‘อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์’ ฝันถึง ‘ปฏิรูปใหญ่’ และการเปลี่ยน ‘รัฐไทย’ เป็น ‘รัฐแพลตฟอร์ม’
เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี
หมายเหตุ : เนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ “อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์” ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน และหนึ่งใน “ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน” ในรายการ “ประชาธิปไตยสองสี” โดย “อธึกกิต แสวงสุข” (ใบตองแห้ง) ทางช่องยูทูบมติชนทีวี
การปฏิรูปภาครัฐ เราจะใช้คำว่า “รัฐแพลตฟอร์ม” อันนี้จะไปไกลกว่าคำว่า “รัฐที่เป็นดิจิทัล” ด้วยซ้ำ
ก่อนหน้านี้ เราอาจจะมีไอเดียว่าภาครัฐมีบริการเยอะแยะมากมาย เราไปทำธุรกิจธุรกรรมกับหน่วยงานภาครัฐ สำนักงานเขต สำนักงานขนส่ง โรงพยาบาล โรงเรียน ตำรวจ อะไรพวกนี้เราจะต้องไปที่ทำการนั้นด้วยตัวเอง
พอผ่านมาในยุคของดิจิทัล หน่วยงานภาครัฐหลายๆ หน่วยก็พยายามจะแปลงบริการพวกนี้ให้มาอยู่ในรูปดิจิทัล สามารถต่อทะเบียนรถผ่านออนไลน์ได้ ลงทะเบียนนู่นนี่นั่นผ่านออนไลน์ได้ แต่ความพยายามที่ผ่านมา เราจะเห็นว่ามันเป็นการ “ต่างคนต่างทำ”
ถ้าเกิดไปดูหน่วยงานราชการใดๆ ทุกหน่วยงานก่อนหน้านี้มีเว็บไซต์ ถัดมาก็จะเป็นยุคมีแอพ (พลิเคชั่น) ที่เราเรียกกันเป็น “อายุน้อยร้อยแอพพ์ฯ” มีแอพพ์ฯ เต็มไปหมด
แล้วแอพพ์ฯ จำนวนมากก็โหลดไม่ได้แล้ว หรือล็อกอินไม่ได้แล้ว เพราะวิธีการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ส่วนใหญ่ก็จะจ้างบริษัทไอทีที่เป็นเอกชนมาทำแอพพ์ฯ มีสัญญาต่ออายุบำรุงรักษา 1 ปี 2 ปี 3 ปี อะไรก็ว่าไป เมื่อหมดสัญญา โครงการจบ แอพพ์ฯ ก็จะลอยๆ อยู่อย่างนั้น
ผมมาจากโลกดิจิทัล แอพพ์ฯ มันเหมือนเป็นมนุษย์ ต้องมีการบำรุงรักษา ดูแลตลอดเวลา ถ้าปล่อยทิ้งร้าง พอเทคโนโลยีเปลี่ยน ตัวระบบปฏิบัติการมือถือ ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์เปลี่ยน แอพพ์ฯ เก่าอาจจะใช้ไม่ได้แล้ว
แต่วิธีคิดของภาครัฐ ทำสักแต่ว่ามีแอพพ์ฯ แล้วก็มีเยอะแยะเต็มไปหมด 1 งาน 1 แอพพ์ฯ 1 กรม 1 แอพพ์ฯ สิ่งที่เห็นก็คือ แอพพ์ฯ ก็ใช้ไม่ได้ โหลดมาใช้ไม่ได้ ไม่รู้จะเลือกโหลดอันไหน เพราะมีเยอะแยะเต็มไปหมด แล้วก็ซ้ำซ้อน
เราก็จะเห็นว่าประชาชนจะต้องลงทะเบียนใหม่ทุกแอพพ์ฯ ทุกเรื่อง เพราะข้อมูลมันไม่ “ซิงก์” (เชื่อมโยง) กันในแต่ละหน่วยงาน
ดังนั้น ในมุมของนโยบายดิจิทัลที่เราต้องการจะทำเรื่อง “รัฐแพลตฟอร์ม” เราก็ต้องการจะนำวิธีคิดของแพลตฟอร์มดิจิทัลในปัจจุบันมาใช้งานกับภาครัฐด้วย
ทุกวันนี้ ทุกคนใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มที่เป็นเรื่องของสื่อ เรื่องของโซเชียล (มีเดีย) เรื่องของแชต เรื่องของอี-คอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ต่างๆ กันอย่างคุ้นชินในชีวิตประจำวัน
คำว่า “แพลตฟอร์ม” จริงๆ มันก็คือสิ่งที่เอา “ผู้ซื้อ” กับ “ผู้ขาย” มาเจอกัน โดยที่เอาเข้าจริง แพลตฟอร์มไม่ต้องมีสินค้าเลยด้วยซ้ำ ถึงใช้คำว่า “แพลตฟอร์ม” คือเป็น “แท่น” ให้ทุกคนมายืนอยู่บนแท่น แล้วมาทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน
