คลุกวงใน | พิศณุ นิลกลัด
ปณิธานปีใหม่ หรือ New Year’s Resolution ของปี 2569 ที่คนทั่วโลกอยากทำให้สำเร็จ ก็เหมือนกับทุกปีที่ผ่านมา
ยอดฮิตที่ติดอันดับต้นๆ ทุกปี ไม่ว่าของคนชาติไหนก็คือ ใส่ใจสุขภาพให้มากขึ้น ออกกำลังกาย ทานอาหารให้มีประโยชน์เพื่อลดน้ำหนัก
จากการทำโพลสำรวจของ Statista ซึ่งเป็นสถาบันเก็บรวบรวมสถิติต่างๆ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำการสำรวจคนอเมริกัน 539 คน อายุระหว่าง 18 ถึง 80 ปี ที่ตั้งปณิธานปีใหม่ 2026
พบว่า การออกกำลังกายให้มากขึ้น เป็นเป้าหมายหลักที่ชาวอเมริกันเกือบครึ่งตั้งไว้
อันดับปณิธานปีใหม่ 2026 ยอดนิยม มีดังนี้
1. ออกกำลังกายให้มากขึ้น 48%
2. ออมเงินให้มากขึ้น 46%
3. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ 45%
4. ให้เวลากับครอบครัวและเพื่อนฝูงมากขึ้น 42%
5. ลดน้ำหนัก 31%
6. พัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานให้ดีขึ้น 24%
7. รักสิ่งแวดล้อมมากขึ้น 24%
8. เครียดกับการทำงานให้น้อยลง 22%
การตั้งปณิธานปีใหม่เป็นเรื่องดี
แต่จากการสำรวจ ผลสำรวจของ Forbes Health ในปี 2024 พบว่า ความตั้งใจที่จะทำตามปณิธานปีใหม่นั้นมักจะอยู่เพียงแค่ 2 ถึง 4 เดือนเท่านั้น ก่อนที่ผู้ตั้งเป้าหมายจะละทิ้งหรือหลงลืมมันไป
โดยมีจำนวนไม่ถึง 1 ใน 10 (8%) ที่บอกว่า ปณิธานของพวกเขายาวนานถึงหนึ่งเดือน
ขณะที่ 21.9% บอกว่า อยู่ได้สองเดือน
22.2% อยู่ได้สามเดือน และ 13.1% อยู่ได้สี่เดือน
เหตุผลหลักที่ทำให้ปณิธานปีใหม่ไม่สำเร็จคือ ระดับจิตสำนึกต้องเปลี่ยนก่อน พฤติกรรมถึงจะเปลี่ยนตามได้
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หนึ่งในนักฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกตลอดกาล เคยกล่าวไว้ว่า “เราไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยระดับจิตสำนึกเดียวกับที่สร้างปัญหานั้นขึ้นมา”
หมายความว่า การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน จำเป็นต้องมีการยกระดับความคิด การมองปัญหาจากมุมมองใหม่ และการพัฒนาจิตสำนึก หรือวิธีคิดของเราให้สูงขึ้นกว่าตอนที่ปัญหาเกิดขึ้น เพื่อให้เห็นทางออกที่ต่างออกไปจากเดิม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาตนเอง
ลองเปลี่ยนวิธีคิดและมุมมองต่อตัวเอง เช่น จาก “ต้องทำ” เป็น “อยากทำ” ให้ถามตัวเองว่า “เราต้องการอะไร?” และเลือกสิ่งที่อยากทำจากใจจริง เพื่อให้มีแรงฮึด
ลอง “เปลี่ยนนิสัยใหญ่ๆ” เป็น “เปลี่ยนทีละเล็กทีละน้อย” และมองปัญหาเป็นโอกาสในการพัฒนาตัวเองให้สูงขึ้น เพื่อให้เห็นทางออกใหม่ๆ ในปีใหม่นี้ ปรับใช้ในปณิธานปีใหม่
ถ้าปัญหาเดิมคือ ขี้เกียจออกกำลังกาย แทนที่จะตั้งเป้าหมายใหญ่ว่าจะลงแข่งวิ่งมาราธอน ลองเปลี่ยนเป็น เดินลู่วิ่งสายพานครึ่งชั่วโมงทุกวัน
