ยิ้มเยาะเล่นหวัว เต้นยั่วเหมือนฝัน | คนมองหนัง
“เดชอสูร ขันแก้ว นพเก้า” คือละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องปัจจุบัน ที่บริษัท “สามเศียร” ผลิตป้อนสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ในทุกเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ (รวมทั้งมีการรีรันทางช่องยูทูบของสามเศียรในช่วงกลางสัปดาห์)
ละครเรื่องนี้ดัดแปลงบทจาก “ขันแก้วนพเก้า” หนังสือนิทานวัดเกาะ ซึ่งสามเศียรไม่เคยนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์มาก่อน
หลังจากแพร่ภาพไปได้แล้วเกือบๆ 40 ตอน โดยส่วนตัวยกให้ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้เป็นผลงานของค่ายสามเศียรที่ “สนุกมากๆ” ในระดับใกล้เคียงสูสีกับ “เกราะเพชรเจ็ดสี” “เกราะกายสิทธิ์” “เทพสังวาลย์” “มณีนพเก้า” หรือ “เทพศิลป์ อินทรจักร”
รายชื่อทั้งหมดข้างต้นล้วนเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่มีตัวละครนำและตัวละครสมทบเยอะๆ โดยแต่ละรายก็มีสีสันบุคลิกภาพแตกต่างกันไป
อย่างไรก็ดี จุดเด่นซึ่งทำให้ “เดชอสูร ขันแก้ว นพเก้า” มีลักษณะพิเศษผิดแผกจากละครที่มาก่อนหน้าเหล่านั้น คือ การที่ตัวละครหลักส่วนใหญ่ของเรื่องเป็น “ผู้หญิง”
ยิ่งกว่านั้น คนทำละครยังใส่องค์ประกอบ “ความเป็นซีรีส์วาย” (ทั้งความสัมพันธ์ “ชาย-ชาย” และ “หญิง-หญิง”) ลงไปในเรื่องราวได้อย่างมีชั้นเชิงมิติพอสมควร (โดยไม่ขัดฝืนกับ “ความเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ”)

ในเชิงรายละเอียด “เดชอสูร ขันแก้ว นพเก้า” เล่าถึงภารกิจการตามหาของวิเศษที่หายไป หรือการตามหาพลังที่ยังขาดพร่องอยู่ของของวิเศษ โดยเหล่าตัวละครนำ 9+1+1 ราย (9 รายแรกจะเปลี่ยนรูปร่างบุคลิกไปตามสีอัญมณี) ร่วมด้วยผองเพื่อนมิตรสหาย ทั้งที่เป็นมนุษย์, ครึ่งคนครึ่งสัตว์ และ “ยักษ์วาริน” ซึ่งเป็นอสูรในขัน (คล้ายๆ “จินนี่ในตะเกียงวิเศษ”)
ความท้าทายของตัวละครเหล่านี้ มิได้อยู่แค่เพียงการต้องมาผนึกรวมพลังกัน จนสามารถพิชิตภารกิจและศัตรูได้สำเร็จ
ทว่า ตัวละครนำแต่ละคนต่างมี “ข้อจำกัด” ของตัวเอง บางคนยังควบคุมพลังความสามารถของตนเองไม่ได้ บางคนใจร้อนทะเยอทะยานเกินไป หรือบางส่วนก็ทะเลาะขัดแย้งกัน
ขณะที่ “ยักษ์ในขัน” ที่รอบรู้หลายเรื่อง ก็ดัน “ถูกห้ามพูดอะไรบางอย่าง” (มิฉะนั้น พระอินทร์จะปล่อยสายฟ้าลงมาฟาดปาก)
ด้วยเหตุนี้ ความสนุกของผู้ชมจึงขึ้นอยู่กับการติดตามเฝ้ามองเหล่าตัวละครที่ต้องพยายามสะสางแก้ไขปัญหาชุลมุนวุ่นวายทั้งหลายให้สำเร็จ ก่อนที่พวกเธอและเขาจะมุ่งหน้าไปพิชิตภารกิจใหญ่ในด่านท้ายสุด

