CityZense | ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
คอลัมน์ Cityzense
โดย ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
ผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปบริเวณเกาะเมืองอยุธยา ในช่วงปลายปีที่แล้วถึง 2 ครั้งในเวลาไม่ห่างกัน ความประทับใจต่อมรดกทางประวัติศาสตร์นั้นมีอยู่มากพอๆ กับความรู้เสียดายที่เมืองถูกด้อยศักยภาพด้วยเรื่องที่น่ากวนใจ
นั่นคือ ขยะ
เมื่อได้คุยกับมิตรสหายเจ้าถิ่น บวกกับการค้นดูในหน้าสื่อ และโซเชียลมีเดีย ก็จะพบคำร่ำลือเกี่ยวกับปัญหานี้มาเรื่อยๆ เพจ Ayutthaya Revised ได้นำเสนอปัญหาใหญ่ 4 ประการ เมื่อเดือนธันวาคม 2568 นั่นคือ ขยะ, ขนส่งสาธารณะ, ถนน และไฟฟ้า
หรือข่าวล่าสุดที่กล่าวถึงความพยายามปรับปรุงภูมิทัศน์อยุธยา โดยมีนายกเทศมนตรีเป็นประธานในการประชุม เมื่อต้นเดือนมกราคม 2569 แสดงถึงความตระหนักในประเด็นดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
ปัญหาขยะแถบอยุธยาเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน เรารู้กันว่า ปัญหาขยะไม่ใช่เรื่องของเมืองใดเมืองหนึ่ง หลายเมืองที่เป็นเมืองท่องเที่ยวก็เผชิญหน้าต่อปรากฏการณ์ขยะล้นเมืองกันมาอย่างหนักหน่วงทั้งสิ้นไม่ว่าจะเชียงใหม่, สมุย, หาดใหญ่, พัทยา ฯลฯ
สำหรับอยุธยาแล้ว การมีศักดิ์ศรีเป็นถึงอดีตเมืองหลวง และเมืองมรดกโลก การจัดการกับมลภาวะดังกล่าวอย่างไร้ประสิทธิภาพ จึงเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง
ประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของเมืองอยุธยาได้รับการฟื้นฟูตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เรื่อยมาจนถึงยุคปฏิวัติ 2475 บทความหนึ่งของ อ.ชาตรี ประกิตนนทการ ทำให้เห็นการเมืองของการอนุรักษ์ และการซ้อนทับของอุดมการณ์ทางการเมืองในพื้นที่ศูนย์กลางอำนาจเดิมของอาณาจักรอยุธยา
จากพื้นที่แห่งพระราชอำนาจและพิธีกรรม และเมืองทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ได้กลายเป็นเมืองศูนย์กลางราชการ
พร้อมกับการตัดถนนขนาดใหญ่ที่สร้างแกนเชื่อมจากสะพานโครงสร้างแปลกตาที่ถักข้ามแม่น้ำเชื่อมอยุธยาเข้ากับโลก จากเดิมที่เคยเป็นเมืองที่มีน้ำล้อมรอบทุกทิศ
การจัดตั้งเทศบาลเกิดขึ้นพร้อมๆ กันทั่วประเทศเพื่อจุดหมายด้านการจัดการพื้นที่เชิงกายภาพ และการกระจายอำนาจไปสู่ประชาชน
เทศบาลดำรงอยู่ในรูปแบบของสภาท้องถิ่นที่มีสมาชิกมาจากการเลือกตั้งมาทำหน้าที่นิติบัญญัติ และทีมผู้บริหาร
ต่างไปจากระบบสุขาภิบาลที่ผู้ดำรงตำแหน่งล้วนมาจากการแต่งตั้ง จึงมิได้ยึดโยงกับประชาชนอย่างที่ควรจะเป็น
