ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์
วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เป็นวันเลือกตั้ง ส.ส. ที่แตกต่างจากครั้งอื่น
เพราะการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา เราจะมีบัตรลงคะแนน 2 ใบ คือ ส.ส.เขต กับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ
แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนทุกครั้ง
เพราะมีการลงประชามติเรื่อง “รัฐธรรมนูญ” ด้วย
ทำให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เราจะต้องกาบัตร 3 ใบ
ส.ส.เขต-ส.ส.บัญชีรายชื่อ
และบัตรลงประชามติรัฐธรรมนูญ
คำถามง่ายๆ คือ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
ไม่ใช่เห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดิมนะครับ
แต่เป็นเห็นชอบให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ถ้าตอบว่า “เห็นชอบ” ก็หมายความว่า คุณเห็นด้วยว่าควรร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ไม่เอาฉบับที่มาจากการรัฐประหาร
แต่ถ้าตอบว่า “ไม่เห็นชอบ”
แสดงว่าท่านยังพึงพอใจกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้
เป็นคำถามง่ายๆ ไม่ซับซ้อนเหมือนตอนที่มีคำถามพ่วงเรื่องอำนาจของ ส.ว.ในการเลือกนายกฯ
จำได้ไหมครับ
ครั้งนั้นมีการลงประชามติ 2 คำถาม
คำถามแรกง่ายๆ คือ “ท่านเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ”
แต่คำถามที่ 2 ลองอ่านดูเพื่อความเจ็บใจอีกครั้ง
“ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”
เป็นไงครับ
เป็นคำถามที่เขียนยาวๆ วกไปวนมา พยายามให้คนอ่านงง
เริ่มจากการชี้นำว่า “เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ”
แล้วค่อยวกลดเลี้ยวด้วยประโยคยากๆ ก่อนที่จะเข้าสู่คำถาม
และคำถามนั้นเขาใช้คำว่า “ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา” ทำให้ชาวบ้านงงๆ กับความหมายของคำว่า “ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา”
คือ มีทั้ง ส.ส. และ ส.ว.
ถ้าเป็นคำถามกลางๆ ต้องบอกว่า “ให้ ส.ส.และ ส.ว. เป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”
หรือจะบอกว่าให้ ส.ว.มีอำนาจในการเลือกนายกฯ ด้วยก็ได้
เพราะในรัฐธรรมนูญกำหนดอยู่แล้วว่า ส.ส.เป็นคนเลือกนายกฯ ถ้ามีบทเฉพาะกาลก็เพิ่มแค่ ส.ว. เพื่อให้ชาวบ้านรู้ว่าบทเฉพาะกาลนี้แตกต่างจากเนื้อหาในรัฐธรรมนูญอย่างไร
หรือถ้าจะให้ชัดๆ ก็บอกไปเลยว่า “ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช.”
จะได้รู้ว่าจะสืบทอดอำนาจ
ที่เล่าเรื่องการลงประชามติครั้งที่แล้ว เพื่อจะบอกว่าอะไรที่ซับซ้อน
มักมี “เป้าหมาย” บางอย่างแฝงอยู่
เหมือนกับกระบวนการลงประชามติครั้งนี้
การลงประชามติครั้งนี้ “คำถาม” ง่าย
แต่กระบวนการซับซ้อนซ่อนเงื่อน
เริ่มจากคูหาการลงประชามติแยกจากคูหาการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
คูหาแรก เราเอาบัตรประชาชนแลกบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ
เดินเข้ากล่องเพื่อเลือกพรรคและ ส.ส.
