bg-single

กู้ชีพโดโด้ (3) ดราม่าฟื้นสปีชีส์ โดโด้ ‘ตัวจริง’ หรือ ‘อิงนิยาย’

12.01.2026

ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ

ในห้องประชุมใหญ่ใกล้ชายหาดมอนเทอเรย์ (Monterey) รัฐแคลิฟอร์เนีย นักวิชาการหนุ่มใหญ่วัยกลางคน หนวดเครารุงรัง ในเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลอ่อน กำลังยืนบรรยายงานวิจัยที่หลายคนเรียกว่า พลิกโลก บนเวที TED Conference

หัวข้อบรรยายของเขาคือ “On the verge of creating synthetic life”

วันนั้น ห้องประชุมแน่นขนัด แต่บรรยากาศกลับเงียบสนิท สายตาแทบทุกคู่จับจ้องไปที่สปีกเกอร์ ราวกับกำลังฟังใครบางคนกำลังตั้งคำถามกับขอบเขตของชีวิต

สปีกเกอร์คนนั้นคือ เครก เวนเทอร์ (J. Craig Venter) พ่อมดแห่งวงการจีโนมและหนึ่งในนักชีววิทยาที่ทรงอิทธิพลที่สุดของยุค และหนึ่งในหัวหอกสำคัญที่ผลักดันให้โครงการจีโนมมนุษย์ประสบความสำเร็จ

แม้สไลด์ของเขาจะเรียบง่าย เสียงเลกเชอร์จะฟังเนิบๆ ตามสไตล์นักวิชาการ

แต่สิ่งที่เขาพูดกลับดึงความสนใจของทั้งห้องไว้ได้อย่างอยู่หมัด

“เรามักตั้งคำถามอยู่เสมอว่า ชีวิตคืออะไร นี่คือคำถามที่นักชีววิทยาพยายามทำความเข้าใจในทุกระดับ เราเจาะลึกลงไปเรื่อยๆ จนถึงองค์ประกอบที่เรียบง่ายที่สุด” เครกกล่าว

ก่อนที่จะเล่าต่อว่า ตลอดเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา มนุษย์ได้ “ดิจิไทซ์” ชีวิต และเมื่อเราถอดรหัสลำดับพันธุกรรมของมนุษย์ได้สำเร็จ ชีววิทยาที่เคยเป็นโลกแอนะล็อก ก็เริ่มเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โลกดิจิทัลของคอมพิวเตอร์

“และตอนนี้ เรากำลังถามคำถามใหม่ เราจะสามารถสร้างชีวิตได้ไหม และเราจะสามารถสร้างชีวิตใหม่จากจักรวาลแห่งดิจิทัลได้หรือเปล่า”

คำถามของเครกเป็นคำถามกึ่งวิทยาศาสตร์ กึ่งปรัชญา และสำหรับหลายคน กึ่งลบหลู่พระเจ้า

คำถามว่า มนุษย์จะสร้างชีวิตขึ้นมาได้หรือไม่ ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกไม่สบายใจ เพราะมันเหมือนการท้าทายเส้นแบ่งสุดท้าย ระหว่างผู้สร้างกับสิ่งที่ถูกสร้าง

แต่เครกกลับไม่ลังเล ไม่อ้อมค้อม และไม่กลัว

ในทอล์กครั้งนั้น เขาเปิดตัวผลงานที่ทำให้โลกวิทยาศาสตร์สะเทือน “แบคทีเรีย Mycoplasma mycoides JCVI-syn1.0 หรือที่รู้จักกันในชื่อสั้นๆ ว่า Synthia 1.0” สิ่งมีชีวิตชนิดแรกที่ถูกออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดด้วยฝีมือมนุษย์

นี่คือช่วงเวลาที่หลายคนมองว่า มนุษย์กำลัง “หยิ่งยโส” อย่างถึงที่สุด

ชื่อของเครกถูกพาดหัวในสื่อในฐานะนักวิทยาศาสตร์สติแตก ผู้อหังการ์ กล้าท้าทายอำนาจของพระผู้เป็นเจ้า

กระแสต่อต้านเริ่มก่อตัว ความหวาดระแวงเริ่มแพร่กระจาย แต่เครกกลับดูไม่สะทกสะท้าน เพราะสำหรับเขา นี่ไม่ใช่เรื่องอวดอำนาจ แต่นี่คือเทคโนโลยีที่อาจเปลี่ยนโลก โดยเฉพาะในยุคที่ความหลากหลายทางชีวภาพกำลังลดน้อยถอยลงอย่างรวดเร็ว อัตราการสูญพันธุ์พุ่งสูงราวกับโลกกำลังมุ่งหน้าย้อนกลับไปสู่ยุคเพอร์เมียน (Permian) ยุคแห่งการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์