แต่ท้องถิ่นเองก็ไม่สามารถเติบโตได้ตัวเองเพราะนโยบายถูกกำหนดโดยส่วนกลาง
การเมืองในประเทศที่ถูกกำกับโดยการรัฐประหารและผู้นำจากกองทัพ ทำให้การเมืองท้องถิ่นถูกบอนไซทั้งอำนาจการเมือง ทรัพยากรและประสบการณ์ถูกจัดการไปด้วย
มีบางครั้งนายกเทศมนตรีมาจากการแต่งตั้งคนจากกระทรวงมหาดไทยมานั่งตำแหน่งนี้แทนด้วย เช่น ปลัดจังหวัด
ความซับซ้อนมากไปกว่านั้นก็คือ ในเกาะเมืองอยุธยานั้น มีสิ่งที่เรียกว่า “อำนาจที่ซ้อนทับ” กันอยู่หลายชั้น เช่นเดียวกับเมืองต่างๆ ของเมืองไทย
เพียงแต่อยุธยาหนักข้อกว่านั้น ตรงที่เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยโบราณสถานที่ถูกขุดค้นแล้วและยังไม่ได้ขุดค้น
นอกจากนั้นที่ดินส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์เอกชน แต่เป็นที่ดินราชพัสดุ จะมีบางส่วนเท่านั้นที่ถือกรรมสิทธิ์เอกชน
ดังนั้น ผู้รับผิดชอบเชิงพื้นที่จึงมีราชพัสดุเป็นอีกตัวละครหนึ่ง
เราอาจต้องนับกรมเจ้าท่าที่เป็นผู้ดูแลพื้นที่ริมแม่น้ำและในแหล่งน้ำ และสำนักงานพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับการเช่าที่ดินวัดร้าง แม้กระทั่งหน่วยงานราชการต่างๆ ที่ตั้งอยู่กลางเมือง เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
เจ้าภาพในการจัดการปัญหาเมืองจึงต้องการการบูรณาการจากหลายหน่วยงานเป็นอย่างยิ่ง
อยุธยาได้รับการฟื้นฟูบูรณะอย่างเป็นระบบ โดยกรมศิลปากร เมื่อปี 2519 ได้กำหนดเขตที่ดินโบราณสถานไว้มากถึง 1,810 ไร่ (เป็นที่ราชพัสดุ 1,681 ไร่ และเป็นที่ดินกรรมสิทธิ์ประชาชน 128 ไร่ 3 งาน 98 ตารางวา)
ต่อมา ได้มีโครงการที่เรียกว่า “อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา” เกิดขึ้นในปี 2525 เพื่ออนุรักษ์โบราณสถานในเขตอยุธยา
จากนั้นได้รับการส่งเสริม โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้เป็น 1 ใน 8 จังหวัดเป้าหมายด้วยกิจกรรมและโครงการก่อสร้างทางกายภาพ
จนไปถึงจุดสูงสุดก็คือ การได้รับสถานะเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกเมื่อปี 2534 ในนาม “นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา”
อยุธยาจึงกลายเป็นสินค้าเกรดพรีเมียมในสายตาของผู้คนทั่วไป
จากการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น กรมศิลปากรยังได้ขยายขอบเขตไปเป็นพื้นที่อีกมหาศาล รวมแล้วประมาณ 3,000 ไร่ ในปี 2540 ในฐานะเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม
จำนวนผู้คนที่เที่ยวชมโบราณสถานอยุธยาตามสถิติในปี 2561 ระบุว่ามีจำนวนกว่า 7,000 คนต่อวัน