จากนั้นก็เข้าคูหาที่สอง
โชว์บัตรประชาชนเพื่อรับบัตรลงประชามติ
แล้วเข้ากล่องไปกา
คำถามก็คือ จะมี 2 คูหา และแลกบัตรประชาชน 2 ครั้ง
เพื่อ…
ยัง…ยังไม่พอ
ตามปกติของการเลือกตั้ง ใครที่ไม่สะดวกมาในวันที่ 8 กุมภาพันธ์
เขาจะให้สิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงล่วงหน้าได้
ไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหนหรือประเทศไหน
คนกลุ่มนี้จะต้องลงทะเบียนล่วงหน้า ก่อนที่จะไปลงคะแนนก่อนวันลงคะแนนจริง
เสียเวลา 2 วัน
ทำแบบนี้กันเรื่อยมา
แต่ครั้งนี้เขาเพิ่มเรื่องการลงประชามติด้วย
ตามตรรกะพื้นฐานของมนุษย์ ก็ควรจะให้คนที่ไม่ว่างวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ลงทะเบียนล่วงหน้าทั้งการเลือก ส.ส.และลงประชามติ
ใช่ไหมครับ
แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. เขาให้ลงทะเบียนล่วงหน้า 2 ครั้ง
เลือกตั้งครั้งหนึ่ง
ประชามติครั้งหนึ่ง
เพื่อ…
และยังไม่ยอมให้ลงประชามติล่วงหน้า บังคับต้องมาลงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ แต่นอกพื้นที่ได้
แทนที่จะใช้วิธีที่สะดวกกว่าคือ ไปรษณีย์ หรือลงคะแนนระบบออนไลน์
หมายความว่าเราต้องเสียเวลา 4 วัน
ครับ อะไรที่ซับซ้อน
มักมี “เป้าหมาย” อะไรบางอย่างแฝงอยู่
วิธีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งล่วงหน้า และการลงประชามติ สะท้อนถึงวิธีคิดของ กกต.
เหมือนกับว่า กกต.ไม่ได้คิดแบบ “ประชาชน” เป็น “ศูนย์กลาง”
แต่เอาความสะดวกของตัวเองเป็นที่ตั้ง
ไม่สนใจว่าประชาชนจะสับสนและลำบากเพียงใด
แทนที่จะคิดให้ “ง่าย”
กลับคิดให้ “ยาก”
ผมนึกถึงเรื่องของ “เจฟฟ์ เบซอส” ผู้ก่อตั้ง Amazon
ทุกครั้งของการประชุม ในห้องประชุมจะต้องมี “เก้าอี้ว่าง” 1 ตัว
เป็นเก้าอี้ของ “ลูกค้า”
จะคิดเรื่องอะไรก็ตาม แม้จะดีต่อบริษัทแค่ไหน เขาจะให้ทุกคนหันไปดู “เก้าอี้ว่าง” ตัวนั้น
“ลูกค้า” รู้สึกอย่างไรกับเรื่องที่เราคุยกันอยู่
ครั้งหนึ่ง มีการคุยเรื่อง “ปุ่มยกเลิก”
ตามปกติการซื้อขายออนไลน์ บริษัทจะออกแบบให้เราอยู่ในแพลตฟอร์มของเขานานๆ
ตอนสมัครสมาชิก จะมีปุ่มกดใหญ่ๆ เพื่อความสะดวก
แต่ “ปุ่มยกเลิก” จะเล็กๆ
เขาพยายามทำให้ยาก
แฮ่ม…เหมือนเคเบิลทีวีบางเจ้า
ถ้าใครเปลี่ยนใจ ไม่ซื้อแล้ว
กว่าจะยกเลิกได้
ต้องใช้เวลานานมากกว่าจะหาเจอ
ในที่ประชุม Amazon เห็นด้วยกับกลยุทธ์นี้
เพราะทำกำไรเพิ่มให้บริษัทอย่างแน่นอน
แต่ “เบซอส” ให้ทุกคนหันกลับไปดู “เก้าอี้ว่าง”
แล้วถามว่า “ลูกค้า” รู้สึกอย่างไร
“ลูกค้า” ชอบอะไร
คำตอบคือ “ลูกค้า” ต้องการ “ปุ่มยกเลิก” ใหญ่ๆ
นั่นคือที่มาของ “ปุ่มยกเลิก” ขนาดใหญ่ของ Amazon
เมื่อลูกค้าเข้าแพลตฟอร์มนี้แล้วเปลี่ยนใจไม่ซื้อ
การยกเลิกก็ทำได้ง่าย
เขาจะรู้สึกว่า Amazon จริงใจ
และกลับมาซื้อบ่อยๆ
ผมว่าต่อไปในห้องประชุม กกต. น่าจะมี “เก้าอี้ว่าง” แบบนี้บ้าง
เพื่อเป็นตัวแทนของ “ประชาชน”
มีมติเรื่องอะไร
ให้กลับไปมอง “เก้าอี้ว่าง” ตัวนั้น
แล้วคิดว่า “ประชาชน” จะรู้สึกอย่างไรกับวิธีคิดแบบนี้
แต่ “เก้าอี้ว่าง” นั้นควรจะมีแค่ 1 ตัวเหมือน Amazon
หรือว่าควรจะเป็น “เก้าอี้ว่าง” ทุกตัว
แล้วหาคนมานั่งใหม่
เราเพิ่มคำถามประชามติอีก 1 ข้อดีไหมครับ
