กู้ชีพโดโด้ (2) เปลี่ยนไข่เป็ดให้ฟักออกมาเป็นลูกไก่ แก้จีโนมนกชาปีไหนให้กลายเป็นโดโด้
ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ
ตอนที่เขียนเรื่องโดโด้ตอนก่อน มีเปเปอร์งานวิจัยชิ้นหนึ่งผ่านตา และมันทำให้ผมนึกย้อนกลับไปถึงอดีตเมื่อยี่สิบปีก่อน ตอนที่ผมข้ามน้ำข้ามทะเลไปสหรัฐอเมริกาใหม่ๆ
ในตอนนั้นมีหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้กันใหม่หมด ตั้งแต่ภาษา วัฒนธรรม ไปจนถึงทักษะพื้นฐานที่สุดอย่างการดูแลปากท้องตัวเอง
หนึ่งในทักษะที่ผมพยายามฝึกอย่างจริงจัง คือ การทำอาหารจานไข่
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของภารกิจตามล่าหา “ไข่ไก่” ในดินแดนที่ดูเหมือนจะไม่มีไข่ไก่เลยสักใบ
ทำไมน่ะหรือครับ ก็เพราะในเวลานั้น ไม่ว่าผมจะเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตเล็กหรือใหญ่แค่ไหน ไข่ทุกแผง ทุกลัง ทุกถาดที่เห็น ล้วนเป็นสีขาวจั๊วะ ราวเกล็ดหิมะ
สำหรับเด็กไทยแบบผมที่เพิ่งลงเครื่องจากเมืองไทยหมาดๆ ที่พวกอเมริกันชอบล้อว่าเป็น FOB (Fresh Off the Boat)
ไข่ไก่ที่ “ถูกต้อง” ต้องมีสีเปลือกน้ำตาลอมชมพู เป็นสีที่เราคุ้นเคย ส่วนไข่สีขาว…ในหัวผมตอนนั้น มันคือ ไข่เป็ด และไข่เป็ด…ไม่ใช่สิ่งที่ผมคุ้นชินและต้องการที่จะเอามาฝึกทำอาหารจานไข่
ในความรู้สึกผมตอนนั้น การตามหาไข่ไก่แบบที่คุ้นเคยใน นิวเฮเวน รัฐคอนเนตทิคัต เมืองมหาวิทยาลัยเล็กๆ ที่ทั้งหนาว และเงียบ จึงยากเย็นราวกับงมเข็มในมหาสมุทร

จนกระทั่งวันหนึ่ง เพื่อนชาวอเมริกันชวนผมไปกินข้าวบ่ายแก่ๆ ที่ไดเนอร์แห่งหนึ่งในเมือง
พนักงานสาวทักทายด้วยรอยยิ้ม “Hi! What can I get you today?” ผมนั่งส่องเมนูอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบด้วยความมั่นใจ “Breakfast set.” แม้ในใจจะแอบเขินนิดๆ ที่สั่งอาหารเช้าตอนบ่ายสาม แต่ร้านก็บอกชัดว่า Breakfast all day ก็เลยคิดว่า เอาวะ จัดไป
แล้วบททดสอบก็เริ่มขึ้น
“What kind of bread?” เธอถาม ผมชะงักไปแวบหนึ่งเพราะไม่ได้ตั้งตัว ขนมปังมันมีกี่แบบหว่า แล้วจะสั่งอะไรดี ไม่ให้หน้าแตก ก็เลยถามกลับไปว่ามีอะไรบ้าง เธอตอบอย่างฉะฉาน Wheat, Rye, Whole grain, Sourdough และก็อะไรอีกไม่รู้ ซึ่งผมก็เลือกส่งเดชไปหนึ่งอย่าง
ในใจก็เริ่มคิดว่า ไม่น่ามากับมันเลย เพื่อนอเมริกันทรยศ นอกจากจะไม่ช่วยแล้ว ยังมานั่งยิ้มกรุ้มกริ่มมองหน้าเราอีก
“What kind of meat?” เธอถามต่อ แม้จะเริ่มกระอักกระอ่วน แต่ข้อนี้พอไหว ผมเลือกหมูไปแบบไม่ลังเล
แต่ยังไม่จบ “What kind of egg?” เท่านั้นแหละ คุณป๋วยตื่นเต้น ตอบออกไปด้วยเสียงอันดังอย่างมั่นใจ เหมือนคนที่แอบเก็บกดจากการตามหาไข่ไก่มานานแรมเดือน
“ชิ้กเก้น!!!”
