คอลัมน์ Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
สิ่งหนึ่งที่ประชาชนสนใจเป็นพิเศษเมื่อเกิดการตั้งรัฐบาลและได้ตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่ก็คือ การประกาศรายชื่อว่าใครจะได้เป็นรัฐมนตรีที่คุมกระทรวงต่างๆ บ้าง
เพราะหน้าตาของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเป็นสัญญาณที่บอกทิศทางการเมืองได้อย่างชัดเจนว่าจะดำเนินไปอย่างไรนับจากจุดตั้งต้น
ดังนั้น การตัดสินใจของผู้นำในการเลือกสรรว่าใครควรดำรงตำแหน่งอะไรจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก และสามารถบ่งชี้ถึงศักยภาพในตัวของผู้นำคนนั้นได้
นิคโคโล มาเคียเวลลี (Niccol? Machiavelli) นักปรัชญาการเมืองชาวอิตาลี ก็เป็นผู้หนึ่งซึ่งได้เคยแนะแนวทางการเลือกรัฐมนตรีหรือเสนาบดีต่างๆ ในฐานะที่เป็นผู้ช่วยหรือเป็นมือทำงานคนสำคัญในการดำเนินงานให้ผู้ปกครอง ทำให้สามารถรักษาอำนาจและบริหารจัดการเรื่องต่างๆ ภายในรัฐให้ลุล่วงไปได้
โดยวิธีที่เขาเสนอไว้ปรากฏอยู่ในหนังสือ The Prince (เจ้าผู้ปกครอง) บทที่ 22 คณะรัฐมนตรีของผู้ปกครอง (A ruler’s ministers)
มาเคียเวลลีเปิดฉากบทที่ 22 ด้วยการกล่าวว่า
“การเลือกรัฐมนตรีของผู้ปกครองถือเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง เพราะคุณภาพของรัฐมนตรีที่เลือกมานั้นสะท้อนให้เห็นถึงปฏิภาณไหวพริบของผู้ปกครอง อันส่งผลต่อความประทับใจในหมู่ประชาชน หากรัฐมนตรีเหล่านั้นมีศักยภาพและสัตย์ซื่อ ประชาชนก็จะประเมินผู้ปกครองว่าฉลาดหลักแหลม เพราะผู้ปกครองตระหนักรู้ถึงความสามารถและความซื่อสัตย์ภักดีของรัฐมนตรีเหล่านั้น แต่ถ้าตรงกันข้าม หากบรรดารัฐมนตรีที่เลือกมาไม่ได้มีทั้งศักยภาพและความซื่อสัตย์สุจริต ประชาชนก็จะวิจารณ์ผู้ปกครองว่าเป็นการเลือกสรรรัฐมนตรีที่ผิดพลาด”
(เนื้อหาส่วนนี้ตามสำนวนของ Tim Parks เขียนว่า A ruler’s choice of ministers is an important matter. The quality of the ministers will reflect his good sense or lack of it and give people their first impression of the way the ruler’s mind is working. If his ministers are capable and loyal, people will always reckon a ruler astute, because he was able to recognize their ability and command their loyalty. When they are not, people will always have reason to criticize, because the first mistake the ruler made was in his choice of ministers.)
เพื่อพิจารณาศักยภาพในการเลือกสรรรัฐมนตรี มาเคียเวลลีจึงได้แบ่งผู้ปกครองออกเป็น 3 ประเภท
แบบแรก คือผู้ปกครองที่มีสายตาแหลมคมในการเลือกคนมาทำงาน สามารถประเมินและมองเห็นความเหมาะสมได้ด้วยตัวเอง ผู้ปกครองประเภทนี้มีคุณค่าอย่างยิ่ง
ส่วนแบบที่สอง คือผู้ปกครองที่ไม่ได้มีสายตาเฉียบแหลม ไม่สามารถอ่านคนให้ถ่องแท้ได้ด้วยตัวเอง แต่สามารถเข้าใจในสิ่งที่คนอื่นมองเห็น และรับฟังข้อเสนอแนะได้ ผู้ปกครองประเภทนี้มีคุณค่าเช่นกัน แม้จะไม่สูงเด่นก็ตาม
ส่วนแบบสุดท้าย คือผู้ปกครองที่มองอะไรไม่ออก ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถเข้าใจในสิ่งที่ผู้อื่นมองเห็นได้ ดังนั้น ต่อให้คนที่มองออกเสนอความเห็นแนะนำไปก็เท่านั้น ผู้ปกครองประเภทนี้ถือเป็นคนไร้ประโยชน์
มาเคียเวลลีคิดว่า ไม่จำเป็นที่ผู้นำทุกคนต้องเป็นประเภทที่หนึ่ง คนแบบนั้นต่อให้มีก็คงไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา
ทว่า ผู้นำในแบบที่สองนั้นหาได้ง่ายกว่าและฝึกฝนพัฒนาได้ คนเช่นนี้สามารถวินิจฉัยได้ว่าสิ่งใดดีหรือไม่ดี ซึ่งเพียงพอแล้วสำหรับการเป็นผู้ปกครองที่มีคุณภาพ
