบเทียบเกี่ยวกับความเชื่อเรื่อง “รูพญานาค” กับกลุ่มหินตั้งที่เมืองหัวพันซึ่งมี “หลุมดิน” ที่ใช้สำหรับฝังศพเอาไว้ว่า

“หลุมดินเสมือนรูพญานาคหรือโพรงที่เป็นหนทางลงสู่เมืองบาดาลที่ชาวเกาะอุษาคเนย์กลุ่มหนึ่งเชื่อว่าโพรงนี้เป็นทางที่เมื่อถึงเวลากลางคืนพระอาทิตย์ลงจากขอบฟ้าไปให้ความสว่างแก่เมืองบาดาล บางทีก็ฝังศพในเวลาอาทิตย์ตกดิน ด้วยเชื่อว่าเมื่อพระอาทิตย์ลงไปเมืองบาดาลจะได้นำเอาวิญญาณผู้ตายลงไปยังเมืองบาดาลซึ่งเป็นที่อยู่ของคนตายด้วย”

หนังสือเล่มล่าสุดของผู้เขียน

ส่วนองค์ประกอบอย่างที่ 3 ซึ่งเป็นองค์ประกอบสุดท้าย และเชื่อมโยงอยู่กับหลุมดินเป็นอย่างมากก็คือ “แผ่นหิน” หรือบางท่านเรียกแท่นหิน เป็นแผ่นหินถากเป็นรูปวงกลมแบนๆ วางอยู่ใกล้ปากหลุมดิน บางอันวางอยู่บนก้อนเส้าเตี้ยๆ เข้าใจว่าแต่เดิมใช้ปิดปากหลุมดิน

เรียกได้ว่าเป็นเหมือนกับ “ประตู” ที่ปิดอยู่บนรูพญานาค ที่เชื่อมโยงโลกมนุษย์เข้ากับเมืองบาดาล อันเป็นโลกของผีบรรพชนนั่นแหละครับ

การใช้ “ก้อนหิน” ปิดทับอยู่เหนือหลุมดิน ซึ่งมีการเก็บเอากระดูกของมนุษย์อยู่ภายในหลุมอยู่ที่แหล่งหินตั้งที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศลาวคือ “ทุ่งไหหิน” ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองโพนสวรรค์ แขวงเชียงขวาง ด้วยเช่นกัน

ไหหินเหล่านี้บางไหพบเศษกระดูกมนุษย์ที่เผาแล้ว และพบเครื่องมือเครื่องใช้อื่นๆ ที่มักพบอยู่ในพิธีศพ บรรจุอยู่ในไหหินด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่พบอะไรบรรจุอยู่ภายในไห ที่พบมากกว่าคือเครื่องภาชนะดินเผารูปทรงคล้ายไห ที่บรรจุเศษกระดูกมนุษย์ และข้าวของเครื่องใช้ในพิธีศพต่างๆ อยู่ภายใน โดยพบอยู่ใต้ไหหิน

การฝังศพที่ใต้ไหหินนั้น มีทั้งประเพณีการฝังศพลงไปยังพื้นดินข้างๆ ไหหินโดยตรง และการฝังศพครั้งที่ 2 ด้วยการนำกระดูกใส่เครื่องภาชนะดินเผา กับการนำกระดูกมามัดรวมกัน โดยกระดูกที่พบบางส่วนได้มีการเผาไฟด้วย ซึ่งก็มีทั้งกระดูกของผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กคละกันไป

ที่สำคัญคือ กระดูกเหล่านี้มักถูกฝังอยู่ใต้หินปูนก้อนใหญ่ที่นำมาปิดทับอยู่ที่ด้านบนของหลุมศพ (บางก้อนเป็นหินทราย แต่พบน้อยมาก) ด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ต่างอะไรกับแผ่นหิน ที่ปิดทับอยู่บนหลุมดิน ที่สวนหินตั้ง ในแขวงหัวพันนั่นแหละครับ

ถึงแม้ว่าหินเหล่านี้บางก้อนจะไม่พบหลักฐานการบรรจุกระดูกเอาไว้ข้างใต้ (ซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกับแหล่งหินตั้งที่แขวงหัวพัน) แต่ก็น่าเชื่อว่าอาจจะถูกสร้างขึ้นด้วยพิธีกรรม และความเชื่อในทำนองที่ใกล้เคียงกัน คือเป็นช่องทางที่เชื่อมโยงระหว่างโลกของคนเป็น กับโลกของผีบรรพชน หรือที่บางแห่งเรียกว่า “รูพญานาค”

ในกรณีของแหล่งหินตั้ง ที่แขวงหัวพัน จึงมีหลุมดินเป็นเหมือนรูพญานาค ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างโลกของคนเป็นกับโลกของคนตายในเมืองบาดาล และมีกลุ่มหินตั้งเป็นร่างเสมือน ให้ทายาทลูกหลานใช้ติดต่อกับผีบรรพชนผู้ล่วงลับนั่นเอง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์
‘ทิชชู่เปียก’ อันตราย! ทำร้ายโลก!
เมื่อโลกเปลี่ยน และวอชิงตันต้องปรับตัว
MoU & UNCLOS สงครามการทูตในทะเล
พฤษภาเลือด สไนเปอร์ ‘กระสุนจริง’ จากตึกสูง
E-DUANG | ฐานที่มา แห่ง ระบอบ”อากง” โจทย์ ในมือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี