คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง
เมื่อหลายปีก่อน ก่อนที่โรคโควิด-19 จะมาเยี่ยมโลกมนุษย์ของเราเสียด้วยซ้ำ บ่ายวันหนึ่งขณะที่ผมนั่งดูเรื่องราวต่างๆ ที่อยู่ใน Facebook ได้ทราบว่ามีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยศิลปากรท่านหนึ่ง จะจัดทริปเดินทางไปทัศนศึกษาอินเดียตอนเหนือในช่วงสงกรานต์ สมาชิกยังขาดจำนวนอยู่หนึ่งคน อาจารย์จึงรับสมัครผู้เข้าร่วมขบวนการ
โดยไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังอะไรเลยผมก็ได้สมัครเข้าไปร่วมคณะทัวร์คราวนั้น ปรากฏว่าได้ผลดี
กล่าวคือ ได้รับทั้งความรู้และความสนุกสนานเพลิดเพลินโดยไม่มีข้อกังวลร้อนใจแต่อย่างใดทั้งสิ้น ผู้ร่วมเดินทางทุกท่านก็ล้วนแต่มีอัธยาศัยไมตรีและยังได้ติดต่อคบหากันมาจนถึงวันนี้
จากประสบการณ์คราวนั้นทำให้ผมย่ามใจพอสมควร ว่าการไปร่วมกิจกรรมกับคนที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยเป็นการเปิดโอกาสให้กับตัวเองได้รู้จักกับเรื่องราวใหม่ๆ และคนใหม่ ได้เรียนรู้มุมมองที่เราไม่เคยได้พบเห็นมาก่อน ถ้าพิจารณาแล้วเบื้องต้นเห็นว่า กิจกรรมนั้นฟังดูเข้าท่าก็คุ้มค่าดีอยู่ที่เราจะสมัครไปร่วมกิจกรรมนั้น
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องเลือกด้วยนะครับ ตั้งหลักคิดไว้เสียก่อนว่าถ้ากิจกรรมโน้มไปในทางดี คนเข้าร่วมกิจกรรมก็ไม่น่าจะเป็นมิจฉาชีพแต่น่าจะโน้มไปในทางดี เหมือนกับรูปแบบของกิจกรรม
และเป็นดีแบบที่ไม่ต้อง “ดีย์” เสียด้วย
ปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมาก่อนวันคริสต์มาสสองสามวัน ผมนั่งอ่าน Facebook เรื่อยเปื่อยไปตามเพลง
ในเพจอันหนึ่งของร้านหนังสือชื่อ A Book with No Name ซึ่งผมติดตามข่าวสารอยู่และเป็นร้านหนังสืออิสระอันมีความหมายว่าเป็นร้านหนังสือที่ตั้งอยู่โดยไม่ได้เป็นเครือข่ายของร้านหนังสือขนาดใหญ่ที่มีหลายสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ
หากแต่ร้านแบบนี้เขาอยู่ของเขาคนเดียวและเป็นกิจการร้านหนังสือที่ผมมีความหวังว่าจะอยู่รอดในสังคมที่คนอ่านอ่านหนังสือไม่มากนัก
เขาประกาศว่าจะจัดกิจกรรมกินข้าวมื้อค่ำด้วยกันที่หอศิลป์ขนาดเล็กแห่งหนึ่งย่านบางพลัด โดยรับสมาชิกจำนวน 20 คน แต่ละคนต้องนำหนังสือไปหนึ่งเล่มเพื่อแลกเปลี่ยนกัน ตอนนี้ยังขาดสมาชิกอยู่สองคนจึงจะครบจำนวน
ผมเปิดปฏิทินดูแล้วกำหนดที่นัดหมายกันเป็นวันเวลาที่ผมว่างพอดี แบบนี้ก็อย่ารีรอสิครับ รีบสมัครไปเลย แล้วผมก็ได้รับคำตอบรับจากเจ้าของร้านหนังสือดังกล่าวซึ่งเป็นผู้จัดกิจกรรมว่ายินดีให้ผมเข้าร่วมงาน