แล้วถ้ามนุษย์สามารถออกแบบชีวิตใหม่ได้เองล่ะ? เครกตั้งคำถาม บางทีการสูญพันธุ์อาจไม่ใช่จุดจบ เพราะถ้าเราสามารถสร้างสิ่งมีชีวิตใหม่ขึ้นมาแทนที่ได้ บางทีเราอาจออกแบบระบบนิเวศใหม่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพในแบบของเราเอง

“เราอาจกำลังสร้างการระเบิดแห่งความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตแบบเดียวกับยุคแคมเบรียน (Cambrian era) ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง” บางทียุคแคมเบรียน ช่วงเวลาที่สิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ถือกำเนิดขึ้นอย่างรวดเร็วอาจหวนกลับมา ไม่ใช่จากวิวัฒนาการตามธรรมชาติแต่จากการออกแบบเชิงดิจิทัล

เมื่อดีเอ็นเอถูกเก็บไว้ในรูปข้อมูลเทคโนโลยีชีวสารสนเทศศาสตร์พัฒนาไปไกล การวิเคราะห์ลำดับพันธุกรรมทำได้รวดเร็ว และเทคโนโลยีการตัดต่อยีนอย่างเทคโนโลยีดีเอ็นเอลูกผสม (recombinant DNA technology) ไปจนถึงเทคโนโลยีการแก้ไขจีโนมอย่าง CRISPR/Cas9 ก็สุกงอม แม่นยำ และพร้อมใช้ การออกแบบสิ่งมีชีวิตและการแก้ไขพันธุกรรมจึงไม่ใช่เรื่องเหนือจินตนาการอีกต่อไป

คำถามจึงไม่ใช่เราจะทำได้หรือไม่ แต่เรากำลังสร้างอะไรออกมา?

สไปเดอร์แพะ (spider goat) แพะที่ผลิตน้ำนมซึ่งมีโปรตีนสไปโดรอิน (spidroin) ของแมงมุมอยู่ข้างใน ฝ้ายบีที (Bt cotton) พืชที่ถูกออกแบบให้ผลิตโปรตีนพิษจากแบคทีเรียเพื่อต้านแมลง หรือหนูวูลลี่ (woolly mouse) หนูตัวเล็กที่มีขนหยักศกสีทอง จากยีนของช้างแมมมอท

คำถามคือ นี่คือสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ หรือสปีชีส์ใหม่หรือไม่

หรือเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตแปลงพันธุ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากการจับแพะชนแกะ (หรือจริงๆ จับแพะชนแมงมุม จับฝ้ายชนแบคทีเรีย และจับหนูชนช้างแมมมอท) ของมนุษย์

ถ้าว่ากันตามนิยามของสปีชีส์จริงๆ ในทางชีววิทยา คำตอบนั้นอาจจะไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด

สิ่งมีชีวิตแปลงพันธุ์เหล่านี้ไม่น่าจะถูกนับเป็นสปีชีส์ใหม่ได้ เพราะตามหลักแล้ว สิ่งมีชีวิตแปลงพันธุ์พวกนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยจุดประสงค์เฉพาะทาง ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ จึงไม่ได้รับการอนุญาตให้ถูกปล่อยออกไปสู่ระบบนิเวศภายนอกห้องแล็บ ไปมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ได้ จึงไม่มีบทบาทใดๆ ในระบบนิเวศ และไม่มีอดีตใดๆ ที่เกิดกระบวนการวิวัฒนาการ

กล่าวคือ การมีอยู่ของพวกมันไม่ได้เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพเลยแต่อย่างใด

และยิ่งถ้ามองในแง่พันธุกรรม ภาพก็จะชัดขึ้น ยีนแมงมุม ก็ยังเป็นยีนแมงมุม แม้จะถูกแสดงออกในร่างของแพะ ในขณะที่ยีนบีทีจากแบคทีเรีย ก็ยังคงเป็นยีนเดิม ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ไม่ได้มีการกลายพันธุ์ แค่เปลี่ยนที่ย้ายไปอยู่ในจีโนมของฝ้ายก็เท่านั้น