เคล็ดลับในการทำให้ปณิธานปีใหม่กลายเป็นนิสัยที่ติดตัวมีดังนี้
1. ตั้งเป้าหมายที่สมเหตุสมผล ตัวอย่างเช่น การตั้งเป้าหมายว่าจะออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ แทนที่จะตั้งความหวังไว้สูงเกินไป เช่น การไปฟิตเนสวันละ 2 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์
ให้ลองเริ่มจากออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง 3 วันต่อสัปดาห์ แม้อาจจะดูไม่ใหญ่เท่าแผนเดิม แต่การทำตามเป้าหมายที่เป็นไปได้จริงจะมีประสิทธิภาพมากกว่าในการทำเป็นกิจวัตร
วิธีนี้ใช้ได้กับเป้าหมายเรื่องหน้าที่การงานด้วย
หากตั้งเป้าว่าปีนี้ต้องการตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้น เงินเดือนมากขึ้น แทนที่จะพยายามก้าวกระโดดไปสู่ระดับนั้นในพรวดเดียว
ให้วางแผนเพื่อรับงานที่ท้าทายความสามารถ หาที่ปรึกษา และเข้าพบหัวหน้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตั้งเป้าหมายและประเมินพัฒนาการ
วิธีนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้เรามีแผนในการเลื่อนตำแหน่ง แต่ยังจะมีความพร้อมมากขึ้นเมื่อได้รับตำแหน่งใหม่นั้นจริงๆ
2. มุ่งเน้นที่ความก้าวหน้า ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ เมื่อเราตั้งเป้าหมายย่อยๆ เพื่อไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ หัวใจสำคัญคือการทำให้เป้าหมายนั้นท้าทายพอที่จะมีความหมาย แต่ยังต้องสามารถทำให้สำเร็จได้ เช่น การวิ่งมาราธอน หากตอนนี้คุณวิ่งได้เพียง 1 กิโลเมตร เป้าหมายย่อยเพื่อสร้างความก้าวหน้าคือ การฝึกซ้อมเพื่อวิ่ง 5 กิโลเมตร จากนั้นจึงขยับเป็น 10 กิโลเมตร ด้วยความมุ่งมั่นและขยันฝึกซ้อม ในที่สุดก็จะสามารถลงแข่งฮาล์ฟมาราธอนและมาราธอนได้
3. หากล้มเหลวในตอนแรก ให้พยายามใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ปณิธานใหม่คือ เริ่มออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง 3 วันต่อสัปดาห์
แต่ก่อนสิ้นสุดสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม กลับหมดไฟที่จะออกกำลังแล้วก็อย่าเพิ่งท้อแท้ ลองทบทวนคิดดูว่าทำไมถึงทำไม่ได้ตามเป้า จะปรับตัวเองอย่างไรดี ช่วงนี้งานอาจจะยุ่ง ลองมาออกกำลังกายที่บ้านแทน หากงานเข้าที่เข้าทาง ก็ค่อยกลับไปออกกำลังที่ฟิตเนส
อย่าเพิ่งถอดใจไม่ออกกำลัง ทั้งที่บ้านและที่ฟิตเนส
มีคำคมของนักเขียนชาวอังกฤษ ชื่ออเล็กซ์ มอร์ริตต์ (Alex Morritt) เขียนไว้ว่า….
New year-a new chapter, new verse, or just the same old story?
Ultimately we write it. The choice is ours.
แปลว่า ปีใหม่คือบทเรียนใหม่ บทกวีบทใหม่ หรือจะเป็นเพียงแค่เรื่องราวเก่าๆ
ที่สุดแล้ว เราเป็นคนเขียน ทางเลือกเป็นของเราเอง
