ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์
เหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือนก็จะถึงวันเลือกตั้งแล้ว
วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์
ชี้ชะตาประเทศไทย
การเลือกตั้งครั้งนี้ถ้ามองเป็น “เกม” ผมชอบกลยุทธ์การวางแผนหาเสียงเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน
นักวิเคราะห์การเมืองส่วนใหญ่มองว่า 2 พรรคนี้แย่งชิงกันเป็น “แชมป์”
ถ้าดูจากโพลส่วนใหญ่
พรรคประชาชนได้คะแนนนิยมสูงที่สุด
แต่พอวิเคราะห์กันในสนามจริง ที่พรรคภูมิใจไทยครบเครื่องทุกรูปแบบ
นักวิเคราะห์ไม่น้อยเลยที่ฟันธงไปที่พรรคภูมิใจไทย
ลองมาดูความพร้อมของทั้ง 2 พรรค
“ภูมิใจไทย” นั้นครบเครื่องกว่า
เพราะมีทั้งอำนาจรัฐในฐานะรัฐบาล
ได้เวลา 2 เดือนโชว์ฝีมือการบริหารงาน
ได้คะแนนจากโครงการ “คนละครึ่งพลัส”
และได้กระแสชาตินิยมจากการปะทะกันระหว่าง “ไทย-กัมพูชา”
แม้จะเพลี่ยงพล้ำในกรณี “น้ำท่วมหาดใหญ่”
แต่กระแสชาตินิยมแรงกว่า
“ภูมิใจไทย” เป็นพรรคที่ “กล้าทำ” หลายเรื่อง
แค่ 2 เดือนที่เป็นรัฐบาล เขาโยกย้ายข้าราชการมากที่สุด
กล้าอนุมัติงบประมาณ 4,000 ล้านบาท สนับสนุนงาน motoGP
ก่อนการยุบสภา มีอดีต ส.ส.ย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทยจำนวนมาก
เมื่อรวม ส.ส.เก่าของพรรคแล้วประมาณ 120-130 คน
ถือเป็นกองกำลังที่ใหญ่มากเพียงพอที่จะก้าวเป็นพรรคอันดับ 1
พรรคภูมิใจไทยครั้งนี้เล่นเกม “บ้านใหญ่” เต็มตัว
แต่ปิด “จุดอ่อน” ของเขาด้วยการโปรโมต “รัฐมนตรีคนนอก” เป็น “จุดขาย”
เพราะเดิมพรรคภูมิใจไทยมีภาพลักษณ์ของ “บ้านใหญ่” และพรรคท้องถิ่น
เน้น ส.ส.เขตมากกว่าคะแนนนิยมของพรรค
ส.ส.คะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคเมื่อการเลือกตั้งครั้งที่แล้วได้เพียง 3 คน
หรือประมาณ 1 ล้านคะแนน
แต่เมื่อเขานำ “รัฐมนตรีคนนอก” มาเป็น “จุดขาย”
ทั้ง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส-ศุภจี สุธรรมพันธุ์-สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว”
ต้องยอมรับว่าผลงานของทุกคนเข้าตาประชาชน
เมื่อพรรคภูมิใจไทยใช้ 3 มืออาชีพมาเป็น “จุดขาย”
ภาพลักษณ์ของพรรคก็เปลี่ยนไปทันที
ส่วนพรรคประชาชนนั้น “จุดขาย” ของเขาแข็งแกร่งมาก
เป็นพรรคคนรุ่นใหม่ที่ทำงานอย่างเอาจริงเอาจัง
เป็น “สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง” ทำงานการเมืองแบบใหม่
เป็น “สินค้า” ที่ “แตกต่าง”
เขาชนะการเลือกตั้งครั้งที่แล้วอย่างที่ไม่มีใครคิดมาก่อน
