bg-single

วิกฤตการณ์ข่าวกรอง ‘บึ้ม-เผา’ ป่วนร้อยจุด! แนะเปิดใจฟังคนพื้นที่ ไข ‘กุญแจ’ สันติสุขใต้

28.08.2026

อาชญากรรม | อาชญา ข่าวสด

เหตุการณ์ความไม่สงบที่ปะทุขึ้นพร้อมกันกว่า 51 จุด และขยายตัวรวมการก่อกวนรูปแบบต่างๆ เกือบ 100 จุด ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สะท้อนถึงการวางแผนเชิงยุทธวิธีที่มีความซับซ้อนสูง

กลุ่มผู้ก่อเหตุเลือกใช้รูปแบบการโจมตีทางจิตวิทยาและทำลายฐานเศรษฐกิจเป็นหลัก ทั้งการลอบวางเพลิงร้านสะดวกซื้อ การวางระเบิดเสาไฟฟ้า การทำลายระบบขนส่งทางรถไฟ

ตลอดจนการบุกรุกเข้าก่อเหตุในที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาล ลงมือราดน้ำมันจุดไฟเผายานพาหนะของหลวงและวางระเบิดแสวงเครื่อง

การวิเคราะห์เชิงลึกพบว่า เป้าหมายของการก่อเหตุไม่ได้มุ่งเน้นการสังหารชีวิตประชาชนโดยตรง

แต่เป็นการตอบโต้เชิงสัญลักษณ์ต่อฝ่ายความมั่นคง ภายหลังเหตุการณ์ความสูญเสียของทหารพราน 5 นาย ในช่วงก่อนหน้า

ขณะเดียวกัน พฤติการณ์การมุ่งทำลายเป้าหมายอ่อนแอ เช่น ร้านสะดวกซื้อ ถือเป็นยุทธศาสตร์บั่นทอนความเชื่อมั่นด้านการลงทุนและเพื่อต่อต้านระบบเศรษฐกิจทุนใหญ่ ซึ่งทำให้ร้านค้าท้องถิ่นต้องล้มหายไป

นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเมินสาเหตุมาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การสร้างอำนาจต่อรองบนโต๊ะเจรจาสันติสุขที่มีกำหนดเดินหน้าช่วงปลายเดือนตุลาคม การลองเชิงและประเมินท่าทีเจ้าหน้าที่ในช่วงใกล้สลับเปลี่ยนกำลังทหาร และสภาพอากาศช่วงฤดูฝนที่เอื้อต่อการนำยุทโธปกรณ์ออกมาใช้งาน

พร้อมชี้แจงถึงข้อสงสัยกรณีฝ่ายรัฐไม่ทราบเบาะแสล่วงหน้าว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุไม่ได้นัดหมายเวลาและสถานที่วางแผนพร้อมกัน

แต่เมื่อเกิดเหตุแรกขึ้นแล้วจะรับรู้ และลงมือต่อกันทันที

นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ประเมินว่า อาจเป็นการตอบโต้เชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มผู้ก่อเหตุต่อฝ่ายความมั่นคง ภายหลังเหตุการณ์เสียชีวิตของทหารพราน 5 นาย ทำให้ฝ่ายความมั่นคงเพิ่มความเข้มข้นในปฏิบัติการหลังสูญเสียทหารพราน

นอกจากนี้ โครงสร้างการก่อเหตุยังไม่อาจมองเป็นเรื่องของขบวนการบีอาร์เอ็นเพียงมิติเดียว

แต่มีลักษณะของ “ภัยแทรกซ้อน” เข้ามาเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิด ทั้งกลุ่มธุรกิจผิดกฎหมาย เครือข่ายค้าน้ำมันเถื่อน บุหรี่เถื่อน และขบวนการค้ายาเสพติด ซึ่งเสียประโยชน์จากการกระชับพื้นที่ปราบปรามของเจ้าหน้าที่รัฐ

กลุ่มทุนเทาเหล่านี้จึงเข้ามาร่วมสนับสนุนและปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ก่อเหตุ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ร่วมในการสร้างสถานการณ์ไร้ข้อยุติ

ด้าน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เชื่อว่าเป็นการร่วมมือกันระหว่างกลุ่มแนวร่วมเดิมกับ ‘กลุ่มหน้าขาว’ หรือผู้สนับสนุนที่ไม่เคยมีประวัติหมายจับ ทำหน้าที่ดูเส้นทางและอำนวยความสะดวก

เนื่องจากเหตุป่วนต้องใช้กำลังพลจำนวนมาก จำเป็นต้องดึงกลุ่มหน้าขาวเข้ามาช่วยปฏิบัติการ

