bg-single

โชว์แรกในรอบเกือบ 20 ปี ของ ‘A Cappella 7’

18.01.2026

ยิ้มเยาะเล่นหวัว เต้นยั่วเหมือนฝัน | คนมองหนัง

“A Cappella 7” (อะแค็ปเป-ล่า เซเว่น) หรือ “AC 7” คือวงดนตรีคุณภาพสูงและมีศักยภาพโดดเด่นมากวงหนึ่งของอุตสาหกรรมเพลงไทยในช่วงครึ่งหลังทศวรรษ 2540

นี่เป็นวงดนตรีแบบ “กลุ่มนักร้องประสานเสียง” จำนวน 5 ชีวิต อันเกิดจากการรวมตัวของนักศึกษาดุริยศิลป์ มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วย นักรบ แนวณรงค์ (เดียร์), อาทิตย์ พิบูลธรรม (ทิม), โอปอล์ ตันตยานุสรณ์ (โอปอล์), ศรัณย์ วงศ์น้อย (แม็ค) และเมธี อภินันท์ธรรม (ต้น)

พวกเขาเริ่มต้นจากการทำอัลบั้มอินดี้ที่เชียงใหม่ ก่อนจะได้โอกาสเดินทางลงมาเป็นศิลปินอาชีพที่กรุงเทพฯ ในสังกัด “อาร์เอส โปรโมชั่น” และถือเป็นสุ้มเสียงที่ผิดแผกแตกต่างออกจากศิลปินอาร์เอสรายอื่นๆ ณ ยุคนั้นอย่างชัดเจน

“AC 7” มีโอกาสทำสตูดิโออัลบั้มกับสังกัดอาร์เอสสามชุด พวกเขามีเพลงดังๆ จากอัลบั้มเต็มชุดแรก (A Cappella 7) และชุดสุดท้าย (Mouth 2 Mouth)

ขณะที่อัลบั้มชุดที่สอง (Big Daddy) แม้ไม่ประสบความสำเร็จเชิงพาณิชย์มากนัก แต่กลับเป็นผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแต่งเพลง-เรียบเรียงดนตรีขั้นสูงของวงดนตรีวงนี้ (ซึ่งไม่ได้โดดเด่นแค่การร้องเพลงประสานเสียงเพียวๆ อย่างเต็มเปี่ยมอารมณ์ขัน)

พิสูจน์ด้วยการได้รับรางวัลใหญ่ของ “สีสัน อะวอร์ดส์” ประจำปี 2546 ไปถึงสองสาขา คือ อัลบั้มยอดเยี่ยม และศิลปินคู่หรือกลุ่มยอดเยี่ยม

น่าเสียดาย ที่หลังจากปี 2548 “AC 7” ก็ตัดสินใจยุติการทำงานในฐานะศิลปินกลุ่ม โดยสมาชิกบางคนยังทำงานเป็นคนเบื้องหลังในอุตสาหกรรมเพลงไทย บางคนกลับไปเปิดโรงเรียนสอนดนตรีที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย บางคนก็หันไปประกอบอาชีพอื่น

10 มกราคม 2569 “AC 7” กลับมารวมตัวทำโชว์ขนาดยาวร่วม 2 ชั่วโมงเป็นครั้งแรกในรอบเกือบๆ สองทศวรรษ ที่ฮอลล์แสดงดนตรีขนาดกะทัดรัด ของวิทยาลัยดุริยศิลป์ มหาวิทยาลัยพายัพ (อันเป็นจุดกำเนิดในการทำวงดนตรีของพวกเขา) ต่อหน้าเพื่อนสนิท, ครูบาอาจารย์ และแฟนเพลงพันธุ์แท้จำนวนร้อยกว่าคน

(วันเดียวกับงาน “บีเดย์ อาฟเตอร์ ปาร์ตี้ เฟสติวัล” ที่จังหวัดเชียงใหม่พอดี ซึ่งนับเป็นความบังเอิญที่น่าสนใจ เพราะหลายคนน่าจะทราบว่าก่อนเซ็นสัญญากับอาร์เอส “AC 7” เคยเกือบๆ จะได้เป็นศิลปินในสังกัด “เบเกอรี่มิวสิค” และคนทำดนตรีที่เติบโตมาในยุค 90 อย่างพวกเขา ก็มี “เพลงเบเกอรี่” เป็นแรงบันดาลใจสำคัญ)

หลังจากเมื่อปี 2568 ศิลปินกลุ่มนี้กลับมารวมตัวทำการแสดงสั้นๆ ในงานเทศกาลดนตรีที่จัดขึ้นโดย “อีทีซี” ซึ่งเป็นเพื่อนนักเรียนดนตรีรุ่นราวคราวเดียวกันที่ ม.พายัพ

