คุยกับทูต | วิคเตอร์ เซเมนอฟ อาชญากรรมสงครามในยูเครน (3)
รายงานพิเศษ | ชนัดดา ชินะโยธิน
Chanadda Jinayodhin
“สิ่งที่เรากำลังเห็นอยู่นี้ คือการรุกรานยูเครนเข้าข่าย ‘อาชญากรรมสงคราม’ (Systematic War Crimes) ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบและร้ายแรงไม่เคยเกิดในระดับนี้มาก่อน
กองกำลังรัสเซียดูหมิ่นกฎหมายสงคราม ชีวิตมนุษย์ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แค่เหตุการณ์บังเอิญ แต่เป็นนโยบายของรัฐที่มุ่งทำลายประเทศเพื่อนบ้าน และทุกสิ่งที่ประเทศนั้นเป็นตัวแทน”
นายวิคเตอร์ เซเมนอฟ (Mr. Viktor Semenov) อุปทูตยูเครนประจำประเทศไทยชี้แจงกรณีการก่ออาชญากรรมสงครามของรัสเซียในยูเครน
“หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและองค์กรระหว่างประเทศกำลังสอบสวน อาชญากรรมสงครามและการรุกรานในยูเครนมากกว่า 205,000 คดี โดยมีหลักฐานจากพลเรือนที่ถูกทหารรัสเซียกระทำทารุณกรรม เช่น การสังหารหมู่ที่เมืองบูชา (Bucha) การใช้โดรน (FPV) โจมตี การทิ้งระเบิด และการบังคับเนรเทศเด็กๆ
แสดงให้เห็นถึงระดับของความโหดร้ายที่รุนแรงและเป็นระบบ ยากจะเข้าใจ”

การปฏิบัติต่อเชลยศึก
“เผยให้เห็นนโยบายการทรมานและการประหารชีวิตที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐอย่างชัดเจน ตามรายงานของสหประชาชาติ เชลยศึกยูเครนมากกว่า 95% ถูกทรมานในระหว่างถูกคุมขังในรัสเซีย โดยมีผู้เสียชีวิตจากการทรมานที่ได้รับการยืนยันแล้วหลายสิบราย
ทหารของเราที่ถูกจับ ต้องเผชิญกับความอดอยาก การถูกปฏิเสธการรักษาพยาบาล การถูกทุบตี เพราะพูดภาษายูเครน
การใช้ความรุนแรงทางร่างกาย ทางเพศ และทางจิตใจ”

การถอนตัวจากอนุสัญญายุโรป ว่าด้วยการป้องกันการทรมาน
“การตัดสินใจของรัสเซียในการถอนตัวจากอนุสัญญายุโรปว่าด้วยการป้องกันการทรมาน (European Convention for the Prevention of Torture) เป็นการถอนตัวที่มีผลกระทบอย่างลึกซึ้ง เน้นย้ำถึงวิธีการอย่างเป็นระบบในการกระทำที่โหดร้าย”
เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2025 ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ได้ลงนามในกฎหมายถอนตัวอย่างเป็นทางการจากอนุสัญญายุโรปว่าด้วยการป้องกันการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม (European Convention for the Prevention of Torture and Inhuman)
การกระทำนี้ถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นการถอยห่างจากพันธกรณีระหว่างประเทศของรัสเซีย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

อาชญากรรมต่อเด็ก ถือเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
“ทางการรัสเซียยอมรับอย่างเป็นทางการว่า เด็กยูเครนกว่า 700,000 คน ถูกส่งไปยังสถานพักพิง กระจายไปทั่วรัสเซีย
ปัจจุบัน มีรายงานการเนรเทศอย่างผิดกฎหมายประมาณ 20,000 ราย และมีเด็กหาย 2,245 คน โดยรัสเซียไม่ได้ให้ข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับเด็กเหล่านี้แก่ยูเครนหรือองค์กรระหว่างประเทศ
ทำให้การตรวจสอบเป็นไปได้ยากมาก”