ความสูญเสียและภาวะปั่นป่วนที่เกิดขึ้นนำมาซึ่งคำถามใหญ่ต่อประสิทธิภาพของระบบกรองข่าวสารทางทหาร

แม้ตัวแทนระดับสูงจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และกองทัพบกประสานเสียงยืนยันว่า รับทราบเบาะแสการข่าวล่วงหน้าจะมีการเคลื่อนไหว

แต่ในทางปฏิบัติกลับพบช่องโหว่ร้ายแรง ไม่สามารถคาดการณ์วัน เวลา และจุดลงมือจริงได้อย่างแม่นยำ

การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต้องออกมาแสดงความกังวลและระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า การเกิดเหตุพร้อมกันนับร้อยจุดโดยที่รัฐไม่สามารถป้องกันได้ เป็นเรื่องที่อธิบายกับประชาชนได้ยากและแสดงถึงประสิทธิภาพที่ต้องได้รับการปรับปรุงอย่างเร่งด่วน

นับเป็นภาพสะท้อนชั้นดีถึงความล้มเหลวในการบูรณาการระหว่างหน่วยงานข่าวกรอง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง

สอดคล้องกับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการผู้แทนพิเศษรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เผยผลหารือร่วมกับหน่วยงานฝ่ายความมั่นคง หลังนายกฯ เรียกถกด่วนที่ทำเนียบรัฐบาลหลังเกิดเหตุ

นายวันนอร์เผยว่า ทุกภาคส่วนยอมรับว่าการบูรณาการเดิมยังไม่แน่นพอ พร้อมประเมินสถานการณ์ผิดพลาดจากปัญหาการข่าวบกพร่อง และสรุปตรงกันว่าต้องสร้างความร่วมมือในทุกภาคส่วน

ขณะนี้การข่าวบกพร่องก็ถือว่ามีส่วน แต่ต้องเห็นใจคนทำงานเพราะคนจ้องจะก่อเหตุทำเมื่อเราเผลอ คนป้องกันก็ต้องมีเวลาเผลอบ้าง เช่น การเผา อบต. ไม่ได้มีการปิดสถานที่ ไม่มีคนเฝ้า บางแห่งไม่มีกล้องวงจรปิด ผู้ก่อเหตุก็จะดูว่ามีจุดบอดตรงไหนก็จะทำตรงนั้น

นายวันนอร์ระบุว่า เห็นใจทุกฝ่าย แต่เราไม่ควรทะเลาะกันเอง มองฝ่ายต่างๆ เป็นฝ่ายตรงข้าม อยากให้ร่วมมือกันทำงาน และขอย้ำว่าต้องไว้ใจกัน

นอกจากนั้น ยังยืนยันเหตุที่เกิดเป็นฝีมือกลุ่มบีอาร์เอ็น แต่หากเขาอยากคุยเราก็ต้องเปิดโอกาส แต่ต้องพูดคุยบนพื้นฐานรัฐธรรมนูญไทย หากมีความมุ่งมั่นที่จะให้พื้นที่สงบสุขสามารถพูดคุยได้

ขณะที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ประเมินข้อมูลจาก กอ.รมน. ว่าปฏิบัติการก่อเหตุทำเป็นขบวนการใหญ่ครั้งนี้ ต้องใช้กำลังพลรวมกันไม่ต่ำกว่า 500 คน

เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในภาพรวมของประเทศ ไม่ควรมองการแก้ปัญหาไว้ที่หน่วยงานความมั่นคงเพียงมิติเดียว

แต่ต้องเปิดใจรับฟังทุกภาคส่วน รวมถึงกลุ่มผู้เห็นต่าง เพื่อหาข้อสรุปร่วมกันเรื่องรูปแบบการบริหารจัดการพื้นที่ที่เหมาะสม

พ.ต.อ.ทวีย้ำแนวทางสำคัญ คือต้องให้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาของตนเอง พร้อมเร่งรัดการเยียวยาฟื้นฟู เพื่อให้สถานประกอบการกลับมาเปิดดำเนินการโดยเร็ว สร้างความมั่นคงของประชาชนควบคู่กันไป

เพื่อให้การแก้ไขปัญหากลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่แหลมคม ปัญหาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐกลับกลายเป็นเงื่อนไขเพิ่มความยุ่งยาก

เมื่อเกิดกรณีข้อร้องเรียนในพื้นที่อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ชาวบ้านผู้บาดเจ็บระบุว่าถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ปฏิบัติการลาดตระเวนของทหาร

เหตุการณ์ดังกล่าวลุกลามกลายเป็นชนวนสงครามข่าวสารในทันที

แม้โฆษกกระทรวงกลาโหมและกองทัพบกจะออกมาชี้แจงปฏิเสธว่า การใช้เฮลิคอปเตอร์ยิงใส่ประชาชนไม่เป็นความจริงตามหลักยุทธวิธี และผลการตรวจบาดแผลเบื้องต้นของแพทย์อ้างว่าเป็นกระสุนขนาด 9 มิลลิเมตร หรือ .22 มิลลิเมตร ในวิถีทำมุม 30 องศา

