พิธีกรรม ‘ผี-พราหมณ์-พุทธ’ สู่ขวัญข้าว เดือน 3 (มกราคม-กุมภาพันธ์)
| สุจิตต์ วงษ์เทศ
เดือน 3 หมายถึงเดือนลําดับที่ 3 ของปีนักษัตรใหม่ตามปฏิทินจันทรคติ
ชาวนาสู่ขวัญข้าวเป็นพิธีกรรมครั้งใหญ่ที่มีต่อข้าว เพื่อความมั่งคั่งและมั่นคงทางอาหารของชุมชนดั้งเดิม
[เนื้อหาต่อไปนี้ปรับปรุงจากบทความเรื่อง แม่โพสพ “เทวีข้าว” ในรัฐนาฏกรรม เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์มติชน สิงหาคม พ.ศ.2563]
พิธีกรรมเดือน 3 มี 2 ระดับ คือ พิธีราษฎร์กับพิธีหลวง

[ภาพหมอขวัญกำลังสู่ขวัญข้าวที่วัดใหม่ดงกระทงยาม ต.ดงกระทงยาม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี (มีนาคม 2566)]
1. พิธีราษฎร์
สู่ขวัญข้าวเป็นพิธีกรรมทางศาสนาผี ที่ชาวนาดั้งเดิมเริ่มแรกทําขึ้นมากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว เพื่อขอขมาแม่ข้าวที่ชาวนาใช้เครื่องมือเกี่ยวข้าว (เช่น เคียว ฯลฯ) ตัดขาดต้นข้าวทําให้แม่ข้าวต้องตายเป็นผี ซึ่งถูกเรียก “แม่ข้าว” (หมายถึงเจ้าแม่แห่งข้าว)
พิธีกรรมทําโดยหมอขวัญหรือ “หมอมด” ซึ่งเป็นหัวหน้าเผ่าพันธุ์ (คําว่า “มด” มาจากภาษาเขมรว่า “มะม็วด” หมายถึงผู้ชํานาญทางศาสนาผี) มีหลายวันหลายคืนติดต่อกัน ต่อมามีกําหนดเวลาสู่ขวัญข้าวต่างกัน ดังนี้
สมัยแรก มีในเดือน 3 ไม่กําหนดวันตายตัว แต่ให้ขึ้นอยู่ที่การนัดหมายของแต่ละชุมชน สมัยหลัง กําหนดวันตายตัว “ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3” เรียก “วันกําฟ้า” และยังทําสืบเนื่องถึงปัจจุบัน
วันกําฟ้า หมายถึง วันฟ้าเปิดประตูให้น้ำฝนตกลงดินท้องไร่ท้องนา (ชาวอีสานเรียก “ฟ้าไขประตูฝน”) เพื่อคนทั้งหลายทําไร่ทํานาทํามาหากินอุดมสมบูรณ์ (ชื่อกําฟ้าน่าจะกลายจาก “ก่ำฟ้า” หมายถึงขมุกขมัวครึ้มฟ้าครึ้มฝนเมื่อใกล้ฝนตก พบในโคลงนิราศนรินทร์ว่า “ไขประทีปโคมแก้ว ก่ำฟ้าเฟือนจันทร์”)
พิธีกรรมจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ ทั้งนี้เพราะช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูร้อน เมื่อหลายพันปีมาแล้วเป็นเรื่องอธิบายไม่ได้ จึงยกเป็นการกระทําของอํานาจเหนือธรรมชาติ (คือผี) ซึ่งน่ากลัวขนหัวพองสยองเกล้า กระตุ้นให้ชาวนาทั้งชุมชนที่พึ่งพาธรรมชาติต้องร่วมกันกําหนดพิธีกรรมวิงวอนร้องขอต่อผีเพื่อความอุดมสมบูรณ์
ในทางภูมิอากาศเรื่องระบบลมมรสุม (ระหว่างเดือน 3) ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไปเป็น “ช่วงเปลี่ยนฤดู” จากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูร้อน เกิดความแปรปรวนของลมมรสุมซึ่งพัดในทิศทางไม่แน่นอน มักมีฝนฟ้าคะนองเป็นฝนหลงฤดูเพราะไม่ใช่ฤดูฝน [มีเรียกหลายชื่อต่างๆ กัน ได้แก่ ฝนชะลาน (หมายถึงน้ำฝนชะล้างลานนวดข้าวที่เพิ่งเสร็จจากนวดข้าว), ฝนชะช่อมะม่วง (หมายถึงน้ำฝนราดรดต้นมะม่วงที่กําลังออกช่อ ทําให้บางช่อหลุดไป บางช่อเหลืออยู่)] [จากหนังสือ อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย เล่ม 1 ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พิมพ์ครั้งที่สี่ พ.ศ.2545 หน้า 140]
ฟ้าเปิดประตูฝนหรือฟ้าไขประตูฝน คือ ช่วงหลังฤดูหนาว มีฟ้าร้องเสียงคะนองเป็นสัญญาณจะมีฝน ดังนั้น คนแต่ก่อนเป็นที่รู้กันว่าต้องคอยฟังทั้ง 8 ทิศว่าเสียงฟ้าร้องมาจากทิศทางไหน? จะมีคําทํานายจากทิศทางเสียงฟ้าร้องถึงความอุดมสมบูรณ์ของน้ำท่าข้าวปลาอาหารของปีต่อไป (คําทํานายมีในเอกสารเก่าและพิมพ์ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 7 พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2542 หน้า 2460-2461)