หรือสถิติในปี 2568 (จนถึงเดือนพฤศจิกายน) ที่ระบุว่านักท่องเที่ยวต่อปีจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีจำนวนมากถึง 9.97 ล้านคน หรือตกราว 10 ล้านคนได้
คนจำนวนมากอาจไม่รู้ว่า เพียงขับรถบนถนนโรจนะออกไปทางทิศตะวันออกราวสิบกิโลเมตรก็จะพบกับนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เป็นฐานการผลิตของบริษัทจากญี่ปุ่นซึ่งเกิดขึ้นช่วงต้นทศวรรษ 2530 อยุธยาจึงมีลักษณะเป็นเมืองเก่าและเมืองอุตสาหกรรมที่ซ้อนทับกันอย่างแยกไม่ออก
ตั้งแต่ 3 ทศวรรษที่แล้ว การเป็นแหล่งงานนี้เองทำให้อยุธยาเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของเหล่าแรงงานด้วยทั้งในเขตเทศบาลและนอกเขตเทศบาลที่มีทั้งบ้านจัดสรร หอพัก และอื่นๆ
ตามที่มีสถิติในปี 2567 บันทึกว่า อยุธยามีประชากรแฝงกลางวันที่เข้ามาทำงาน 7.3% และที่เข้ามาเรียน 3.6% มากเป็นอันดับ 2 และ 3 ของประเทศ
สิ่งที่ตามมากับผู้คนเสมอก็คือ การบริโภคกินใช้ซึ่งตามมาด้วยขยะและของเสีย ประชากรอยุธยาค่อยๆ เพิ่มขึ้นทั้งจากภายในและภายนอก ตัวเลขประชากรแฝงที่อยู่รอบเกาะอีกไม่รู้เท่าไร
ดังนั้น ขยะและสิ่งปฏิกูลจากครัวเรือนต่างๆ รวมไปถึงนักท่องเที่ยวทั้งในเกาะและนอกเกาะอยุธยาจึงถือว่าไม่ธรรมดา
แล้วขยะจากอยุธยาไปอยู่ที่ไหน?
การสร้างบ่อขยะ ต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่ปี 2531 เพื่อรองรับขยะของเทศบาล ทำให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางของขยะ
แต่กระนั้น งานวิจัยในปี 2552 โดยน้ำฝน รัษฎานุกูล ได้ชี้ให้เห็นว่า แม้จะมีบ่อขยะแต่ไม่มีการกำจัดขยะบริเวณบ่อกำจัดขยะบ้านป้อม
ขณะที่ประชาชนในแต่ละชุมชนไม่ยอมให้ตั้งถังขยะหน้าบ้านตน เพราะส่งกลิ่นเหม็นรบกวน จึงต้องย้ายจุดติดตั้งไปอยู่ริมถนนทางเข้าชุมชน
ทำให้กลายเป็นถุงขยะสาธารณะที่ทำให้คนทั่วไปนำขยะมาทิ้ง จนปริมาณล้นมากองอยู่กับถนน และยังมีคนเก็บขยะไปขายรื้อค้น รวมไปถึงการกลายเป็นสิ่งปฏิกูลที่สุนัขเข้ามาทำให้กระจัดกระจายมากขึ้นไปอีก
บางชุมชนที่เป็นเกาะ การเดินทางต้องใช้เรือเทศบาลมีถังขยะแต่ไม่มีพนักงานเก็บ ก็ทำให้ชุมชนเผชิญหน้า “จมด้วยกองขยะ” แม้จะเคยมีมาตรการแจกถุงดำให้ประชาชนนำขยะข้ามฟากไปทิ้ง
เทศบาลพยายามแก้ไขโดยซื้อเรือ และเก็บค่าบริการเพิ่มเติม แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้
งานวิจัยนี้อาจเป็นหมุดหมายของปรากฏการณ์ขยะล้นเมืองแรกๆ ที่ได้รับการบันทึกไว้
แต่ที่น่าสังเกตคือ มีการกล่าวอ้างถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อขยะอยุธยาอย่างมีนัยสำคัญก็คือ น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ได้สร้างขยะจำนวนมหาศาลกว่า 1 แสนตัน