โดยที่แต่ละแพลตฟอร์มต้องเตรียมของพื้นฐานไว้ให้ อย่างตั้งแต่เราเริ่มใช้งานแพลตฟอร์ม สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือสร้างบัญชี ยืนยันตัวตน ถัดมาแพลตฟอร์มก็จะมีระบบค้นหาข้อมูล ค้นหาสินค้า ถ้าเกิดเป็นฝั่งร้านค้า ก็เอาของเข้าระบบ มีระบบจ่ายเงิน มีระบบโลจิสติกส์ ส่งของไปถึงบ้าน ส่งบริการไปถึงบ้าน
ทั้งหมดนี้ ผู้บริโภคก็จะได้รับความสะดวก มีสินค้าให้เลือกเยอะ มีบริการให้เลือกเยอะ ตรงใจ มีเยอะปุ๊บ ไม่รู้จะเลือกอะไรดี ก็จะมีระบบเซิร์ช ระบบแนะนำสินค้าที่เราน่าจะชอบให้ มีส่วนลดให้ มีเครื่องมือการตลาดให้ แล้วก็กดปุ๊บ จ่ายเงินก็สะดวก จ่ายเงินเสร็จ รออีกไม่นาน บริการก็ส่งมาถึงบ้านทันที
นี่คือ “เศรษฐกิจสมัยใหม่” ซึ่งโลกทั้งโลกไปในทิศทางนี้ด้วยกันทั้งหมด แพลตฟอร์มก็เลยมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้น สิ่งที่เรา (พรรคประชาชน) อยากจะทำ ก็คือเราอยากจะเอา “แนวคิดแพลตฟอร์ม” มาใช้กับ “การบริหารรัฐ” พูดง่ายๆ คือแทนที่เราจะเห็นรัฐทำนู่นทำนี่เอง แล้วเกิดความซ้ำซ้อน เกิดความไม่มีประสิทธิภาพ สิ่งที่เราอยากจะทำก็คืออยากทำให้รัฐทำตัวเป็นแพลตฟอร์ม
รัฐทำสิ่งพื้นฐานให้มีระบบการยืนยันตัวตน ซึ่งปัจจุบันก็เริ่มมีบ้างแล้ว เช่น “ไทยดี” หรือ “เอ็นดีไอดี” รัฐจะต้องทำเรื่องของการแชร์ข้อมูลระหว่างกันให้ หน่วยงานแต่ละหน่วยงานส่งข้อมูลข้ามกัน ทำไมคนไทยขอสิทธิ์อะไรจะต้องลงทะเบียนซ้ำซ้อนทุกรอบ เหตุผลก็คือแต่ละหน่วยงานไม่แชร์ข้อมูลกัน
รัฐบาลที่เป็น “รัฐแพลตฟอร์ม” ก็จะต้องทำส่วนของการแชร์ข้อมูลให้ ทำเรื่องการจ่ายเงินให้ ตัวอย่างง่ายๆ เช่น เราเห็นเรื่องน้ำท่วมภาคใต้ หลังจากน้ำท่วม (ประชาชนผู้ประสบภัย) ไปขอรับเงินชดเชย ก็ต้องไปทำเอกสารใหม่ เอกสารโดนน้ำท่วมไปแล้ว กว่าจะได้เงินต้องยืนยันตัวตนพิสูจน์ตัวตนอีก
(แต่สำหรับ “รัฐแพลตฟอร์ม”) รัฐก็จะมีวิธีการโอนเงินให้เข้ามาที่ผู้บริโภคโดยตรง ให้ประชาชนผู้เสียหายโดยตรง
อย่างเรื่องน้ำท่วม เอาเข้าจริงในมุมของ “รัฐแพลตฟอร์ม” ถ้าเราทำได้สำเร็จตามภาพฝันของเรา ประชาชนแทบไม่ต้องทำอะไรเลยด้วยซ้ำ เพราะรัฐก็จะมีแผนที่อยู่แล้วจากดาวเทียม ว่าน้ำท่วมที่ไหนอย่างไรบ้าง แต่ละครัวเรือนที่น้ำท่วม บ้านเลขที่อะไร มีประชาชนคนไหนอยู่ในนั้นบ้าง มีกี่คน ความเสียหายเท่าไรมากน้อย
ตรงนี้ รัฐสามารถทำ (งาน) ของรัฐเองได้จบในตัว แล้วก็รู้ว่า (ประชาชน) คนนี้อยู่บ้านนี้โดนน้ำท่วม ก็จ่ายเงินเข้า “กระเป๋าออนไลน์” ของประชาชนได้ทันที
อันนี้คือวิสัยทัศน์ที่เราอยากจะเป็นในส่วนของเรื่อง “รัฐแพลตฟอร์ม”
(ใบตองแห้ง-เหมือนกับลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า ลงประชามติล่วงหน้า แล้วเว็บล่ม)
อันนี้ก็เป็น “เพนพอยต์” (จุดอ่อน) ผมเข้าใจว่าหน่วยงานภาครัฐเองก็มีความตั้งใจดี ที่อยากจะทำบริการให้ประชาชนใช้งานได้ผ่านระบบออนไลน์
แต่ในอีกมุมหนึ่ง เรื่องกฎหมายว่ากันอีกเรื่อง ผมคิดว่าอีกปัญหาหนึ่งก็คือหน่วยงานแต่ละหน่วยอาจจะมีศักยภาพด้านไอทีที่ไม่เท่ากัน ดังนั้น การทำงานบริการที่เป็นไอทีเป็นออนไลน์ให้มันดี ให้มันใช้ง่าย ให้มันเร็ว ให้มันไม่ล่ม แต่ละหน่วยอาจมีความพร้อมไม่เท่ากัน
(ใบตองแห้ง-อันนี้ ทุกพรรคก็คิด ทำไมพรรคประชาชนคิดว่าเราจะทำได้ดีกว่า?)