สู่ขวัญข้าว เริ่มด้วยขนข้าวเปลือก (จากลานนวดข้าว) ขึ้นยุ้งฉางหรือเล้าข้าวเชิญ “แม่ขวัญข้าว” ขึ้นยุ้งฉาง ทําพิธีสู่ขวัญข้าว เพื่อความมั่นคงทางอาหาร [ก่อนสู่ขวัญข้าวเซ่นผีแถน ชาวนาไม่กินข้าวใหม่ที่เพิ่งได้มา แต่ต้องรอหลังทําขวัญข้าวจึงเอาข้าวใหม่ไปหุงกินได้]
ข้าวที่ต้องสู่ขวัญรวมอยู่ในที่เก็บรักษา เช่น ยุ้ง, เล้า หรืออาจเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของบ้านเรือนที่จัดไว้โดยเฉพาะก็ได้ ข้าวเหล่านั้นมี 3 ส่วน จัดที่ทางไว้ไม่ปนกัน ได้แก่ แม่ข้าว, พันธุ์ข้าวปลูก, ข้าวกิน ดังนี้
(1.) แม่ข้าว คือ รวงข้าวตกที่เก็บรักษาไว้เซ่นผีตั้งแต่วันเกี่ยวข้าว (เดือนอ้าย) แล้วถูกเชิญเป็น (เสมือน) ประธานในลานนวดข้าว (เดือนยี่)
(2.) พันธุ์ข้าวปลูก หมายถึง เมล็ดข้าวเปลือกที่คัดส่วนดีที่สุดไว้จํานวนตามต้องการจากข้าวชุดแรกที่ลานนวดข้าว สําหรับเป็นพันธุ์ข้าวใช้ปลูกในปีต่อไป
(3.) ข้าวกิน คือ ข้าวเปลือกทั้งหมดได้จากนวดข้าวเก็บไว้กินตลอดปี
เมื่อเสร็จจากสู่ขวัญข้าว ต้องแบ่งข้าวเปลือกชุดแรกที่ผ่านพิธีทําขวัญไปตําซ้อมเป็นข้าวสารเหนียว (ข้าวกล้อง) แล้วหุงด้วยวิธีดั้งเดิมเริ่มแรกเพื่อเซ่นผีฟ้าผีแถน คือหุงในกระบอกไผ่เผาไฟให้สุก เรียกข้าวหลาม เซ่นผีฟ้าด้วยข้าวหลาม คือ “ข้าวขวัญ” หรือ “บายสี” [บาย แปลว่า ข้าวสุก (เป็นภาษาเขมร) สี มาจาก สรฺี (เสร๎ย) ภาษาเขมรแปลว่า สตรี หมายถึงข้าวของแม่ข้าว] ปัจจุบันเรียกบายศรี
[หลังรับพุทธศาสนาจากอินเดีย พิธีทําขวัญวันกําฟ้าแล้วเผาข้าวหลามทําข้าวจี่ก็ถูกปรับเปลี่ยนเข้ากับประเพณีทําบุญของชาวพุทธ]

(ภาพ) แม่โพสพ ตามจินตนาการของสังคมไทยสมัยก่อน ลายเส้นจากบทความเรื่อง “แม่โพสพ” ของ เสฐียรโกเศศ [ใน ศิลปากร นิตยสารของกรมศิลปากร ปีที่ 3 เล่ม 1 (มิถุนายน 2492) หน้า 76-84]
2. พิธีหลวง
สู่ขวัญข้าวพิธีราษฎร์เป็นต้นแบบให้สู่ขวัญข้าวพิธีหลวง ด้วยการยกย่องสู่ขวัญข้าว พิธีราษฎร์ผสมกลมกลืนความเชื่อใหม่จากอินเดียทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู กลายเป็นสู่ขวัญข้าวพิธีหลวง พบหลักฐานเก่าสุดในกฎมณเฑียรบาลและทวาทศมาสโคลงดั้นสมัยอยุธยาตอนต้น เมื่อเรือน พ.ศ.2000 สรุปย่อดังนี้
(1.) สู่ขวัญข้าวพิธีหลวงได้ต้นแบบจากสู่ขวัญข้าวพิธีราษฎร์ แล้วปรับให้ผสมกลมกลืนกับความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่ราชสํานักรับเข้ามาใหม่จากอินเดียภาคใต้ เรียก “พิธีโหลี” (เทศกาลสาดสีฉลองเริ่มฤดูการเพาะปลูกในอินเดียภาคใต้) จากนั้นถูกปรับเปลี่ยนเรียกชื่อใหม่ว่า “ธานย์เทาะห์” แปลว่าเผาข้าว
(2.) พิธีธานย์เทาะห์ หมายถึงพิธีเผาศพแม่ข้าวหรือเผารวงข้าวที่ถูกตัดจากลําต้นแล้วเก็บไว้แห้งกรอบเป็นสัญลักษณ์ของแม่ข้าวที่ตายแล้ว
การเผาศพแม่ข้าวเพื่อส่งขวัญข้าว (คือขวัญของแม่ข้าว) ขึ้นฟ้าไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเทวดาบนสวรรค์ (ตามความเชื่อเรื่องผีฟ้าทางศาสนาผี) ดังนั้น พิธีธานย์เทาะห์ (เผาข้าว) จึงไม่ใช่จุดไฟเผาฟางและซังข้าวในท้องนา “สมมุติว่าคลอกทุ่งเผาป่ากันอุปัทวจัญไร” (ตามที่มีบอกในหนังสือเรื่องนางนพมาศ หรือตํารับท้าวศรีจุฬาลักษณ์)
(3.) แม่ข้าวถูกเผาศพเพื่อส่งขวัญขึ้นฟ้ารวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระไพศพ (องค์เดียวกับท้าวเวสสุวรรณ ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์) จากนั้นชื่อไพศพกลายคําเป็น “โพสพ” นับแต่นั้นแม่ข้าวถูกเรียกอย่างศักดิ์สิทธิ์ว่า “แม่โพสพ”
