หินตั้ง กับรูพญานาค เชื่อมโยงโลกคนเป็น เข้ากับโลกคนตาย ของผีบรรพชน
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
แหล่งหินตั้ง ที่เมืองหัวเมือง แขวงหัวพัน ประเทศลาว ที่เดิมเรียกกันว่า “สวนหินตั้ง” แต่ปัจจุบันได้รับการยกสถานะเป็น “อุทยานโบราณคดีหินตั้ง” (Hintang Archaeological Park) ตั้งอยู่บนภูดอยสูงกว่าระดับน้ำทะเลราว 500 เมตร โดยนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสที่ชื่อ แมดเดอลีน โคลานี (Madeleine Colani, พ.ศ.2409-2486) เป็นผู้เข้าไปศึกษาวิจัย และทำการขุดค้นทางโบราณคดีอย่างเป็นระเบียบวิธีวิจัยเป็นคนแรก แล้วจึงตีพิมพ์เป็นผลงานวิจัยออกมาหลายชิ้น ในช่วงระหว่าง พ.ศ.2476-2486 จนทำให้วัฒนธรรมหินตั้งที่ลาวกลายเป็นที่รู้จักกว้างขวางไปทั่วโลก
ผลการวิจัยของโคลานีทำให้ทราบว่ากลุ่มหินตั้งที่แขวงหัวพันดังกล่าว มีลักษณะเฉพาะคือ ประกอบไปด้วยกลุ่มหินที่จัดวางแตกต่างกัน แล้วประกอบเข้าเป็นกลุ่ม
โดยในแต่ละกลุ่มหินตั้งที่แขวงหัวพันนี้ประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลัก 3 ประการ ได้แก่
1. “กลุ่มเสาหิน” หรือที่ชาวลาวบางคนเรียกหลักหิน มีรูปลักษณะเป็นอย่างหินตั้ง (standing stone/menhir) ที่มีขนาดและรูปร่างไม่แน่นอน ตั้งรวมกันเป็นแถวรูปโค้งจำนวนไม่แน่นอน อาจมีมากกว่าแถวละ 10 เสา หรือมีจำนวนน้อยกว่านั้นก็ได้ แล้วแต่กลุ่ม จัดวางล้อมรอบหลุมดินทรงกลมเอาไว้ จนเรียงรายคล้ายเป็นแถวเสาหินรูปครึ่งวงกลม
นักวิชาการบางท่านได้เสนอเอาไว้อย่างน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า เสาหิน ในกลุ่มหินตั้งทำนองนี้ อาจเกี่ยวข้องกับการบูชายัญวัวควายในพิธีศพโบราณ เพื่อเซ่นสรวงผีบรรพชน โดยมีการใช้เสาหินเหล่านี้ในการล่ามสัตว์ที่จะถูกนำมาฆ่าบูชายัญ ซึ่งยังสามารถพบเห็นในกลุ่มชาวลัวะ ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เป็นต้น
ดังนั้น เสาหินจึงกลายเป็นหลักศักดิ์สิทธิ์เพราะมีพลังชีวิตของสัตว์ที่ถูกบูชายัญ และผีบรรพชนสถิตอยู่ โดยจะทำหน้าที่คอยดูแลปกป้องคุ้มครองลูกหลานให้ร่มเย็นเป็นสุข
ส่วนทายาทลูกหลานต่างๆ ก็มีหน้าที่ที่จะต้องเซ่นให้ดี และพลีให้ถูก ตามช่วงเวลา หรือเทศกาลต่างๆ ที่ได้ถูกกำหนดเอาไว้ ซึ่งจะมีการประกอบพิธีกันตรงบริเวณของกลุ่มหินตั้ง เช่น ในกรณีของสวนหินตั้งในเมืองหัวพันนั้น ก็จะมีกลุ่มเสาหินนี้เป็นเครื่องหมาย ทำหน้าที่เป็นเสมือนตัวแทนของผีบรรพชน คือเป็น “ร่างเสมือน” (substitute body)
เสาหินเหล่านี้จึงทำหน้าที่เป็นเหมือนอนุสรณ์สถาน ที่พลังชีวิตของผีบรรพชน ที่ล่วงลับจากโลกนี้ไปแล้ว สถิตอยู่นั่นเอง

ที่มาภาพ : https://www.megalithic.co.uk/article.php?sid=46097
องค์ประกอบส่วนที่ 2 ก็คือ “หลุมดิน” รูปวงกลม มีขนาดสม่ำเสมอเหมือนกันในแต่ละกลุ่มหินตั้ง หลุมดังกล่าวจะถูกขุดลึกลงไปราว 1 เมตร โคลานีได้ค้นพบฟัน และชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ที่ไม่ได้ถูกเผา รวมถึงสิ่งของเครื่องใช้ในยุคสำริดของลาว ที่มีอายุในช่วง 3,000-2,500 ปีที่แล้ว ถูกจัดวางอยู่ภายในหลุมเหล่านี้
บางท่านสันนิษฐานว่า ถูกนับถือในฐานะว่าเปรียบเสมือนกับ “รูพญานาค” ซึ่งเป็นความเชื่อที่แพร่อยู่ทั่วไปในอุษาคเนย์