แถมยังมีการเตือนมาเสียด้วยว่า สถานที่กินอาหารอยู่บนชั้นดาดฟ้าของหอศิลป์ดังกล่าว ซึ่งต้องไต่บันไดขึ้นไปห้าชั้นเพราะไม่มีลิฟต์ ขอให้เตรียมตัวไปให้ดี
ผมรับปากผู้จัดงานว่า ทำได้ ไม่มีปัญหาครับ
ถึงวันเวลาที่นัดหมายผมก็ไปที่หอศิลป์ชื่อ กินใจ ซึ่งอยู่ใกล้กับแยกบางพลัดนิดเดียวตอนหนึ่งทุ่มตรง ค่อยๆ เดินขึ้นบันไดไปทีละชั้นโดยไม่ประมาท
บันไดของเขาชันอยู่เหมือนกัน เมื่อขึ้นไปถึงแต่ละชั้นก็หยุดพัก ทำทีว่าแวะดูงานศิลปะที่จัดแสดงอยู่ตามชั้นต่างๆ เสียหน่อยแล้วจึงค่อยเดินขึ้นชั้นต่อไป
แบบนี้ก็สบายครับ ใช้เวลาไม่นานก็ขึ้นไปถึงชั้นดาดฟ้าจนได้
บนชั้นดาดฟ้าถึงแม้ไม่มีเครื่องปรับอากาศแต่ลมโชยพัดเฉื่อยชวนสบาย มองไปไกลสุดสายตาเห็นสะพานพระราม 8 สว่างไสว ถ้ามองไปอีกข้างหนึ่งก็เห็นรถไฟฟ้าวิ่งเป็นพยานความเจริญของเมืองกรุงอยู่ไหวๆ
กลางลานกว้างที่เป็นดาดฟ้า ผู้จัดงานได้วางโต๊ะเป็นรูปตัวอยู่ลักษณะคล้ายการจัดโต๊ะในห้องประชุม
บนโต๊ะเบื้องหน้าเก้าอี้ที่นั่งแต่ละตัวมีชื่อเจ้าของเก้าอี้ติดอยู่ ทำให้ไม่ต้องสงสัยว่าเราจะนั่งตรงไหน ป้ายอยู่ตรงไหนก็นั่งตรงไหนแหละครับ
อาหารวันนั้นเป็นอาหารง่ายๆ สไตล์ญี่ปุ่น และผู้จัดงานบอกว่าได้ไอเดียมาจากซีรีส์ชุด Midnight Diner ซึ่งเป็นเรื่องว่าด้วยร้านอาหารมื้อดึกกรุงโตเกียวที่ฉายทาง Netflix และผมเคยดูมาแล้วเสียด้วย เพราะฉะนั้นจึงคุ้นเคยกับอาหารทุกเมนู
อาหารจานหลักวันนั้นเป็นราเมน โดยเจ้าของร้าน Honobono จากถนนสุขุมวิท ย่านซอยอุดมสุขยกครัวมาให้บริการจนถึงที่ น้ำซุปและเครื่องเคราต่างๆ อร่อยมาก ขอบอก
ระหว่างที่เรากินอาหารมื้อค่ำ คุณโดนัทซึ่งเป็นผู้จัดการทั้งหมดก็เริ่มกิจกรรม โดยมีการจับสลากและขอให้ผู้ร่วมงานแต่ละคนลุกขึ้นพูดในหัวข้อต่างๆ สี่เรื่องที่กำหนดไว้เป็นกติกากลาง ที่ว่าพูดนี้ไม่ใช่บรรยาย 1 ชั่วโมงนะครับ แต่ต้องเป็นการพูดโดยกระชับประมาณ 10 นาที หรือมากน้อยกว่านี้ไม่มาก เพราะจะได้เฉลี่ยกันพูดให้ครบทุกคนก่อนห้าทุ่มซึ่งเป็นเวลาตามกำหนดที่ทุกคนควรจะกลับบ้านได้แล้ว
ประเด็นที่ทุกคนต้องพูด คือ แนะนำตัวเองว่าเป็นใครมาจากไหนทำอะไรอยู่ หนังสือเล่มที่ถูกใจที่สุดที่ได้อ่านในปีที่ผ่านมาคือเรื่องอะไร ประเด็นต่อไป คือ ปีที่ผ่านมามีอะไรที่ล้มเหลวหรือหงุดหงิดมากที่สุด ประเด็นสุดท้ายคือ ปีใหม่ที่จะมาถึงนี้ตั้งความมุ่งมั่นปรารถนาว่าอยากจะทำอะไรให้เป็นผลสำเร็จ
เมื่อแต่ละคนพูดจบส่วนของตัวแล้ว ก็จะมอบหนังสือที่นำติดมือมาให้ให้กับผู้พูดรายต่อไป วนเวียนกันอย่างนี้จนครบ 20 คน
คนที่พูดคนสุดท้ายจะส่งมอบหนังสือที่เตรียมมาให้กับคนพูดคนแรก เป็นอันว่าบรรจบครบวงรอบยี่สิบคนพอดี
ด้วยโชคชะตาฟ้าบันดาลหรืออย่างไรก็ไม่รู้ จากการจับสลากแบบนี้ทำให้กว่าจะถึงคิวที่ผมเป็นผู้พูด ผมได้กลายเป็นคนสุดท้ายไปเสียแล้ว