ไม่ใช่บาดแผลจากอาวุธสงครามก็ตาม

แต่รายงานข่าวเชิงลึกจากแหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่กลับให้ข้อมูลไปอีกทิศทาง ระบุว่าอาวุธที่ใช้ก่อเหตุอาจเป็นปืนเล็กยาวจู่โจม ขนาด 5.56 มิลลิเมตร หรือ M16 A2 ซึ่งเป็นปืนประจำกายของเจ้าหน้าที่ทหารบนเฮลิคอปเตอร์ที่บินลาดตระเวนระดับต่ำ และพบร่องรอยกระสุนเจาะลงผิวถนนยางมะตอยเป็นมุมสูงในลักษณะลึก 4-5 เซนติเมตร

สอดคล้องกับคลิปเสียงบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งปรากฏเสียงเครื่องยนต์เฮลิคอปเตอร์ และเสียงปืนยิงเป็นชุดทีละนัด

ความสับสนและข้อมูลที่ย้อนศรกันเองระหว่างหน่วยงานระดับนโยบายกับฝ่ายปฏิบัติการในพื้นที่ กลายเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้กลุ่มผู้ก่อเหตุนำไปใช้ขยายผลดิสเครดิตและทำลายความน่าเชื่อถือของกองทัพในสายตาของมวลชนท้องถิ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วิกฤตนี้อาจตกเป็นเครื่องมือการสร้างเงื่อนไขดึงกลุ่มวัยรุ่นเข้าร่วมขบวนการก่อความไม่สงบ

แม้รัฐบาลจะพยายามจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์วิถีกระสุนอย่างเป็นทางการ

แต่บาดแผลทางความรู้สึกและวิกฤตความไว้วางใจที่เกิดขึ้นแล้วนั้น ถือเป็นโจทย์หินที่ฝ่ายรัฐต้องเร่งเยียวยาแก้ไข

ก่อนที่ความแค้นจะถูกยกระดับไปสู่การสร้างแนวร่วมรุ่นใหม่เข้ามาทดแทนในอนาคต

บทเรียนจากปฏิบัติการป่วนเมืองนับร้อยจุดในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาไฟใต้ไม่อาจพึ่งพาเพียง “มิติด้านความมั่นคงและการใช้กำลังทหาร” ได้อีกต่อไป

แต่ต้องอาศัย “การเมืองนำการทหาร” ที่ผสานการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างแท้จริง

การเร่งรัดเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การฟื้นฟูความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ การรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ และการยึดมั่นในหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด

ถือเป็นกุญแจสำคัญดอกเดียวที่จะสามารถทลายเงื่อนไขความขัดแย้ง และนำพาสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่ชายแดนภาคใต้ได้อย่างเป็นรูปธรรมในท้ายที่สุด



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“วรวงศ์” ห่วง FTA ไทย–ยูเออี “ได้ไม่คุ้มเสีย” ทำร้ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเตือนอย่าใช้ FTA เป็นเครื่องมือการเมืองช่วงซักฟอก
อดีต ปลัด มท.สุทธิพงษ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อสังเกต ผลการตรวจสอบโครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อนฯ
อนุรักษนิยมไทยภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ?
กระทรวงเกษตรฯ ขอ ปชช.อย่าเพิ่งกังวล “UPOV1991” ยืนยันยังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อดี-ข้อเสียอย่างรอบด้าน ลั่น! ต้องปกป้องผลประโยชน์เกษตรกร-คนไทยเป็นหลัก
จาก IoT ถึง AIoT ก้าวสู่โลก AI เต็มรูปแบบ
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (24) สาร วิถี และมิตรใหม่
เมนูแฟรงเก้นสไตน์ ทำตามได้แต่อาจพัง
รู้จัก ‘หนู’ ผ่านเพลง King Rat สิ่งมีชีวิตที่ทำให้เรืออับปางได้ ในมหาสมุทรแห่งความโลภ
นาฬิกา เวลา ความหรูหรา และราคาที่นักการเมืองต้องจ่าย
‘ศูนย์ศิลปะการแสดงแห่งชาติ’ ก็ไม่เว้น นามนั้น สำคัญไฉน ทรัมป์วางชื่อ ‘ทาบ’ JFK แต่ไม่สำเร็จ
ความลับของ ‘ความลับ’ กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (1)
รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร เดาฉากทัศน์ ทศวรรษ 2570 ‘พลังคนเดือนตุลา คือพลังของคนตาย’