นักมานุษยวิทยาอย่าง ศ.ปรานี วงษ์เทศ ได้เคยอธิบายเปรียบเทียบเกี่ยวกับความเชื่อเรื่อง “รูพญานาค” กับกลุ่มหินตั้งที่เมืองหัวพันซึ่งมี “หลุมดิน” ที่ใช้สำหรับฝังศพเอาไว้ว่า
“หลุมดินเสมือนรูพญานาคหรือโพรงที่เป็นหนทางลงสู่เมืองบาดาลที่ชาวเกาะอุษาคเนย์กลุ่มหนึ่งเชื่อว่าโพรงนี้เป็นทางที่เมื่อถึงเวลากลางคืนพระอาทิตย์ลงจากขอบฟ้าไปให้ความสว่างแก่เมืองบาดาล บางทีก็ฝังศพในเวลาอาทิตย์ตกดิน ด้วยเชื่อว่าเมื่อพระอาทิตย์ลงไปเมืองบาดาลจะได้นำเอาวิญญาณผู้ตายลงไปยังเมืองบาดาลซึ่งเป็นที่อยู่ของคนตายด้วย”

ส่วนองค์ประกอบอย่างที่ 3 ซึ่งเป็นองค์ประกอบสุดท้าย และเชื่อมโยงอยู่กับหลุมดินเป็นอย่างมากก็คือ “แผ่นหิน” หรือบางท่านเรียกแท่นหิน เป็นแผ่นหินถากเป็นรูปวงกลมแบนๆ วางอยู่ใกล้ปากหลุมดิน บางอันวางอยู่บนก้อนเส้าเตี้ยๆ เข้าใจว่าแต่เดิมใช้ปิดปากหลุมดิน
เรียกได้ว่าเป็นเหมือนกับ “ประตู” ที่ปิดอยู่บนรูพญานาค ที่เชื่อมโยงโลกมนุษย์เข้ากับเมืองบาดาล อันเป็นโลกของผีบรรพชนนั่นแหละครับ
การใช้ “ก้อนหิน” ปิดทับอยู่เหนือหลุมดิน ซึ่งมีการเก็บเอากระดูกของมนุษย์อยู่ภายในหลุมอยู่ที่แหล่งหินตั้งที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศลาวคือ “ทุ่งไหหิน” ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองโพนสวรรค์ แขวงเชียงขวาง ด้วยเช่นกัน
ไหหินเหล่านี้บางไหพบเศษกระดูกมนุษย์ที่เผาแล้ว และพบเครื่องมือเครื่องใช้อื่นๆ ที่มักพบอยู่ในพิธีศพ บรรจุอยู่ในไหหินด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่พบอะไรบรรจุอยู่ภายในไห ที่พบมากกว่าคือเครื่องภาชนะดินเผารูปทรงคล้ายไห ที่บรรจุเศษกระดูกมนุษย์ และข้าวของเครื่องใช้ในพิธีศพต่างๆ อยู่ภายใน โดยพบอยู่ใต้ไหหิน
การฝังศพที่ใต้ไหหินนั้น มีทั้งประเพณีการฝังศพลงไปยังพื้นดินข้างๆ ไหหินโดยตรง และการฝังศพครั้งที่ 2 ด้วยการนำกระดูกใส่เครื่องภาชนะดินเผา กับการนำกระดูกมามัดรวมกัน โดยกระดูกที่พบบางส่วนได้มีการเผาไฟด้วย ซึ่งก็มีทั้งกระดูกของผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กคละกันไป
ที่สำคัญคือ กระดูกเหล่านี้มักถูกฝังอยู่ใต้หินปูนก้อนใหญ่ที่นำมาปิดทับอยู่ที่ด้านบนของหลุมศพ (บางก้อนเป็นหินทราย แต่พบน้อยมาก) ด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ต่างอะไรกับแผ่นหิน ที่ปิดทับอยู่บนหลุมดิน ที่สวนหินตั้ง ในแขวงหัวพันนั่นแหละครับ
ถึงแม้ว่าหินเหล่านี้บางก้อนจะไม่พบหลักฐานการบรรจุกระดูกเอาไว้ข้างใต้ (ซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกับแหล่งหินตั้งที่แขวงหัวพัน) แต่ก็น่าเชื่อว่าอาจจะถูกสร้างขึ้นด้วยพิธีกรรม และความเชื่อในทำนองที่ใกล้เคียงกัน คือเป็นช่องทางที่เชื่อมโยงระหว่างโลกของคนเป็น กับโลกของผีบรรพชน หรือที่บางแห่งเรียกว่า “รูพญานาค”
ในกรณีของแหล่งหินตั้ง ที่แขวงหัวพัน จึงมีหลุมดินเป็นเหมือนรูพญานาค ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างโลกของคนเป็นกับโลกของคนตายในเมืองบาดาล และมีกลุ่มหินตั้งเป็นร่างเสมือน ให้ทายาทลูกหลานใช้ติดต่อกับผีบรรพชนผู้ล่วงลับนั่นเอง