เป็นการกลับมาร่วมร้องเพลงด้วยกันอย่างจริงจัง ในวันที่สมาชิกแต่ละคนผ่านพบประสบการณ์ชีวิตอันแตกต่างหลากหลาย มีทั้งความสำเร็จ ความเรียบง่าย และบาดแผล

มีทั้งคนที่กลายเป็นโปรดิวเซอร์-นักแต่งเพลงมือวางอันดับต้นๆ ของอุตสาหกรรมเพลงไทยในรอบ 20 ปีหลัง อย่าง “แม็ค ศรัณย์” (PD MAC SARUN) ที่ทำงานกับทั้งอีทีซี, นิว จิ๋ว, อ๊อฟ ปองศักดิ์ จนมาถึงนนท์ ธนนท์ และเจฟ ซาเตอร์

เจ้าของเสียงร้องมหัศจรรย์ที่ยังทำงานเป็นครูสอนร้องเพลงและนักร้องคอรัสให้ศิลปินหลายราย

คนที่กลับไปมีครอบครัวและตั้งรกรากอยู่ที่ภาคเหนือ และคนที่เลือกเก็บตัวอยู่กับบ้าน ปลีกตัวออกจากสังคม-เพื่อนฝูง เพราะเผชิญปัญหาสุขภาพ-ชีวิตบางอย่าง

ในโชว์ที่ทาง “AC 7” นิยามเป็น “แฟนมีต อีพี 1” พวกเขานำเสนอบทเพลงเด่นๆ ของตนเองอย่างค่อนข้างครบถ้วน ตั้งแต่ “Dog” “ตุ่ม” “คู่กัน” ไปจนถึง “กลัวใจ” รวมทั้งเพลงคัฟเวอร์ภาษาไทย-ภาษาอังกฤษ ซึ่งขับเน้นทักษะการร้องเพลงประสานเสียงของเขา

นอกจากนี้ ยังมีช่วงที่เปิดโอกาสให้ “เสียงรองๆ” ของวง ได้ขับร้องเพลงดังหรือเพลงที่ตนเองเป็นผู้แต่ง ไม่ว่าจะเป็น “เก็บมันเอาไว้” ที่ร้องโดยแม็ค ศรัณย์ หรือ “ฟ้า” ที่แต่งโดยต้น เมธี

การแสดงสดยาวๆ ครั้งแรกในรอบหลายปีของ “อะแค็ปเป-ล่า เซเว่น” เผยให้เห็นถึงศักยภาพทางดนตรีที่สูงมากของนักร้อง-นักทำเพลงกลุ่มหนึ่ง, ความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ของมนุษย์ธรรมดาห้าคน ตลอดจนอารมณ์ขันในการแก้ปัญหา และมิตรภาพที่ตัดไม่ขาดของพวกเขา

ในฐานะ “แฟนเพลงของ AC 7” จุดเดียวที่รู้สึกผิดหวังนิดๆ ก็คือ พวกเขานำเสนอเพลงจากอัลบั้มชุดที่สองน้อยไปหน่อย คล้ายยังติดยึดกับยอดขายที่ไม่ประสบความสำเร็จของผลงานชุดดังกล่าว และเหมือนยังทึกทักว่าเพลงเหล่านั้นไม่ประทับอยู่ในใจ-ความทรงจำของแฟนเพลง

(ทั้งที่ถ้าไปถามแฟนเพลงพันธุ์แท้ พวกเขาอาจได้รับคำตอบในทางตรงกันข้าม)

นับจากนี้ หวังว่า “AC 7” จะยังเดินหน้าทำกิจกรรมคอนเสิร์ต-มินิคอนเสิร์ตต่อไป รวมถึงออกผลงานใหม่ๆ ของตนเองมาให้แฟนๆ ได้รับฟัง

ด้วยความรู้สึกคล้ายคลึงกับ “แหม่ม-พัชริดา วัฒนา” ผู้เป็นเหมือน “พี่สาวผู้ดูแล AC 7” ระหว่างทำงานกับค่ายอาร์เอส ซึ่งเดินทางมาดูการแสดงสดที่เชียงใหม่ด้วย ว่าคนดนตรีทั้งห้ารายคือคณะบุคคลที่มีความสามารถสูงมาก และเป็น “ผู้ริเริ่มบุกเบิกสำคัญ” ของวงการดนตรีบ้านเรา

น่าเสียดาย ที่ตลอดเวลาสองทศวรรษที่ผ่านมา พวกเขามิได้ “สานต่อ” ความสำเร็จที่ตนเองได้เริ่มต้นกรุยทางเอาไว้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’