ยื่นฟ้องเอาผิด “ศิลปินแห่งชาติชื่อดัง” ยักยอกผลงานไปขายให้หน่วยงานรัฐ มูลค่า 8 แสนบาท
เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 นางสาวชุติมา นวลพลับ มอบหมายให้นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความ ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งเป็นคดีแพ่ง โดยฟ้องศิลปินแห่งชาติรายหนึ่ง เป็นจำเลยที่ 1 สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย หรือ สศร. เป็นจำเลยที่ 2 และกระทรวงวัฒนธรรม เป็นจำเลยที่ 3 ในข้อหา “เรียกทรัพย์คืน” พร้อมเรียกร้องทุนทรัพย์รวม 10,000,000 บาท
ตามคำฟ้อง ระบุว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ได้ตกลงซื้อภาพวาดจิตรกรรมชื่อ “พระพุทธบาท” พ.ศ. 2522 หรือ Lord Buddha’s Footprint 1979 ซึ่งเป็นผลงานเทคนิคสีน้ำมันและทองคำแท้บนผ้าใบ ขนาด 125 x 157 เซนติเมตร จากศิลปินแห่งชาติผู้ถูกกล่าวหา ในราคา 700,000 บาท โดยโจทก์ได้ชำระเงินครบถ้วนและมีการโอนกรรมสิทธิ์ พร้อมหนังสือมอบกรรมสิทธิ์และหลักฐานการลงลายมือชื่อไว้อย่างชัดเจน
ต่อมานายพิชัยได้ขอยืมภาพวาดดังกล่าวจากโจทก์ เพื่อนำไปจัดแสดงนิทรรศการ และในเดือนสิงหาคม 2556 ได้แจ้งโจทก์ว่ารัฐบาลขอยืมภาพไปจัดทำเป็น “แสตมป์ที่ระลึก” โดยนายพิชัยได้ทำหนังสือขอบคุณ พร้อมนำแสตมป์ที่ระลึกมาติดและลงลายมือชื่อกำกับ เพื่อยืนยันว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในภาพดังกล่าว
หลังจากนั้นโจทก์ได้ทวงถามขอภาพคืนมาโดยตลอด แต่นายพิชัยบ่ายเบี่ยง โดยอ้างว่าภาพยังอยู่ระหว่างการนำไปจัดแสดงและอยู่ระหว่างการเก็บรายละเอียดงานสี
กระทั่งวันที่ 25 กรกฎาคม 2566 โจทก์ตรวจพบว่าภาพวาด “พระพุทธบาท” พ.ศ. 2522 ถูกนำไปเผยแพร่บนเว็บไซต์ของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ในฐานะ “ผลงานสะสมของกระทรวงวัฒนธรรม”
จากการตรวจสอบของโจทก์พบว่า เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2554 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติ ได้นำภาพดังกล่าวไปเสนอขายให้สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย พร้อมผลงานอื่นรวม 3 ชิ้น ทั้งที่ในขณะนั้นกรรมสิทธิ์ในภาพเป็นของโจทก์ และต่อมามีการจัดทำใบสั่งซื้อเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2554 โดยผลงานทั้ง 3 ชิ้นมีราคารวม 800,000 บาท
โจทก์จึงเห็นว่า การกระทำของ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติ เป็นการนำทรัพย์สินของผู้อื่นไปขายโดยไม่มีสิทธิ์ และอ้างหลักกฎหมาย “ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน” หรือ Nemo dat quod non habet ซึ่งหมายความว่า ผู้ที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ย่อมไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นให้ผู้อื่นได้
โจทก์จึงเห็นว่า สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยและกระทรวงวัฒนธรรม แม้จะเป็นหน่วยงานของรัฐ ก็ไม่มีสิทธิถือครองภาพวาดดังกล่าว เนื่องจากผู้ขายไม่มีกรรมสิทธิ์ที่จะนำไปขายตั้งแต่ต้น
อย่างไรก็ตาม หากศาลมีคำวินิจฉัยว่าสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยซื้อภาพดังกล่าวไว้โดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1332 โจทก์ก็ยินดีชดใช้ราคาซื้อคืนเฉพาะส่วนของภาพ “พระพุทธบาท” โดยคำนวณจากสัดส่วนราคาผลงานทั้ง 3 ชิ้น เป็นเงินประมาณ 266,666.67 บาท เพื่อขอรับภาพวาดดังกล่าวคืนมาเป็นของโจทก์
ในคำขอท้ายฟ้อง โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบภาพวาด “พระพุทธบาท” พ.ศ. 2522 คืนแก่โจทก์ในสภาพสมบูรณ์ หากไม่สามารถส่งมอบทรัพย์สินคืนได้ ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ราคาภาพเป็นเงิน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะคืนทรัพย์หรือชำระราคาเสร็จสิ้น รวมทั้งให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์
ศาลกำหนดนัดพร้อมและชี้สองสถานในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2569 เวลา 09.00 น.