ครั้งนั้นแม้ผลโพลส่วนใหญ่จะมาที่ 1
แต่นักวิเคราะห์ทุกคนฟันธงว่า “กระแส” จะแพ้ “กระสุน” ในคืนวันหมาหอน
ใครจะไปนึกว่าจะมีพรรคประชาชนที่ไม่ใช้ “กระสุน” สามารถชนะการเลือกตั้งได้
นี่คือ การก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของระบอบประชาธิปไตยไทย
แต่ครั้งนี้พรรคประชาชนไม่มี “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นหัวหน้าพรรคเหมือนเมื่อครั้งเป็นพรรคก้าวไกล
“พิธา” เป็นนักการเมืองที่มีเสน่ห์ วาทะคมคาย จับประเด็นดี สามารถดีเบตได้ทุกเรื่อง
กระแส “ก้าวไกลฟีเวอร์” ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลจากตัว “พิธา”
ในขณะที่ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นคน “อินโทรเวิร์ด”
ชอบอยู่เงียบๆ
แต่เป็นคนเก่งมากด้านไอที และเรียนรู้เรื่องต่างๆ ได้เร็วมาก
เสน่ห์ของ “เท้ง” สู้ “พิธา” ไม่ได้
แต่ใครจะไปนึกว่า “เท้ง” จะมีพัฒนาการที่เร็วมาก สามารถสร้าง “จุดแข็ง” ที่แตกต่างจาก “พิธา” ได้อย่างชัดเจน
แม้จะไม่สามารถสร้างกระแส “ฟีเวอร์” ได้
แต่ก็ไม่เป็นรองหัวหน้าพรรคการเมืองอื่นเลย
พรรคประชาชนแม้จะเป็นพรรคฝ่ายค้านแต่คะแนนนิยมก็สูงลิ่ว
จาก “นิด้าโพล” เคยสูงถึง 46%
ก่อนที่จะตกฮวบเมื่อหนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี
และเมื่อ “อนุทิน” ยุบสภา
กว่ากระแสพรรคจะเริ่มกระเตื้องขึ้นก็ใช้เวลาเป็นเดือน
พรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้กลายเป็น “หมู่บ้านกระสุนตก”
เพราะเจอทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยกระหน่ำ
รวมทั้งกลุ่มอนุรักษ์ที่เกลียดพรรคประชาชนเข้ากระดูกดำ
เขาเจอทั้งเรื่องผู้สมัคร ส.ส.ถูกจับคดีฟอกเงิน
ในขณะที่พรรคเล่นเรื่อง “ทุนเทา”
และยังถูกโจมตีเรื่อง “ทหารมีไว้ทำไม” ในวันที่กระแสชาตินิยมมาแรง
ถูกตั้งคำถามเก่าเรื่อง มาตรา 112
เหมือนนักมวยที่โดนถลุงอยู่ที่มุม พลิกตัวออกมาไม่ได้
แต่ใครจะไปนึกว่าการโดนถล่มอย่างหนักเป็นเวลายาวนานไม่ทำให้กระแสความนิยมของพรรคประชาชนลดลงเลย
เกือบทุกโพล ผลออกมาตรงกันว่าพรรคประชาชนได้รับความนิยมสูงสุด
เช่นเดียวกับ “เท้ง”

ถ้ามองแบบ “เกม”
พรรคภูมิใจไทยแทบไม่มีอะไรเพลี่ยงพล้ำเลย
เล่นเกมฉลาด
เขาทำตัวเหมือน “เป็ด”
บนน้ำก็ดูนิ่งๆ ใช้ “รัฐมนตรีคนนอก” เป็นพรีเซ็นเตอร์
แต่ใต้น้ำ ขาของเป็ดจะตีน้ำตลอด
“บ้านใหญ่” ที่ยังใช้เกมเดิมในการเลือกตั้ง
และยังใช้อำนาจรัฐในการโยกย้ายข้าราชการ
แต่กลยุทธ์ที่เหนือชั้นที่สุด คือ กลยุทธ์ “น้อยแต่มาก”
