ล้มทฤษฎี ‘ผู้ชายทำงาน ผู้หญิงเลี้ยงลูก’ จุดเปลี่ยน ‘วัฒนธรรมญี่ปุ่น’
บทความพิเศษ | จักรกฤษณ์ สิริริน
ล้มทฤษฎี
‘ผู้ชายทำงาน ผู้หญิงเลี้ยงลูก’
จุดเปลี่ยน ‘วัฒนธรรมญี่ปุ่น’
หากย้อนกลับไปในยุคโชวะ เราจะพบว่า บทบาททางเพศได้ถูกกำหนดอย่างเข้มงวด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลญี่ปุ่นในยุคฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องการแรงงานชายเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน ผู้หญิงถูกผลักดันให้อยู่บ้านเพื่อเลี้ยงลูก และสร้างครอบครัวที่มั่นคง
ก่อกำเนิด “บริษัทตลอดชีวิต” แนวคิดที่ฝังรากลึก ว่าผู้ชายต้องทำงานหนัก และจงรักภักดีต่อองค์กรเพียงแห่งเดียว (Lifetime Employment) ส่วนผู้หญิงถูกคาดหวังให้เป็น “แม่บ้านโชวะ” ที่เสียสละทุกอย่างเพื่อครอบครัว
ระบบดังกล่าวหาใช่เพียงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมที่ส่งให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการแบ่งแยกบทบาททางเพศชัดเจนที่สุดประเทศหนึ่งในโลก
แม้ว่า ในปี ค.ศ.1945 ผู้หญิงญี่ปุ่นจะได้รับสิทธิเลือกตั้ง และสิทธิทางกฎหมายเท่าเทียมกับผู้ชาย แต่ในทางปฏิบัติยังถูกจำกัดด้วยค่านิยม และระบบแรงงานที่ไม่เอื้อต่อความเท่าเทียม
อย่างไรก็ดี เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 1980 เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายครัวเรือนที่สูงลิ่ว ทำให้ผู้หญิงเริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น ประกอบกับแนวคิดความเท่าเทียมทางเพศในโลกตะวันตกที่กำลังโหมกระพือ
เกาหลีใต้คู่แข่งสำคัญของญี่ปุ่นก็ยึดติดกับทฤษฎี “ผู้ชายทำงาน ผู้หญิงเลี้ยงลูก” แต่แรงกดดันจากอัตราการเกิดต่ำทำให้รัฐบาลต้องผลักดันนโยบายสนับสนุนผู้หญิงเกาหลีใต้เข้าสู่ตลาดแรงงาน พร้อมๆ กับการที่ผู้ชายเกาหลีใต้ต้องต่อสู้กับวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นการทำงานหนักและล่วงเวลา
เยอรมนีก็เคยมีระบบ “แม่บ้านเต็มเวลา” ที่เข้มข้นเช่นกัน แต่หลังทศวรรษ 1990 รัฐบาลได้ผลักดันนโยบาย Elterngeld หรือ “เงินสนับสนุนการเลี้ยงลูก” ที่เปิดโอกาสให้ทั้งพ่อและแม่สามารถลางานเพื่อดูแลลูกได้อย่างเท่าเทียม ส่งผลให้บทบาททางเพศในครอบครัวเยอรมนีเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
กระแสที่เกิดขึ้นเหล่านี้ทำให้คนรุ่นปลายโชวะเริ่มตั้งคำถามต่อระบบครอบครัวแบบ Breadwinner-Homemaker หรือ “ผู้ชายทำงาน ผู้หญิงเลี้ยงลูก” อย่างเข้มข้น
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา สถานการณ์ดังกล่าวได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เพราะญี่ปุ่นได้เผชิญหน้ากับแรงกดดันมหาศาลจากปัญหาประชากรลดลง นำไปสู่การขาดแคลนแรงงาน ทำให้การคงไว้ซึ่งบทบาททางเพศแบบเดิมไม่สามารถตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคมได้อีกต่อไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงกดดันทางเศรษฐกิจเป็นตัวเร่งสำคัญ เมื่อค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรสูงขึ้น ขณะที่รายได้ครัวเรือนจากผู้ชายเพียงคนเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป
ผลที่ปรากฏก็คือ ผู้หญิงญี่ปุ่นจำนวนมากตัดสินใจเข้าสู่ตลาดแรงงาน แม้ต้องเผชิญกับบรรทัดฐานทางสังคมที่ยังคงคาดหวังให้พวกเธอเป็น “แม่บ้านเต็มเวลา” ก็ตาม
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนผ่าน “เส้นโค้งการจ้างงานผู้หญิง” ที่เคยเป็นรูปตัว M ซึ่งหมายถึงผู้หญิงไปทำงานนอกบ้าน (เส้นขึ้น) จากนั้นลาออกจากงานเพื่อไปแต่งงาน (เส้นลง) และกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานเมื่อลูกโต (เส้นขึ้น) และเมื่อมีลูกคนที่ 2 ก็ลาออกจากงานอีกครั้ง (เส้นลง)
ทำให้ในปัจจุบันผู้หญิงญี่ปุ่นยังคงเผชิญกับช่องว่างค่าจ้างและโอกาสความก้าวหน้าในองค์กร ข้อมูลจาก Japan Labor Issues ระบุว่า ญี่ปุ่นมีช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศสูงที่สุดประเทศหนึ่งในกลุ่ม G 7 และถูกจัดอันดับต่ำมากในดัชนีความเท่าเทียมทางเพศของ World Economic Forum
แน่นอนว่า ทัศนคติเรื่องบทบาททางเพศในญี่ปุ่นที่เปลี่ยนแปลงไป อาจมีการชะลอตัวในบางช่วง แต่แนวโน้มระยะยาว คือการยอมรับความเท่าเทียมมากขึ้น