เสียงหัวเราะของเพื่อนอเมริกันดังลั่นร้าน สายตาหลายคู่เริ่มหันมามอง ส่วนผมยังคงงงว่าเราตอบอะไรผิด ก็อยากกินไข่ไก่ ก็สั่งไข่ไก่ ผิดตรงไหน?
“No no,” เธอรีบแก้คำ “I mean sunny side up, omelet, or scramble?”
อ้าว! ยากอีก… ไข่มันมีหลายแบบด้วยเหรอ “เอา omelet แล้วกัน” ผมตอบไปแบบขอให้มันจบๆ คือคิดไม่ออกแล้ว
“Egg white only? And what do you want inside?” บริกรสาวยังคงถามต่ออย่างไม่หยุดยั้ง ในขณะที่เพื่อนผมยังคงหัวเราะไม่หยุด
“จัดมาเลยก็แล้วกัน… I trust you.” ผมตอบ ตอนนั้นคิดแค่ว่า ไม่ไหวแล้ว แค่สั่งอาหารจะซับซ้อนอะไรกันนักหนา “OK” บริกรสาวอมยิ้ม ก่อนจะเดินจากไป
แล้วเพื่อนผมก็เฉลยด้วยน้ำเสียงที่พยายามกลั้นหัวเราะ “คุณป๋วยยยย! ไข่ที่ยูเห็นเปลือกเป็นสีขาวน่ะ ไข่ไก่ทั้งนั้นแหละ ไม่ใช่ไข่เป็ด ที่นี่ไข่ไก่ส่วนใหญ่เปลือกสีขาว…”
ตอนนั้นเองผมถึงได้เข้าใจ ไม่ใช่ว่าผมหาไข่ไก่ไม่เจอ แต่เป็นเพราะผมมีภาพจำ ไข่ไก่ ที่แตกต่างออกไป จะว่าไปก็เหมือนเส้นผมที่บังภูเขา ตามหามาตั้งนาน ทั้งที่คำตอบอยู่ตรงหน้า

ว่าแต่ทำไมอ่านเปเปอร์แล้วทำให้ผมย้อนนึกกลับไปถึงเรื่องหน้าแตกในสมัยละอ่อน
ทั้งนี้ เป็นเพราะว่าในเปเปอร์นี้นักวิจัยจากห้องปฏิบัติการวิจัยสัตวแพทย์ (Central Veterinary Research Lab) ในดูไบได้นำเสนอวิธีสุดพิสดารเพื่อสร้าง “แม่เป็ด” ที่ออกไข่ซึ่งฟักออกมาเป็น “ลูกไก่”
ฟังดูเหมือนมุขตลก แต่ทั้งหมดเป็นงานวิจัยจริงๆ ในห้องแล็บ วิธีการนี้เรียกว่า “การปลูกถ่ายเซลล์ตั้งต้นของเซลล์สืบพันธุ์ (primordial germ cell transplantation)” ซึ่งหัวใจของวิธีการนี้อยู่ที่สเต็มเซลล์ชนิดพิเศษที่เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางชีวิตของเซลล์ในสายสืบพันธุ์เรียกว่า primordial germ cell หรือ เซลล์ตั้งต้นของเซลล์สืบพันธุ์ หรือที่เรามักเรียกกันสั้นๆ ว่า PGC ที่เมื่อมันพัฒนาไปจนสุดทางแล้ว จะกลายเป็น สเปิร์ม หรือเซลล์ไข่
นั่นหมายความว่าถ้าเราสามารถนำ PGC จากสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง ไปปลูกถ่ายเข้าไปในร่างของอีกสิ่งมีชีวิตหนึ่งได้
เราก็สามารถ “ยืมร่าง” ของสิ่งมีชีวิตหนึ่งให้ผลิตเซลล์สืบพันธุ์ของอีกชนิดหนึ่งได้
ซึ่งเป็นอะไรที่พิสดารมาก