เช่น การต้อนรับ ส.ส.เพื่อไทยที่ย้ายพรรค ในวันที่พรรคเพื่อไทยเปิดตัว ส.ส.ครั้งแรก
แค่นี้ก็ชิงพื้นที่ข่าวทำลายเกมใหญ่ของพรรคเพื่อไทย
หรือการให้ “อนุทิน” ขี่มอเตอร์ไซค์หาเสียงในเวทีเล็กๆ
วันที่พรรคเพื่อไทยปราศรัยใหญ่ที่ลานคนเมือง
หรือให้ “อนุทิน” พา “3 รัฐมนตรีคนนอก” ไปเดินหาเสียงที่สยาม เยาวราช
ในวันที่พรรคประชาชนเปิดตัวทีมรัฐมนตรีที่ “สามย่านมิตรทาวน์”
เป็นการลดความแรงของ “รัฐมนตรีคนนอก” ของพรรคประชาชน
ลงแรงน้อย แต่ได้มาก
นอกจากนั้น “อนุทิน” ยังเดินเกมไม่ปะทะ เลือกออกรายการที่ไม่เป็นการดีเบตโดยตรง
และใช้วิธีการหาเสียงแบบ “ออร์แกนิก”
แวะเดินหาชาวบ้านแบบไม่เป็นทางการ
ใช้ความเป็น “นายกรัฐมนตรี” ที่เป็นคนในข่าวที่สื่อต้องตามทำข่าวสร้างกระแส “ติดดิน”
ถ้ายังรักษากระแสแบบนี้ไปเรื่อยๆ บางที “โค้งสุดท้าย” ของการเลือกตั้งครั้งนี้
ผลที่ออกมาจะไม่เหมือนครั้งก่อน
นั่นคือ “ความเชื่อ” ของ “ภูมิใจไทย”
ส่วนพรรคประชาชนนั้นต้องยอมรับว่าวิธีคิดของเขาไม่เหมือนกับการเมืองเดิม
แทนที่จะหลบไม่ปะทะเรื่องที่ถูกโจมตี
อย่างเช่น เรื่อง “ทหารมีไว้ทำไม”
“ไอซ์ รักชนก” ใช้วิธีการสู้ในประเด็นที่พรรคได้เปรียบ ด้วยการตั้งคำถามถึงการเอารัดเอาเปรียบทหารชั้นผู้น้อย
เรียกร้องให้พลทหารเกณฑ์ออกมาอัดคลิปเล่าประสบการณ์ที่เขาเจอตอนเป็นทหาร
และใช้โอกาสนี้บอกเล่านโยบายของพรรคเกี่ยวกับสวัสดิการทหารชั้นผู้น้อย
เหมือนกับมองว่า “ทหารชั้นผู้น้อย” หรือ “นายพล” ก็ 1 เสียงเท่ากัน
แต่จำนวนทหารชั้นผู้น้อยมากกว่านายพลหลายเท่าตัว
ไปๆ มาๆ แนวทางนี้เริ่มได้ผล
อีกมุมหนึ่ง พรรคประชาชนพยายามสร้างเกมใหม่
กำหนดเกมที่ตนเองได้เปรียบ
นั่นคือ การเปิดตัวทีมบริหารประเทศก่อนการเลือกตั้ง
ให้ประชาชนได้รู้เลยว่าถ้าเลือกพรรคประชาชน และได้ใครเป็นรัฐมนตรี
ดึง “คนนอก” ฝีมือดีในแต่ละวงการมาร่วมทำงาน
แม้ชื่อชั้นยังไม่ mass แบบที่ทุกคนรู้จัก แต่ในแวดวงเดียวกันมีเสียงตอบรับออกมาค่อนข้างดี แบบคนรู้มือกัน
วันที่เขาเปิดตัวนโยบายและทีมงาน ถ้านั่งฟังดีๆ จะพบว่าพรรคประชาชนทำการบ้านมาดีมาก
คิดเป็นระบบ กล้าแก้ปัญหาระดับโครงสร้าง
ชนิดถ้าได้ทำและทำได้ ประเทศเปลี่ยนแน่นอน
แต่ปัญหาก็คือ ใครจะย่อยเนื้อหาเหล่านี้ให้ประชาชนเข้าใจ
การต่อสู้ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยเป็นเกมที่น่าตื่นตาตื่นใจ
เพราะชิงไหวชิงพริบกันทุกนาที
แต่ผู้ที่จะเป็นคนตัดสินใจว่าใครคือ “ผู้ชนะ”
คือ คนไทยที่มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน
8 กุมภาพันธ์ ได้รู้กันแน่นอน