นั่นทำให้ผมได้ฟังคนอื่นพูดมาก่อนผมถึง 19 คน
สิ่งที่ผมเก็บเกี่ยวได้จากเรื่องที่ผู้เข้าร่วมงานคนอื่นซึ่งอยู่ในวัยที่เป็นลูกหลานของผมทั้งสิ้นเล่าให้ฟังพอสรุปความได้ว่า กว่าครึ่งของผู้ร่วมงานมีอาชีพอิสระหรือ Freelance ในแง่มุมต่างๆ
เช่น เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ (ซึ่งอย่าได้มาถามผมเลยว่าเขาทำอะไรบ้าง) เป็นคนวาดภาพประกอบหนังสือ เป็นช่างสัก Tattoo บางท่านก็เป็นอาจารย์พิเศษสอนภาษารัสเซีย อีกคนหนึ่งรับสอนภาษาเขมร พร้อมกับทำหน้าที่เป็นจิตแพทย์ทางเลือกซึ่งแปลว่าหมอดูด้วย นอกจากนั้นก็ยังมีอาชีพอื่นอีกสารพัด
ทุกคนกำลังอยู่ในวัยก่อร่างสร้างตัว สามสี่คนฝันที่จะมีบ้านเป็นของตัวเอง
คุณโดนัทซึ่งเป็นเจ้าของร้านหนังสืออิสระดังที่ว่าก็อยากมีร้านหนังสือที่ตั้งอยู่ในอาคารสถานที่ของตัวเองไม่ต้องเช่าเขาอยู่เช่นทุกวันนี้
มีผู้ร่วมงานท่านหนึ่งเป็นสาวชาวเบลารุส ซึ่งสามารถพูดไทยได้ดี ตอนนี้มาเรียนหนังสืออยู่เมืองไทย และสนใจจะทำงานในวงการผลิตภาพยนตร์
หนังสือเล่มเด่นสุดในรอบปีที่แต่ละคนนำมาเล่าให้ผมฟัง ผมยอมรับแบบหน้าซื่อตาใสเลยครับว่าส่วนใหญ่แล้วหรือเกือบทั้งหมดเป็นหนังสือที่ผมเกิดมาไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย เพราะเป็นหนังสือที่อยู่นอกแนวทางความสนใจของผมทั้งสิ้น
ที่จำชื่อได้เป็นพิเศษหนึ่งเล่มในจำนวนนั้นคือหนังสือเรื่อง “รถไฟขนเด็ก” ซึ่งเป็นงานแปลจากวรรณกรรมต่างประเทศและเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กชาวอิตาลีในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ต้องอพยพด้วยรถไฟจากอิตาลีตอนใต้ขึ้นไปอิตาลีทางตอนเหนือ ฟังดูก็น่าสนุกเสียแล้ว ขณะที่ฟังผมก็นึกในใจว่าเห็นจะต้องหามาอ่านต่อไปเป็นแน่
อย่างไรก็ดี พอจับใจความได้ว่า หนังสือที่คนจำนวนมากในค่ำวันนั้นได้อ่านมาในรอบปี เป็นหนังสือที่ให้มุมมอง ให้ความคิด หรืออ่านแล้วชวนให้มองชวนให้คิดอะไรได้กว้างขวางลึกซึ้งต่อไปด้วยตัวผู้อ่านเอง
พอถึงรอบที่ผมพูดบ้าง ผมมั่นใจว่าหนังสือที่ผมอ่านและชอบมากที่สุดในรอบปีที่ผ่านมาคงอยู่นอกความเข้าใจของลูกหลานทั้งหลายเหมือนกัน เพราะผมติดใจหนังสือเรื่อง “พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกับวัดบวรนิเวศวิหาร” เป็นพิเศษ
ส่วนหนังสือที่ผมนำไปมอบให้กับผู้ร่วมวงและผู้ได้รับไปคือคนที่ที่พูดคนแรก เป็นหนังสือเรื่อง “พระอานนท์ พุทธอนุชา” งานเขียนของอาจารย์วศิน อินทสระ ที่ผมชอบมากและอ่านมาตั้งแต่อยู่ชั้นมัธยมที่สาธิตปทุมวัน
ลูกหลานอีก 19 คนคงสงสัยเหมือนกันว่า คุณลุงหรือคุณตาคนนี้แกหลุดมาจากโลกไหนหรือ ฮา!