ลองจินตนาการว่า ถ้าเราปลูกถ่าย PGC ของไก่เข้าไปในเป็ดตัวผู้และเลี้ยงให้โต แม้ว่าเป็ดตัวนั้นจะเติบโต และมีวิถีชีวิต ร้อง เดิน ว่ายน้ำเหมือนเป็ดทั่วไป
แต่ในอัณฑะของมันกลับสร้างสเปิร์มของไก่

สิ่งมีชีวิตที่มีเซลล์จากหลายสิ่งมีชีวิตผสมกันอยู่ในตัวเดียวเช่นนี้เราเรียกว่า ไคมีรา (Chimera) เราก็เลยเรียกพ่อเป็ดที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์ของไก่ว่า พ่อเป็ดไคมีรา ซึ่งถ้าเรามีแม่เป็ด ที่ถูกปลูกถ่าย PGC ของไก่มาในแบบเดียวกัน จับมารวมกัน เราก็จะได้เป็ดไคมีราคู่หนึ่ง
และถ้าเราเอาเป็ดไคมีราคู่ขวัญมาผสมกัน เราก็จะได้ไข่ออกมาในทางทฤษฎี
คำถามก็คือ ไข่ของแม่เป็ดไคมีรา ควรถูกเรียกว่าไข่อะไร ควรเป็น “ไข่เป็ด” มั้ย ด้วยลักษณะ รูปร่าง สีเปลือก และที่มา (จากแม่เป็ด) หรือควรเรียกเป็นไข่ไก่… เพราะตัวอ่อนที่กำลังพัฒนาอยู่ข้างใน มันคือลูกไก่มีพันธุกรรมทั้งหมดเป็นไก่ชัดเจน
การทดลองเช่นนี้แม้จะฟังดูตรงไปตรงมา แต่ทว่าทีมวิจัยดูไบกลับล้มเหลวไม่เป็นท่าในการทดลองผสมพันธุ์เป็ดไคมีราตัวเมีย ไข่ที่ได้จากเป็ดสาวไคมีรานั้น ไม่ว่าจะผสมด้วยสเปิร์มของไก่ตัวผู้ หรือสเปิร์มจากเป็ดหนุ่มไคมีรา ยังไงก็ไม่ยอมฟักเป็นตัวลูกไก่ออกมาให้ชื่นชม
แต่ในทางกลับกัน การทดลองใช้น้ำเชื้อจากพ่อเป็ดไคมีรา ไปผสมเทียมกับแม่ไก่สายพันธุ์บาร์ร็อก (Barred Rock) กลับให้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง แม่ไก่วางไข่ออกมาทั้งหมด 1,057 ฟอง
ในจำนวนนี้มี 4 ฟอง ที่เกิดการปฏิสนธิและฟักออกมาเป็น “ลูกไก่ที่มีชีวิต”

ตัวเลขอัตราความสำเร็จอาจดูจิ๋วจ้อย แทบไม่คุ้มกับน้ำพักน้ำแรงที่ทุ่มลงไป แต่ในเชิงวิทยาศาสตร์นี่ไม่ใช่ความล้มเหลว
แต่เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า “การปลูกถ่ายเซลล์ตั้งต้นของเซลล์สืบพันธุ์ (PGC) ข้ามสปีชีส์” นั้นสามารถทำได้จริง
และทำให้สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งสร้างสเปิร์มที่ “ใช้งานได้จริง” ในร่างของสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง
และถ้าเราสามารถทำให้เป็ด สร้างสเปิร์มของไก่ ได้จริง บางทีเราอาจทำให้นกอะไรสักอย่าง สร้างสเปิร์มของนกโดโด้ ขึ้นมาใหม่ก็เป็นได้…