อาชญากรรมสิ่งแวดล้อม
“การทำลายสิ่งแวดล้อม เพิ่มมิติใหม่ให้กับอาชญากรรมเหล่านี้ โดยมีการบันทึกกรณีการทำลายสิ่งแวดล้อมกว่า 9,000 กรณี การทำลายเขื่อนโรงไฟฟ้าพลังน้ำ คาคอฟกา (Kakhovka) โดยเจตนา เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2023 ถือเป็นหนึ่งในการก่อการร้ายครั้งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 21 ทำให้พื้นที่ 600 ตารางกิโลเมตรถูกน้ำท่วมและทำลายระบบนิเวศ
ยิ่งไปกว่านั้น เกือบ 23% ของดินแดนยูเครนยังคงถูกฝังกลบด้วยทุ่นระเบิด คุกคามผู้คน 6.1 ล้านคน และกระสุนทุกนัด ระเบิดทุกลูก นำมาซึ่งมลพิษในทุกวัน
สำหรับผม จะไม่มีวันลืมกลิ่นควันพิษจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงจรวดในตอนเช้า หลังจากที่กรุงเคียฟ (Kyiv) ถูกโจมตีอย่างหนักตลอดทั้งคืน” นายวิคเตอร์ เซเมนอฟ กล่าว

การทำลายล้างทางวัฒนธรรม
“ข้อมูล ณ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2025 การรุกรานยูเครนของรัสเซียได้ทำลายหรือสร้างความเสียหายให้กับแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม 1,630 แห่ง โครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรม 2,437 แห่ง หนังสือยูเครนกว่า 200 ล้านเล่มถูกทำลาย และวัตถุในพิพิธภัณฑ์ 35,000 ชิ้นถูกขโมย ซึ่งเป็นการโจมตีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และเอกลักษณ์ของชาติยูเครน ถือเป็นอาชญากรรมสงคราม”
ส่วนการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศนั้น
“รัสเซียยังละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยการบังคับเกณฑ์ทหารและออกหนังสือเดินทางแก่พลเมืองยูเครนในดินแดนที่ถูกยึดครอง ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) และอนุสัญญาเจนีวา (Geneva Conventions)”
โดยมีรายงานถึงการบังคับเกณฑ์หลายแสนคน และการบังคับให้รับหนังสือเดินทางรัสเซีย เพื่อเปลี่ยนสถานะพลเมือง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการกลืนชาติและการย้ายถิ่นฐานบังคับในดินแดนที่ยึดครอง โดยเฉพาะจากรายงานขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและหน่วยงานความมั่นคงตะวันตกในช่วงปี 2022-2023
การย้ายถิ่นฐานบังคับในดินแดนที่ยึดครองคือ การบังคับให้ประชากรกลุ่มใหญ่ย้ายออกจากถิ่นฐานเดิมไปอยู่ในดินแดนใหม่ มักเกิดจากอำนาจรัฐหรือผู้ยึดครอง โดยมีเป้าหมายทางการเมือง เช่น การเปลี่ยนแปลงประชากร การควบคุมทรัพยากร หรือการสร้างความแตกแยก ซึ่งส่งผลให้เกิดผู้พลัดถิ่น (Diaspora) หรือผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (IDPs) ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้ง การล่าอาณานิคม หรือการเปลี่ยนแปลงเขตแดน

การดำเนินคดีกับผู้ก่ออาชญากรรมสงคราม
“เราเรียกร้องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ออกหมายจับผู้กระทำความผิดทุกฝ่าย และเร่งตั้งศาลพิเศษสำหรับ “อาชญากรรมการรุกราน” (Crime of Aggression) ต่อยูเครน เนื่องจากกฎหมายระหว่างประเทศต้องถูกบังคับใช้จริง เป็นรูปธรรมไม่ใช่แค่ข้อตกลง
ยูเครนพร้อมที่จะเป็นเวทีสำหรับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและการปฏิรูปที่จำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่าการกระทำโหดร้ายเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก”
สะท้อนถึงเจตจำนงของยูเครนและพันธมิตรในการแสวงหาความยุติธรรม และสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศใหม่เพื่อป้องกันความโหดร้ายในอนาคต
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