แต่ในกรณีของหนูวูลลี่นั้นต่างไป เพราะยีนแมมมอทนั้น ไม่ใช้ยีนที่มีอยู่ในสัตว์และสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศในปัจจุบัน แต่เป็นยีนที่เคยสูญหายไป ซึ่งเมื่อถูกนำกลับมา อาจจะมองได้ว่ามียีนใหม่ มีพันธุกรรมใหม่ที่เคยสูญหายไปแล้วจากโลก ได้ถูกฟื้นคืนกลับมาใหม่อีกครั้ง

และตรงนี้เองที่เส้นแบ่งเริ่มพร่าเลือน…เพราะในกรณีของ De-extinction หรือการย้อนการสูญพันธุ์นั้น ตามพันธกิจของสตาร์ตอัพ “โคลอสซัล ไบไอไซแอนซ์ (Colossal Biosciences) ไม่ว่าจะเป็นช้างแมมมอท (Mammoth) ไทลาซีน (Thylacine) โดโด้ (Dodo) หมาป่าโลกันตร์ (Dire wolf) และนกโมอา (Moa) ไม่ได้มีแค่การย้ายยีน การตัดต่อยีน หรือการแก้ไขจีโนม แต่คือความพยายามในการนำเอาองค์ประกอบของความหลากหลายทางชีวภาพที่เคยสูญหายไปให้กลับคืนสู่โลกอีกครั้ง

แต่ถ้าเรานำเอาสิ่งที่เคยสูญพันธุ์ให้ย้อนคืนกลับมาสู่โลกปัจจุบัน ชีวิตเหล่านั้นยังนับเป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายทางชีวภาพหรือไม่ หรือเป็นได้แค่เพียงเงาสะท้อนของอดีต

และที่สำคัญ จีโนมของพวกที่ฟื้นคืนมาจาก De-extinction นั้นเหมือนกันกับเวอร์ชั่นดั้งเดิมที่สูญหายไปในอดีตจริงๆ หรือเปล่า หรือว่ามีการแต่งแต้มแต่งเติมให้ออกมาหน้าตาเหมือนกัน สัณฐานเหมือนกัน แต่แท้จริงแล้ว ข้อมูลในจีโนมอาจจะไม่เหมือนกันจริงๆ ก็ได้

หนูเกาะคริสต์มาส เทียบกับหนูนอร์เวย์สีน้ำตาล (ที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อหนูท่อ)

ในกรณีนี้ ทอม กิลเบิร์ต (Tom Gilbert) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน (University of Copenhagen) ยกตัวอย่างไว้น่าสนใจ ทอมและทีมแยกสกัดดีเอ็นเอโบราณจากเนื่อเยื่อผิวหนังของหนูเกาะคริสต์มาส (Christmas Island Rat) ที่สูญพันธุ์ไปแล้วตั้งแต่ปีต้นศตวรรษที่ 19 ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ แม้ว่าสภาพเนื้อเยื่อตัวอย่างที่ได้มาค่อนข้างจะเพอร์เฟ็กต์ และช่วยให้พวกเขากู้คืนข้อมูลจีโนมของหนูเกาะคริสต์มาสที่สูญพันธุ์ไปแล้วได้กว่า 95 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแม้จะฟังดูน่าประทับใจ แต่ปัญหาจริงๆ อยู่ที่ 5 เปอร์เซ็นต์ที่หายไปต่างหาก

เพราะยีนที่หายไปนั้นเป็นยีนที่มีบทบาทสำคัญกับการดำรงชีวิตอยู่ เช่น ยีนรับกลิ่น และยีนที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน ยีนพวกนี้เป็นผลผลิตมาจากวิวัฒนาการอันยาวนานที่พวกมันต้องผจญ ต่อสู้ และฝ่าฟันผ่านแรงคัดเลือกที่โหดร้ายและเข้มงวด จนหล่อหลอมให้เกิดลักษณะทางสรีรวิทยาและวิถีการดำรงชีวิตที่จำเพาะไม่เหมือนใคร

เมื่อยีนเหล่านี้หายไป คำถามจึงเกิดขึ้นทันทีว่า ต่อให้ทอมและทีมจะสามารถฟื้นคืน “หนูเกาะคริสต์มาส” ขึ้นมาใหม่ ด้วยการเอายีนที่แสดงลักษณะเฉพาะของหนูเกาะคริสต์มาสเท่าที่หาได้ ไปแก้ไขให้แทนที่ยีนของหนูนอร์เวย์สีน้ำตาล (หรือที่มักเรียกกันว่าหนูท่อ) แล้วฝากครรภ์แม่หนูท่ออุ้มบุญคลอดออกมา แล้วเราจะได้หนูเกาะคริสต์มาสอยู่งั้นหรือ

“คุณกู้คืนมาได้แค่สิ่งที่คุณหาได้” ทอมกล่าว “ประเด็นคือเราไม่สามารถหาทุกอย่างได้ทั้งหมด”

สรุปแล้วนกโดโด้สีอะไรกันแน่?