เรื่องใหญ่เรื่องเดียวที่ “เดชอสูร ขันแก้ว นพเก้า” วางเงื่อนไขเอาไว้ได้ไม่ค่อยดีนัก คือ การเขียนบทให้ “พระอินทร์” เป็นผู้รู้ดีและกำหนดแทบทุกเรื่องราวความเป็นไปในละคร
ราวกับว่าอุปสรรคปัญหาข้อจำกัดตามรายทางทั้งหมด ที่ตัวละครบนโลกมนุษย์ต้องเผชิญหน้าและฝ่าฟัน เป็นเพียงสิ่งที่องค์เทวราชเบื้องบนกำหนดวางหมากเอาไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เพราะต้องการจะสั่งสอนหรือให้บทเรียนแก่มนุษย์เหล่านั้น
แม้กระทั่งตัวร้ายที่มีเจตจำนงความปรารถนาของตนเอง และเข้าใจว่าตัวเองกำลังท้าทายคุกคามอำนาจสวรรค์อยู่ ก็อาจเป็นแค่หมากอีกหนึ่งตัวที่องค์เทวราชาจัดวางเอาไว้เพื่อใช้เป็น “บททดสอบหนักๆ” ให้แก่ฝ่ายพระเอก-นางเอก
คนจำนวนมากอาจหลงเข้าใจผิดว่า “พระอินทร์แบบนี้” ก็มีอยู่ในละครจักรๆ วงศ์ๆ แทบทุกเรื่องอยู่แล้ว
ทว่า ในความเป็นจริง “พระอินทร์/เทวดาที่มีอำนาจสูงสุดบนสรวงสวรรค์” ในละครจักรๆ วงศ์ๆ หลายเรื่อง กลับเป็น “มหาเทพ” ที่มี “ข้อจำกัด” ของพระองค์เอง
ใน “สตอรี่แบบเก่าๆ” สภาวะ “ร้อนอาสน์ของพระอินทร์” คือการรับรู้เป็นนัยๆ ว่าเกิดปัญหาบางอย่างบนโลกด้านล่าง แต่พระองค์อาจไม่เข้าใจกระจ่างชัดนักว่าเป็นปัญหาเรื่องอะไร หรือไม่องค์อินทร์ก็ไม่สามารถลงไปแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ด้วยพระองค์เอง จนต้องส่งเทวดานางฟ้าบางองค์จุติลงไปเป็นมนุษย์เพื่อแก้ปัญหาแทน
ใน “จันทร์สุริยคาธ” ฉบับปี 2556 (ซึ่งเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่ผมชอบที่สุด) ปัญหาหลักของเรื่องราวก็เริ่มต้นมาจากการที่พระอินทร์สูญเสียของวิเศษอย่าง “แก้วทิพยเนตร” จนมองไม่เห็นความเป็นไปบนโลกมนุษย์
ส่วนเทวดาที่ทำแก้ววิเศษตกหล่นจากสวรรค์ และถูกส่งตัวให้ลงมาตามหาลูกแก้วคืนเป็นการไถ่โทษ ก็ดันโดนสาปให้มาเกิดในเมืองขอทาน กลายเป็นมนุษย์สองพี่น้องที่ไม่มีฤทธิ์เดชเสียอีก
ครั้นพระอินทร์ตัดสินใจส่งเทวดาอีกสององค์ให้ลงมาคอยช่วยเหลือ/ไล่จี้มนุษย์สองพี่น้องเพื่อเร่งตามหาแก้ววิเศษ แต่เทวดาคู่นี้ก็ดันตีความภารกิจของตนเองผิดฝาผิดตัวเถลไถลไปเรื่อยๆ จนถูก “รากหญ้าวิเศษ” ที่ผุดขึ้นจากพื้นดิน สาปแช่งให้มีหางงอกออกมาจากตูดของเทวดา
กระทั่ง “พระสยมภูวญาณ” ใน “เทพสามฤดู” ทุกเวอร์ชั่น ก็ยังต้องลงมาร่อนเร่พเนจรบนโลกมนุษย์แบบ “คนธรรมดาผู้ไม่มีฤทธิ์เดช”
ดังนั้น การเขียนบทให้ “พระอินทร์” ก้าวข้ามหรืออยู่เหนือ “ภาวะจำกัดจำเขี่ยทางอำนาจ” (อย่างสวนทางกับละครจักรๆ วงศ์ๆ อีกหลายเรื่อง) ใน “เดชอสูร ขันแก้ว นพเก้า” 30 กว่าตอนแรก จึงกลายเป็นจุดอ่อนน่าเสียดายข้อหนึ่งของละครที่ดูสนุกเรื่องนี้
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