แนวคิดนี้เองที่ เบ็ธ ชาปีโร (Beth Shapiro) แห่งโคลอสซัล ไบโอไซแอนซ์ (Colossal Biosciences) สตาร์ตอัพดาวรุ่งจากทุ่งเท็กซัส นำมาใช้เป็นรากฐานในการวางแผนปฏิบัติการฟื้นชีพโดโด้
และนกที่เธอเลือกให้เป็นจุดตั้งต้น ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ rock pigeon หรือนกพิราบที่เราเห็นกันจนชินตาในเมืองใหญ่

เหตุผลก็ตรงไปตรงมา เพราะพวกมันอยู่ในเครือญาติเดียวกันกับนกชาปีไหน (Nicobar pigeon) ซึ่งถ้าไล่ดูในสายวิวัฒนาการ เป็นญาติที่ใกล้ชิดที่สุดกับโดโด้
แต่ปัญหาก็ยังคงอยู่ และเป็นปัญหาใหญ่เสียด้วย เพราะการปลูกถ่าย PGC ต้องใช้ PGC จำนวนมาก และแม้ว่า PGC จะถูกค้นพบมานานนับร้อยปี แต่การทำให้ PGC “อยู่รอด” ในหลอดทดลอง โดยไม่ถอดใจตายไปเสียก่อน และไม่แปรสภาพไปเป็นเซลล์ชนิดอื่น ก็ยังเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่ง แม้ในยุคเทคโนโลยีปัจจุบัน
เพราะ PGC ไม่ใช่เซลล์ธรรมดา แต่เป็นสเต็มเซลล์ที่อ่อนไหวเป็นอย่างมากต่อสภาพแวดล้อมรอบตัว ทั้งองค์ประกอบของอาหาร สารสื่อสัญญาณระดับเซลล์ อุณหภูมิ และความเข้มข้นของก๊าซ ทุกอย่างต้อง “พอดี” ไม่งั้น PGC ก็จะเลิกแบ่งตัว ค่อยๆ เสื่อมสภาพ หรือไม่ก็เลือกเส้นทางชีวิตอื่น กลายเป็นเซลล์ที่ไม่ใช่เซลล์สืบพันธุ์อีกต่อไป
จนถึงวันนี้ สปีชีส์เดียวที่นักวิทยาศาสตร์รู้วิธีเพาะเลี้ยง PGC ได้ดีจนถึงกึ๋น ก็คือ ไก่
และเนื่องจากไม่เคยมีใครพัฒนาระบบเพาะเลี้ยง PGC ของนกพิราบมาก่อน
ทีมโคลอสซัลจึงต้องเริ่มต้นจากศูนย์

หลังจากปรับสูตรอาหารมากกว่า 300 สูตร และไฟน์จูนสภาวะการเลี้ยงอยู่นานพอสมควร ทีมวิจัยก็เริ่ม “รู้จัก” และเริ่ม “เข้าใจ” ว่า PGC ของนกพิราบต้องการอะไร
และในที่สุดพวกเขาก็สามารถเพาะเลี้ยง PGC ของนกพิราบให้มีชีวิต และแบ่งตัวต่อไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องได้นานถึงหกเดือน
“นี่เป็นจุดพลิกของวงการ…” เบน แลมม์ (Ben Lamm) ซีอีโอของโคลอสซัลไบโอไซแอนซ์ กล่าวให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างๆ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา
และเมื่อเอาวิธีการเดียวกันนี้ไปทดลองใช้กับนกชาปีไหน ผลลัพธ์ก็ออกมาน่าตื่นเต้น
