มองบ้านมองเมือง | ปริญญา ตรีน้อยใส
เพิ่งไปมองมหาวิทยาลัยพะเยา มาเมื่อเร็วๆ นี้ เลยมีเรื่องมาเล่าสู่กันฟัง
จากวิทยาเขตหนึ่ง ของมหาวิทยาลัยนเรศวร พิษณุโลก ตามนโยบายกระจายความเจริญสู่ชนบท เมื่อสามสิบปีก่อน มาเป็นมหาวิทยาลัยเต็มรูปแบบ เมื่อสิบห้าปีที่แล้ว
ปัจจุบันเปิดสอนระดับปริญญาตรี โท เอก มากถึงร้อยแปดสาขาวิชาในสิบเจ็ดคณะวิชา เทียบเท่ามหาวิทยาลัยเก่าแก่ หรือมหาวิทยาลัยหลักในภูมิภาคอย่างเชียงใหม่
สภาพพื้นที่ของมหาวิทยาลัยและอาคารสิ่งก่อสร้าง ดูจะสะท้อนสภาพเศรษฐกิจของไทยที่เคยดี ทั้งอาคารเรียน อาคารที่ทำการของอาจารย์และเจ้าหน้าที่ บ้านพักบุคลากร หอพักนักศึกษา และหอประชุม ล้วนทันสมัย สวยงาม ใหญ่โต
โดยเฉพาะบ้านพักอาจารย์สวยเหมือนรีสอร์ตบนเนินเขา
เนื่องจากพื้นที่กว้างขวางถึงห้าพันเจ็ดร้อยไร่ ที่ตั้งยังอยู่ห่างจากตัวเมืองพะเยาถึงยี่สิบกิโลเมตร จึงยังคงสภาพธรรมชาติ ต้นไม้ขึ้นเขียวชอุ่มทั่วทั้งมหาวิทยาลัยที่คุมเข้มไม่ให้นักศึกษาขี่รถมอเตอร์ไซค์เพ่นพ่าน ต้องนำไปจอดที่จอดรถรวมตรงทางเข้า และใช้รถไฟฟ้าหรือเดินเท้าไปมาภายในมหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยพะเยาจึงไม่วุ่นวาย ยิ่งจำนวนนักศึกษามีแค่สองหมื่นคน บุคลากรมีไม่ถึงสองพันคน จึงสงบ เงียบ และร่มรื่น ซึ่งแตกต่างไปจากมหาวิทยาลัยอื่นในภูมิภาค และตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ
คุณลักษณะเช่นนี้ น่าจะส่งผลโดยตรงต่อตัวนักศึกษา สาขาวิชาที่เรียน สาระ และวิธีศึกษาหาความรู้ ยิ่งในภาวะที่เทคโนโลยีสารสนเทศก้าวหน้า บทบาทและองค์ความรู้ในมหาวิทยาลัยพากันพ้นสมัย
เลยเกิดคำถามว่า บทบาทและหน้าที่ของมหาวิทยาลัยพะเยา ที่มีสภาพแวดล้อมดี เงียบสงบ ไร้มลภาวะจะเป็นอย่างไร
ไม่รู้ว่าจะเปรียบได้กับวัดเมือง คามวาสี ที่คึกคัก วุ่นวายกับกิจกรรมและผู้คน เน้นการศึกษาปริยัติธรรม ส่วนวัดป่า อรัญวาสี ที่เรียบง่าย ไม่เน้นพิธีกรรม มุ่งปฏิบัติธรรมและภาวนา
ดังนั้น เนื้อหารายวิชาและสาขาวิชาที่สอน น่าจะแตกต่างไปจากมหาวิทยาลัยอื่น มหาวิทยาลัยพะเยาคงต้องเน้นความเป็นธรรมชาติ ความสมดุลในระบบนิเวศ การค้นคว้าเชิงลึก อาทิ เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องชนบทศึกษา เป็นต้น
ที่สำคัญ มหาวิทยาลัยพะเยา ต้องไม่เหมือนมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยหลายแห่งในภูมิภาค ที่บัณฑิตจบแล้วไม่มีสำนึก ไม่มีความรู้ที่จะทำงานในบ้านเกิด จำใจละถิ่นเดิมไปทำงานในเมือง ตามความรู้เท่าที่เรียนมา
ที่ไม่เป็นไปตามนโยบายการกระจายความเจริญสู่ชนบท