ถ้าจะเล่าต่อไปว่าคืนวันนั้นเราคุยเรื่องอะไรกันบ้างโดยละเอียดเห็นจะยืดยาวไม่รู้จบเป็นแน่
แต่ผมถามตัวเองขณะที่ค่อยๆ เดินลงบันไดห้าชั้นกลับมาขึ้นรถกลับบ้าน ว่านอกจากได้กินอาหารอร่อยและได้พบกับคนรุ่นลูกรุ่นหลานแล้ว ผมได้อะไรติดไม้ติดมือกลับบ้านบ้าง
ผมได้ความคิดและได้บทเรียนครับ
ค่ำวันนี้เป็นโอกาสที่ผมได้พบกับคนรุ่นใหม่ ทุกคนชอบอ่านหนังสือ แม้หนังสือที่เขาอ่านกับหนังสือที่ผมอ่านจะเป็นคนละเรื่องคนละแนว นั่นไม่ใช่ปัญหา
ผมได้สัมผัสในรับรู้ว่า ความฝันและวิถีชีวิตของคนแต่ละยุคแต่ละสมัยไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน และไม่มีใครผิดไม่มีใครถูก หรือไม่ควรตั้งคำถามเสียด้วยซ้ำว่าอะไรผิดอะไรถูก
ข้อสำคัญ คือ ขอให้ทุกคนมีความมุ่งมั่นในชีวิต ใช้ชีวิตในอย่างที่ตัวเองอยากจะเป็น ขับเคลื่อนความฝันที่อยู่ห่างไกลให้ค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ตัว และกลายเป็นความสำเร็จขึ้นมาในวันหนึ่งข้างหน้า
ค่ำวันนั้นผมได้ฟัง “เด็ก” พูด ได้รับทราบว่า “โลกของเด็ก” เป็นเช่นไร และในทางกลับกัน เด็กก็ได้รับรู้และได้ฟังว่า โลกของคนอายุ 70 กว่าปีที่เกษียณอายุแล้วเป็นเช่นไร
ก่อนแยกย้ายกลับบ้านกลางดึกคืนวันนั้น ผมอวดสมาชิกทุกคนว่าด้วยหน้าที่การงานที่ผมยังคงทำอยู่ที่มูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิมีร้านหนังสือพระพุทธศาสนาร้านใหญ่อยู่ตรงมุมถนนสิบสามห้าง หน้าวัดบวรฯ ถ้าลูกหลานทั้งหลายอยากจะนัดมาเที่ยวชมร้านหนังสือที่ว่านี้ ผมพร้อมจะเลี้ยงน้ำเลี้ยงขนม และเมื่อเที่ยวร้านหนังสือเสร็จเรียบร้อยแล้วจะพาไปกราบพระพุทธชินสีห์ที่พระอุโบสถ วัดบวรฯ ด้วย ปรากฏว่าเสียงตอบรับดีทีเดียว
สงสัยต้องจัดทัวร์เสียแล้วกระมังครับ