PGC ของนกชาปีไหนสามารถเติบโตได้ดี ไม่ต่างจากของนกพิราบ
แพลตฟอร์มแบบนี้จึงมีความหมายมาก เพราะทันทีที่ระบบเพาะเลี้ยง PGC ของนก “อยู่ตัว” และมีสูตรอาหารกลางที่รองรับนกได้หลายชนิด เทคโนโลยีนี้จะกลายเป็นเครื่องมือทรงพลังในงานอนุรักษ์ทันที
เพราะแทนที่จะต้องตามล่านกหายากเอามาเพาะเลี้ยง และหาทางช่วยให้พวกมันผสมพันธุ์กันเองเพื่อที่จะได้ไม่สูญพันธุ์
นักวิทยาศาสตร์สามารถเก็บ PGC ของนกเหล่านั้น เอามาแช่แข็งไว้ในธนาคารชีวภาพ (biobank)
เมื่อใดก็ตามที่เทคโนโลยีพร้อม ก็เอาเซลล์ PGC ที่เก็บรักษาไว้นำกลับมาละลาย แล้วก็เอาไปปลูกถ่ายสร้างพ่อนกแม่นกไคมีราได้ในทันที
และก่อนจะปลูกถ่ายเซลล์เหล่านี้ลงไปในตัวอ่อนของไก่ (ที่จะถูกทำให้มี PGC ของโดโด้) ทีมโคลอสซัลก็จะต้องสร้าง PGC ของนกโดโด้ขึ้นมาก่อนโดยการแก้ไขจีโนมของ PGC ของนกชาปีไหน ให้มีลักษณะทางพันธุกรรมแบบนกโดโด้เสียก่อน โดยใช้จีโนมของนกโดโด้เป็นที่อ้างอิง
และใช้ไก่ไคมีราทำหน้าที่เป็นพ่อแม่อุ้มบุญ
หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ไข่ที่ไก่ไคมีราจะวาง จะต้องฟักออกมาได้เป็นลูกนกโดโด้ แต่แผนที่ว่าก็ค่อนข้างยืดหยุ่น ที่แน่ๆ ไม่ใช่ปีสองปีนี้แน่
“ให้กะประมาณคร่าวๆ ผมว่าก็น่าจะสักห้าถึงแปดปี แต่คงไม่นานจนถึงขนาดยี่สิบปี” เบนกล่าว
“เป้าหมายของเราคือจะสร้างนกโดโด้ขึ้นมาให้มีความหลากหลายทางพันธุกรรมที่มากเพียงพอ พอจนถึงขนาดที่ปล่อยเข้าไปในธรรมชาติแล้วมันสามารถอยู่รอด ผสมพันธุ์กันได้ และสามารถดำรงเผ่าพันธุ์ของพวกมันต่อไปได้ โดยไม่มีปัญหาภาวะเลือดชิด”
“คือเราไม่ได้คาดหวังว่าจะสร้างโดโด้แค่ตัวสองตัว เรามีแผนจะสร้างทีเป็นพันตัว” เบนกล่าว …คือจะจัดมาให้ครบทั้งกลุ่มประชากรเลย
เบนเผยต่ออีกว่า “ในเวลานี้ ทางทีมโคลอสซัลได้เริ่มทำงานร่วมกับกลุ่มนักอนุรักษ์สัตว์ป่าเพื่อเฟ้นหาพื้นที่ปลอดหนูในเกาะมอริเชียส (Mauritius Island) เพื่อที่จะพัฒนาต่อให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของน้องโดโด้ในอนาคตอยู่”
และแล้ว คำถามเก่าก็ย้อนกลับมาทำให้ฟุ้งซ่านอีกครั้ง ถ้าเทคโนโลยีนี้สำเร็จจริง ไข่ใบนั้น ควรถูกเรียกว่า ไข่ไก่ หรือไข่โดโด้?
และสุดท้ายแล้ว ระหว่างโดโด้กับไข่ อะไรจะเกิดก่อนกันแน่…?