เพราะถึงแม้จะไม่สามารถทำงานต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง แต่เขาก็มองออกว่าคำแนะนำใดคือสิ่งที่ดีและควรปฏิบัติตาม
เมื่อเขาต้องการทำนโยบายเรื่องใดก็ไม่จำเป็นต้องลงมือเอง แต่กราดสายตามองหาบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาทำงานได้ ทำให้สามารถยับยั้งตรวจจับนโยบายที่แย่ และส่งเสริมผลักดันนโยบายที่ดีออกไป
เมื่อรัฐมนตรีเห็นว่าผู้ปกครองเป็นคนที่รู้จักแยกแยะ พวกเขาจะตระหนักว่าไม่อาจหลอกลวงผู้ปกครอง และต้องทำงานให้อยู่ในร่องในรอยเสมอ
มาเคียเวลลีแนะนำว่า วิธีการตรวจสอบว่าบุคคลใดเหมาะสมแก่การเลือกเข้ามาช่วยงาน คือดูว่าคนนั้นคิดคำนึงถึงอะไรมากกว่ากันระหว่างผลประโยชน์ของตัวเองกับผลประโยชน์ของผู้ปกครอง อันหมายรวมไปถึงกิจการของรัฐบาลด้วย เพราะผู้ปกครองอยู่ในฐานะของผู้กุมบังเหียนอำนาจรัฐ
หลักฐานในการพิจารณาเรื่องนี้คือนโยบายที่บุคคลนั้นออกแบบมา ให้ดูว่านโยบายนั้นเอื้อต่อผลประโยชน์ของใครกันแน่
แท้จริงแล้วเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ตัวเองหรือไม่
หากใช่ บุคคลดังกล่าวย่อมมิอาจเป็นรัฐมนตรีที่ดีได้ และผู้ปกครองที่ชาญฉลาดต้องไม่เผลอไปไว้ใจเด็ดขาด
รัฐมนตรีหรือเสนาบดีที่บริหารกิจการรัฐจะต้องไม่คิดถึงแต่ตัวเอง
แต่ต้องคำนึงถึงผู้นำหรือผู้บังคับบัญชาของเขาเท่านั้น โดยทุ่มเทสมาธิแรงกายแรงใจไปที่ผลสัมฤทธิ์ในกิจการรัฐ ซึ่งก็คือกิจธุระของผู้ปกครอง
แล้วมีวิธีใดที่ทำให้มั่นใจได้ว่ารัฐมนตรีที่เลือกจะยอมอุทิศตัวทำงานแบบที่กล่าวมา
มาเคียเวลลีแนะนำอย่างเรียบง่ายและตรงไปตรงมาว่า ต้องสร้างพันธะผูกพันให้เกิดขึ้นระหว่างผู้ปกครองกับรัฐมนตรี ด้วยการมอบผลประโยชน์และความมั่งคั่งให้
เมื่อเขาสุขสบายและไม่ขัดสนจนพอแก่ใจ พวกเขาจะได้ไม่ต้องแสวงหาอีก
รวมทั้งให้การยอมรับนับถือ ทำให้เขารู้สึกมีเกียรติมีศักดิ์ศรีที่ได้ทำงานใกล้ชิด และแต่งตั้งให้มีตำแหน่งต่างๆ ให้พวกเขาตระหนักซึ้งใจว่าหากไม่ได้มาอยู่ตรงนี้และไม่มีโอกาสทำงานรับใช้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีก็จะหลุดลอยหายไป
ดังนั้น พวกเขาจึงภักดีและทำงานสุดกำลังเพื่อปกปักรักษาสถานะเดิม มิให้ใครมาเปลี่ยนแปลงได้
ถ้าผู้ปกครองสามารถสถาปนาพันธะผูกพันระหว่างเขากับรัฐมนตรีทั้งหลายได้สำเร็จ ผู้นำและผู้ตามก็จะผนึกกำลังกลายเป็นเนื้อเดียวกันอย่างแน่นแฟ้น อันทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน
หากปราศจากพันธะดังกล่าว หนทางข้างหน้าก็เห็นทีว่าคงเดินไปสู่จุดจบไม่วันใดก็วันหนึ่ง ตามที่มาเคียเวลลีได้กล่าวปิดท้ายเอาไว้ในย่อหน้าสุดท้ายของบทนี้ว่า
“เพื่อให้มั่นใจว่ารัฐมนตรีที่เลือกมาจะทำงานประสานเป็นเนื้อเดียวกับผู้ปกครอง ผู้ปกครองก็ต้องมอบผลประโยชน์ให้แก่เขา ให้ได้มีความมั่งคั่ง ได้รับการเคารพยอมรับ สร้างพันธะผูกพันขึ้นมา แบ่งปันให้เขาได้มีเกียรติมีศักดิ์ศรี และแต่งตั้งให้มีตำแหน่งต่างๆ วิถีทางดังกล่าวนี้จะทำให้รัฐมนตรีเห็นว่าเขาไม่อาจอยู่รอดได้หากปราศจากผู้ปกครอง เขาจะได้รับเกียรติยศมากมายจนพอแก่ความต้องการ ทำให้ไม่แสวงหาอีก ได้ทรัพย์สินอย่างมั่งมี จนไม่มีทีท่าว่าต้องหาเพิ่ม และมีตำแหน่งมากมายซึ่งทำให้เขาปกปักรักษาเอาไว้มิให้เปลี่ยนไปจากสถานะเดิม เมื่อผู้ปกครองและรัฐมนตรีทั้งหลายผสานสัมพันธ์ต่อกันในวิถีทางดังกล่าว พวกเขาก็สามารถเชื่อถือไว้ใจซึ่งกันและกัน แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น เห็นทีว่า ไม่ผู้ปกครองก็รัฐมนตรีคงได้มีจุดจบที่เลวร้าย”
