คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’๓๕ ยื่นหนังสือถึงประธานกรรมาธิการต่างประเทศ ให้ตรวจสอบดีลต่อรองฝึกซ้อม ‘คอบร้าโกลด์’ แลกลดภาษีสหรัฐ
คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’๓๕ ยื่นหนังสือถึงประธานกรรมาธิการต่างประเทศ ให้ตรวจสอบดีลต่อรองฝึกซ้อม ‘คอบร้าโกลด์’ แลกลดภาษีสหรัฐ หวั่นหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ประสานกันจะเกิดช่องว่างในนโยบายระดับชาติ เป็นอันตรายต่อประเทศชาติ โดยเฉพาะไทยอยู่ระหว่าง ‘เขาควาย’ มหาอำนาจ
ที่รัฐสภา 14.30 น. วันที่ 27 ส.ค. 2569 คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ ๓๕ นำโดย นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานฯ และคณะ ได้ยื่นหนังสือผ่านนายวสวรรธน์ พวงพรศรี รองประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อแสดงความห่วงใยต่อกรณีการเจรจาภาษีศุลกากรสหรัฐอเมริกาภายใต้มาตรา 301 (Section 301) ของรัฐบาลและสภาความมั่นคง ที่มีการต่อรองภาษีกันแลกกับโครงการฝึกซ้อมคอบร้าโกลด์
โดยมีรายละเอียดตามจดหมายดังนี้
เรื่อง ขอแสดงความห่วงใยต่อกรณีการเจรจาภาษีศุลกากรสหรัฐอเมริกาภายใต้มาตรา 301 (Section 301) ของรัฐบาลและสภาความมั่นคง
เรียน ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร
สิ่งที่ส่งมาด้วย ข่าว Bloomberg รายงาน ไทยเตรียมใช้ความสัมพันธ์ทางทหารต่อรองภาษีสหรัฐฯ ทบทวนฝึก Cobra Gold แต่รัฐบาลปฏิเสธ
สืบเนื่องจากกรณีประเทศไทยถูกสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ดำเนินมาตรการทางภาษีภายใต้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 1974 (Trade Act of 1974) โดยประเทศไทยถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม ในอัตราร้อยละ 12.5 นั้น ข้าพเจ้าขอแสดง ความห่วงใยต่อคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาสถานการณ์และขอให้สอบสวนโดยเร่งด่วน
1. ประเด็นอัตราภาษีที่ประเทศไทยได้รับสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค
2. ประเด็นการนำความร่วมมือทางทหารมาเชื่อมโยงกับการเจรจาต่อรองทางภาษี
3. ความจำเป็นในการมีแผนแม่บทและยุทธศาสตร์การเจรจาที่ชัดเจน โดยคำนึงถึง บริบทการเมืองระหว่างประเทศ
4. ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากมิได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบและรอบด้าน
ปรากฎว่าการทำงานของรัฐบาลกับสภาความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สอดประสาน เกิดช่องว่างในนโยบายระดับชาติ เป็นเรื่องที่อันตรายต่อประเทศชาติ โดยเฉพาะไทยอยู่ระหว่างเขาควาย มหาอำนาจ ในประเด็นการนำความร่วมมือทางทหารมาเชื่อมโยงกับการเจรจาต่อรองที่ปรากฏเป็นข่าวนั้นมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากการฝึกร่วมดังกล่าวเป็นประโยชน์ทางทหารต่อฝ่าย ทหารไทยที่ดูใกล้ชิดกับจีนมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อาจทำให้สมดุลในนโยบายต่างประเทศของไทยเสียไป
จึงควรที่ฝ่ายบริหารจะต้องชี้แจงต่อประชาชนอย่างชัดเจนว่าประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ การต่างประเทศในเรื่องนี้หรือไม่ แม้รัฐบาลจะออกมาปฏิเสธความเชื่อมโยงระหว่างประเด็นคอบร้าโกลด์กับการเจรจาภาษีแล้วก็ตาม แต่การที่ประเด็นดังกล่าวปรากฏต่อสาธารณะและสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง ย่อมส่งผลกระทบ ต่อความไว้เนื้อเชื่อใจและความเชื่อมั่นระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาไปแล้วในระดับหนึ่ง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ และด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง
ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ในฐานะหน่วยงานผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชนชาวไทยจะรับฟังปัญหาและข้อห่วงใยต่อกรณีการเจรจาภาษีศุลกากรสหรัฐอเมริกาภายใต้มาตรา 301 (Section 301) เพื่อร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนในการสร้างความชัดเจน และร่วมกันปกป้องพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของ ประเทศชาติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจการค้า ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่อไป
จึงขอให้ทำการสอบสวน กรณีดังกล่าวโดยด่วน ใน 3 ประเด็น
1- สอบสวน สภาความมั่นคง และหน่วยงานที่เขี่ยวข้องเหตุใด จึงไม่รู้นโยบายรัฐบาล ปรากฏช่องโหว่ จึงต้องแก้ไขโดนทันที
2- สอบสวนรัฐบาล การต่อรองทางการค้าหรือด้านภาษี สามารถใช้วิธีการปกติ เหตุใดจึงไม่ใช้
3- สอบสวนให้ปรากฏผู้กระทำ และผู้รับผิดชอบ
อดุลย์ เขียวบริบูรณ์
ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา ๓๕