ก็ต้องบอกว่า ทางทีมของพรรคประชาชนมีคนจากฝั่งดิจิทัลเข้ามาเยอะ
ผมอยากจะบอกว่า คนที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องระบบภาครัฐไทยกับดิจิทัลมากที่สุดในประเทศไทย ไม่มีใครเกิน “หัวหน้าเท้ง” (ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ) ของเราอีกแล้ว เพราะผลงานการเป็น ส.ส.ในสมัยที่ผ่านมา คุณเท้งก็ไปทำเรื่องระบบดิจิทัลภาครัฐ ทำเรื่องงบประมาณ ทำเรื่องการแปลงเอกสารกระดาษเป็นอิเล็กทรอนิกส์เยอะมาก
ดังนั้น (ในบรรดา) คนที่มีความรู้ความเข้าใจ ที่รู้ทางด้านไอทีและรู้ว่ารัฐทำงานอย่างไร มันต้องใช้ความรู้สองอย่างประกอบกัน ผมเชื่อว่าคุณเท้งน่าจะเป็นคนที่มีความรู้เรื่องนี้เยอะที่สุดในไทย
แต่แน่นอนว่าไม่ได้มีแค่คุณเท้งคนเดียว ทางพรรคประชาชนรอบนี้ก็ยังมีทีมจากคนไอทีเข้ามาร่วมงานกับพรรคเป็นจำนวนมาก
ดังนั้น ในแง่ความรู้ความเชี่ยวชาญ ทางด้านเทคนิค ทางด้านการประสานงานกับภาคธุรกิจ วิธีการทำงานของแอพพ์ฯ วิธีการทำงานของแพลตฟอร์ม เรามั่นใจว่าเราจะทำเรื่องนี้ได้ดีที่สุด ในตัวเลือกที่มีอยู่ของประชาชน
ผมคิดว่าประเทศไทยไม่เคยผ่านการ “ปฏิรูปครั้งใหญ่” มายาวนาน อาจจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ แต่ว่า “การปฏิรูปครั้งใหญ่” ผมหมายถึงปฏิรูปเรื่องกลไกรัฐ ปฏิรูปกลไกเศรษฐกิจ กลไกทางสังคมครั้งสุดท้ายไม่แน่ใจว่าเมื่อไหร่? อาจจะต้องย้อนไปค่อนข้างไกล อาจจะเป็นยุค ร.5 หรือเปล่า?
ผมคิดว่า ทุกครั้งที่มีการปฏิรูป จะเห็นประเทศไทยผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจในละแวกในภูมิภาค มีเศรษฐกิจที่ดี เพราะโลกมันเปลี่ยนเป็นช่วงๆ แล้วถ้าเราไม่เปลี่ยนตัวเองตาม มันก็ยากที่เราจะตามโลกทัน
(ใบตองแห้ง-ยุคคุณทักษิณ ชินวัตร ก็ปฏิรูประบบราชการ)
ผมคิดว่าเป็นเรื่องดี เพียงแต่ว่าคุณทักษิณอาจจะโดนรัฐประหารปี 2549 มาจำกัดไปก่อน
(ใบตองแห้ง-คือปฏิรูปเสร็จได้สักครู่ ราชการก็กลับไปเหมือนเดิม หรือแย่กว่าเดิมอีก)
ผมคิดว่าเป็นภารกิจที่ยังค้างอยู่ก็แล้วกัน แล้วก็เป็นสิ่งที่เราอยากจะทำ อย่างที่บอก อาจจะใช้คำว่าเป็น “the great reform”
เราต้องการจะ “ปฏิรูปครั้งใหญ่” เพื่อให้ประเทศไทยกลับมาโตขึ้น