ใครที่เคยเจอกับตัวจะรู้ว่า ขยะมากเพียงใดที่เกิดจากเหตุดังกล่าวในบ้านแต่ละหลัง ปีต่อมาถึงกับมีข่าวขยะล้นเมืองออกเผยแพร่
บ่อขยะบ้านป้อมขนาด 32 ไร่ มีขยะท่วมคล้ายภูเขาสูงกว่า 20 เมตร ราวตึก 6-7 ชั้น นับเป็นปริมาณกว่า 3 แสนตัน
นายกเทศมนตรีรับเองว่าไม่สามารถจัดการได้
ขยะส่วนใหญ่มาจากเทศบาล และท้องถิ่นอื่นอีก 20 แห่ง ประมาณ 100 ตันต่อวัน แต่ละปีมีขยะมากถึง 4 หมื่นตัน
แต่ย้ำว่าทั้งหมดเป็นขยะจากชุมชนไม่ใช่จากโรงงานอุตสาหกรรม
เรื่องใหญ่ถึงขนาดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ต้องเข้าไปสอบสวน
ในปี 2557 หลังรัฐประหาร คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เข้าไปจัดการปัญหา โดยการฝังกลบขยะมูลฝอยบริเวณบ่อขยะเดิม แล้วพยายามก่อสร้างบ่อขยะแห่งใหม่ที่จะมีการฝังกลบและผลิตกระแสไฟฟ้าในที่กว่า 400 ไร่เข้าใจว่าในเวลาต่อมาก็คือ ศูนย์จัดการขยะต้นแบบ อบจ.พระนครศรีอยุธยา
ในที่ดังกล่าวปี 2566 ก็ยังพบปัญหาไฟไหม้บ่อขยะขนาด 70 ไร่ จนส่งกลิ่นความเดือดร้อนไปทั่วบริเวณ
จากข้อมูลปี 2567 พบว่าบ่อขยะของ อบจ.ได้รับขยะจากทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า 100 แห่ง หน่วยงานราชการ 8 แห่ง และหน่วยงานเอกชนกว่า 6 แห่ง ทั้งขยะทั่วไปและขยะอันตรายจากชุมชน ข่าวในปี 2567 ก็พบว่าทั้งอยุธยามีขยะกว่า 1,100 ตันต่อวัน การกำจัดขยะผิดวิธีทำให้เกิดขยะสะสมกว่า 5.5 แสนตันทีเดียว นับเป็นตัวเลขมหาศาล
ดังนั้น ขยะจึงเป็นปัญหาที่สุมทุมอยู่เพราะความหนาแน่นของประชากรและการบริโภค ร่วมกับปัญหาการจัดการขยะ ยังไม่นับเรื่องการจัดในระดับพื้นที่ในมิติการดูแลรักษาความสะอาดตามท้องถนน ทางเท้า และจุดสำคัญที่แม้แต่โบราณสถานที่มีชื่อเสียงก็มีกองขยะที่ไม่ได้จัดการรออยู่
ในมิตินี้อาจสัมพันธ์กับการซ้อนทับของอำนาจด้วยพื้นที่ดูแลรักษาในความรับผิดชอบของกรมศิลปากร กรมศิลปากรมีข้อจำกัดในฐานะที่มีบุคลากรและงบประมาณจำกัด ที่ในความเป็นจริงควรจะเป็นภารกิจของเทศบาล แต่อำนาจในเชิงพื้นที่นั้นย่อมอยู่ในมือของกรมศิลปากรอย่างเถียงไม่ได้
การจัดการบริหารร่วมดังกล่าวจะเป็นไปได้เพียงใด ในเมื่อการจัดการพื้นที่อยู่ในลักษณะที่ว่า คนมีอำนาจไม่มีกำลัง คนที่มีกำลังไม่มีอำนาจในการจัดการ
และในอีกมิติคือ ภายในพื้นที่เดียวกลับมีเจ้าภาพมากจนไม่สามารถจะจัดการอะไรได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน
การกระจายอำนาจอาจเป็นคำตอบหนึ่ง แต่ไม่แน่ก็อาจมีคำตอบอื่นที่เป็นไปได้เช่นกัน
ส่วนการใช้โมเดลปัจจุบันแก้ไข ไม่น่าเป็นไปได้
เพราะแม้แต่รัฐบาลเผด็จการที่ผ่านมาก็ไม่สามารถแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนได้สำเร็จ