ถ้าความสามารถในการรับกลิ่น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเอาชีวิตรอดนั้นเปลี่ยนไป หนูตัวนั้นยังควรถูกเรียกว่า “การรื้อฟื้นการสูญพันธุ์ (De-extinction)” หรือควรเรียกว่า “การสร้างใหม่ (recreation)” กันแน่

คำถามนี้ไม่ใช่คำถามทางเทคนิค แต่เป็นคำถามเรื่อง Originality…. ในมุมนี้ ของเลียนแบบ ยังไงก็ไม่ใช้ของจริง

นั่นหมายความว่า ไม่ว่าจะสร้างนกโดโด้ออกมาได้กี่ตัว ก็ไม่สามารถบอกได้ว่านกโดโด้ที่จะได้คืนมานั้นมีความเป็นโดโด้มากน้อยเพียงไร อย่าลืมว่าในโลกปัจจุบัน ไม่มีผู้ใดที่รู้ว่า โดโด้ที่แท้จริงสีอะไร ส่งเสียงร้องแบบไหน กินอะไร หรือมีวิถีชีวิตอย่างไรในรายละเอียด แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเหมือนหรือไม่เหมือน

และที่สำคัญ “เหมือน” กับ “ใช่” นั้นมีความหมายต่างกัน เพราะต่อให้เหมือน ยังไงก็ยังไม่ใช่

ด้วยเหตุนี้ นักวิชาการจำนวนมากจึงนำเสนอให้ใช้คำเรียกสิ่งมีชีวิตที่ฟื้นคืนเผ่าพันธุ์พวกนี้ว่า “พร็อกซี (Proxy)” มากกว่าที่จะเรียกว่าตัวจริง

นั่นหมายความว่า โอกาสที่โดโด้ตัวจริง (ไม่ใช่) จะกลับมาเดินฉุยฉายอยู่ในเกาะมอริเชียส (Mauritius Island) นั้นแทบเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเป็น พร็อกซีโดโด้ (Proxy dodo) หรือโดโด้เวอร์ชั่นใหม่ นั้นอาจจะเป็นไปได้ในอีกห้าปีถึงแปดปีข้างหน้า ถ้าโคลอสซัลทำได้ตามแผน

แต่คำถามถัดมาคือ แล้วพร็อกซีโดโด้ จะสามารถทำหน้าที่ในระบบนิเวศเหมือนกับโดโด้เคยทำหรือไม่

ตรงนี้ตอบยาก เพราะระบบนิเวศในเกาะมอริเชียสนั้นเปลี่ยนไปมากแล้ว การปล่อยผู้ล่าระดับสูงอย่างโดโด้กลับเข้าสู่ธรรมชาติ โดยไม่คิดให้รอบคอบอาจไม่ใช่การฟื้นฟู แต่เป็นการสร้างปัญหาใหม่ ที่ได้ไม่คุ้มเสีย

คือได้ยีนโดโด้กลับคืนมา (บางส่วน) แต่อาจจะเสียสายพันธุ์พื้นถิ่น (ที่เป็นเหยื่อของพร็อกซีโดโด้) ไปหลายส่วนก็เป็นได้

และนั่นอาจจะเป็นราคาที่แพงเกินไป (หรือเปล่า?) สำหรับ “การฟื้นคืนสปีชีส์”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
ผู้คิดค้น Bluetooth ให้เราฟังเพลงเพราะๆ
จากฮอร์มุซสู่มะละกา : ข้อคิดเรื่องความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์
กลไกอุดมการณ์หนังไทย ก่อนลั่นไกฆ่านกพิราบ 6 ตุลา 19
นโยบาย ‘กระเตง’ พม่า! ความท้าทาย ในนโยบายต่างประเทศไทย
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (191)
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (19)
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (2)
E-DUANG | รากฐาน แห่ง วิกฤตศรัทธา อันเนื่อง แต่ กรณี”โกงส.ว.”