อีกปัจจัยสำคัญก็คือ การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ญี่ปุ่นมีประชากรอายุเกิน 65 ปีมากกว่า 27% และอัตราการเกิดต่ำกว่า 1.5 ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทนที่ 2.1
ปัญหานี้ทำให้รัฐบาลต้องหันมาสนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในตลาดแรงงาน
ข้อมูลจาก OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ระบุว่าอัตราการมีส่วนร่วมแรงงานของผู้หญิงญี่ปุ่นอยู่ที่ประมาณ 55% ในปี ค.ศ.2024 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทัศนคติของคนรุ่นใหม่จากผลสำรวจในเมืองใหญ่อย่างโตเกียวและโอซากาที่พบว่า Gen Y และ Gen Z ไม่เห็นด้วยกับการจำกัดบทบาทผู้หญิงให้อยู่บ้าน และกว่า 55% ของผู้ชายในวัยทำงานยอมรับว่าต้องการมีส่วนร่วมในการเลี้ยงลูกมากขึ้น
สะท้อนให้เห็นว่า ค่านิยมของคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน แม้ระบบแรงงานและสังคมยังไม่ปรับตัวเต็มที่ แต่แรงกดดันจากคนรุ่นใหม่กำลังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และเริ่มตั้งคำถามต่อระบบการทำงานที่บังคับให้ผู้ชายต้องเป็น Salaryman ที่ทำงานหนักจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลสะท้อนไปยังนโยบายรัฐ โดยญี่ปุ่นพยายามผลักดันมาตรการสนับสนุนการทำงานของผู้หญิง เช่น การขยายสิทธิการลาคลอด การสนับสนุนสถานรับเลี้ยงเด็ก และการส่งเสริมการทำงานแบบยืดหยุ่น
แต่ปัญหายังคงอยู่ที่วัฒนธรรมองค์กรแบบดั้งเดิมที่เน้นการทำงานล่วงเวลา และจงรักภักดีต่อบริษัท ซึ่งทำให้ทั้งชายและหญิงยากที่จะสร้างสมดุลระหว่างงานและครอบครัว
ปัญหาหลักคือแรงต้านจากคนรุ่นเก่า ที่มองว่าบทบาททางเพศแบบดั้งเดิมคือเสาหลักของสังคมญี่ปุ่น อีกทั้งระบบแรงงานที่ยังไม่ปรับตัวเต็มที่
ทำให้ผู้หญิงญี่ปุ่นจำนวนมากต้องเผชิญกับ Double Burden คือการทำงานนอกบ้านควบคู่กับการดูแลครอบครัว
การ “ล้มทฤษฎี” นี้จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง แต่ยังเป็นการต่อสู้เชิงวัฒนธรรมที่ต้องใช้เวลา และความพยายามอย่างต่อเนื่อง
นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนของวัฒนธรรมญี่ปุ่น เพราะการยึดติดกับบทบาททางเพศแบบเดิมไม่สามารถตอบโจทย์โลกยุคใหม่ได้อีกต่อไป
การเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงเข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจ และให้ผู้ชายเข้ามามีบทบาทในครอบครัว คือการสร้างสมดุลใหม่ที่เหมาะสมกับสังคมที่กำลังเผชิญความท้าทายจากประชากรลดลง และโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนแปลงในเชิงวัฒนธรรมนี้มิได้หมายถึงการแทนที่บทบาทหนึ่งด้วยอีกบทบาทหนึ่ง แต่เป็นการสร้างรูปแบบใหม่ที่ทั้งชายและหญิงสามารถแบ่งปันภาระและโอกาสได้อย่างเท่าเทียม
ตัวอย่างเช่น ผู้ชายรุ่นใหม่เริ่มเข้ามามีบทบาทในการเลี้ยงลูกมากขึ้น ขณะที่ผู้หญิงมีโอกาสสร้างอาชีพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของตนเอง การเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวัฒนธรรมญี่ปุ่น
อย่างไรก็ดี แม้ผู้ชายญี่ปุ่นจำนวนมากเริ่มเข้ามามีบทบาทในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับภาระเลี้ยงลูกและงานบ้านบ้านแทนผู้หญิงมากขึ้น
แต่ผู้ชายจำนวนมากยังลังเลที่จะใช้สิทธิการลาหยุดเพื่อดูแลลูก เนื่องจากแรงกดดันจากบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงต้านจากผู้บริหารรุ่นเก่า
ผลสำรวจของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2568 ที่กำลังจะจบลง แสดงให้เห็นว่า อัตราส่วนของพ่อที่ลาหยุดงานเพื่อดูแลบุตรมีมากกว่า 40% เป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ชายญี่ปุ่นหลายคนจะใช้สิทธิการลาหยุดเพื่อดูแลลูก แต่ก็ยังคงเกรงใจเจ้านาย โดยส่วนใหญ่พวกเขาจะลาหยุดเพื่อดูแลลูกกันเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น
ชี้ให้เห็นว่า ญี่ปุ่นกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางวัฒนธรรม หากสามารถปรับค่านิยมทางสังคมได้ จะช่วยแก้ปัญหาความเท่าเทียมทางเพศ และสร้างสังคมที่ยั่งยืนได้ในระยะยาว
