bg-single

เหยี่ยวถลาลม | ทิ้งมันไว้ข้างหลัง

28.08.2026

ความสำเร็จคืออะไร ในแง่ของเด็กจบใหม่จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจและจากมหาวิทยาลัยที่เริ่มต้นบรรจุเป็น “รองสารวัตร” ก็ต้องคาดว่า ความสำเร็จคือการที่ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน และเลื่อนตำแหน่งทันทีในเวลาอันควร

คำถามมีต่อไปว่า ด้วย “ปัจจัย” อะไรที่จะทำให้ “รองสารวัตร” คนหนึ่งได้เลื่อนขั้นเงินเดือนและเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นไป

ปัจจุบันประมาณว่า มีตำรวจชั้นสัญญาบัตรอยู่ราว 7-8 หมื่นนาย

และถ้าเรียงลำดับ “ยศ” จากต่ำไปหาสูงสุด

ร้อยตำรวจตรี ถึง พลตำรวจเอก มีทั้งหมด 9 ชั้นยศ

บางชั้นยศถูกผูกเอาไว้กับ “ตำแหน่ง” ซึ่งหมายความว่า ถ้าไม่มี “ตำแหน่ง” ให้เลื่อนขึ้นไป “ยศ” ก็ต้องแป้กอยู่อย่างนั้น เช่น ถ้าไม่ได้เลื่อนขึ้นตำแหน่ง “สารวัตร” ก็ให้ติดยศ “ร้อยตำรวจเอก” ยาวๆ ไปเลย อาจถึง 15-16 ปีก็เคยมี

เป็นรองผู้กำกับการ ถ้าไม่มีเก้าอี้ “ผู้กำกับการ” ให้นั่ง ก็ติด “พันตำรวจโท” ไปจนเกษียณ

มีให้เห็นเป็นประจักษ์ “รองผู้บังคับการ” ยศ “พันตำรวจเอก” ถ้าไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “ผู้บังคับการ” ก็ไม่มีทางได้ติดยศ “พลตำรวจตรี”

ในยุคที่ป่าเถื่อนไม่ต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์อันใด ตำรวจเนติบัณฑิตที่มีความรู้ดี มีปริญญาทั้งจากในประเทศและต่างประเทศหลายใบ บางคนก็ติดอยู่แค่ “พันตำรวจเอก” หรือพลตำรวจตรี ในตำแหน่งผู้บังคับการ

ผู้การกับรองผู้บัญชาการที่ยศ “พลตำรวจตรี” เหมือนกัน จะว่าวาสนาหรือชะตาชีวิตก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ก้าวขึ้นถึงตำแหน่ง “ผู้บัญชาการ” ติดยศ “พลตำรวจโท”

แต่จากเก้าอี้ “ผู้บัญชาการ” จะขยับขึ้นเป็น “ผู้ช่วย ผบ.ตร.” นั้นไม่ค่อยจะระทึกใจนัก ถ้าประเมินแล้วเวลาที่เหลืออยู่ขึ้นเป็น “ผบ.ตร.” ไม่ทัน ผู้บัญชาการก็ไม่อยากเลื่อนขึ้นไป “ลอย” อยู่บนเก้าอี้ผู้ช่วย ผบ.ตร.

คนมีฤทธิ์จึงต้อง “วิ่งเต้น” ทันทีที่ที่นั่งเก้าอี้ “ผู้บังคับการ” ดังที่เคยปรากฏในอดีต 1 ปี กระโจนขึ้นไป 1 ตำแหน่ง

แค่ 5-6 ปีก็ปีนถึงเก้าอี้ “ผบ.ตร.”!!

การแต่งตั้งโยกย้ายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในอดีตจึงขึ้นชื่อเรื่องการทุจริตฉ้อฉลป่าเถื่อน เคยมีการทุบทิ้งทุกกฎเกณฑ์ ยกเลิกทุกกติกามารยาท เปิดช่องให้กับคำว่า “อำเภอใจ” ปูทางไปสู่การประมูลเก้าอี้ทั้งด้วยทองคำแท่งและเงินสด ทั้งด้วยระบบจ่ายครั้งเดียว และผูกปี

พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 กับการกลับมาของ “ก.ตร.” ทำให้ตำรวจได้รู้จัก “แผนที่ชีวิต” อีกครั้ง นั่นคือกฎหมายได้กำหนด “สัดส่วน” ที่บังคับให้การเลื่อนตำแหน่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์

เช่น การแต่งตั้งผู้ช่วย ผบ.ตร. รองจเรตำรวจแห่งชาติ, จเรตำรวจแห่งชาติ และรอง ผบ.ตร. ต้องเรียงตามลำดับอาวุโส 100%

การแต่งตั้งผู้บังคับการ, จเรตำรวจ, รองผู้บัญชาการ และผู้บัญชาการ ต้องมาจาก “ลำดับอาวุโส” อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง หรือ 50% ของตำแหน่งที่ว่างลง

ส่วนการแต่งตั้งสารวัตร รองผู้กำกับการ ผู้กำกับการ และรองผู้บังคับการนั้น ขั้นต่ำร้อยละ 33 ต้องเรียงลำดับตามอาวุโส

นอกจากนั้น ยังกำหนดเกณฑ์เอาไว้ด้วยว่า การเป็น “รองสารวัตร” นั้น อย่างน้อย 7 ปีจึงจะ “มีสิทธิ์” เลื่อนขึ้นเป็น “สารวัตร”

จากตำแหน่ง “สารวัตร” ไปจนถึง “รอง ผบ.ตร.” ก็มีเกณฑ์ขั้นต่ำการดำรงตำแหน่งไว้

เกิดสมมุติฐานว่า จะเป็น “รอง ผบ.ตร.” ได้ตอนอายุ 56-57 ปี หรือคนที่ขึ้นเป็น “ผบ.ตร.” จะมีอายุราว 57-59 ปี

แต่นั่นคือการคาดเดา

ความจริงที่ปรากฏล่าสุด “ผบ.ตร.” คนใหม่ที่จะเริ่มงานในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 อายุเพิ่งได้ 53 ปี และมีเวลานั่งเก้าอี้ “ผบ.ตร.” ได้ยาวนานถึง 7 ปี

ถามว่า มาได้อย่างไร

“สำราญ นวลมา” เป็น “รองผู้บัญชาการ” ปีเดียวก็ขึ้นเป็น “ผู้บัญชาการ”

เป็น “ผู้บัญชาการ” ปีเดียวก็ขึ้นเป็น “ผู้ช่วย ผบ.ตร.” 3 ปี ขึ้นเป็น “รอง ผบ.ตร.”

เป็น “รอง ผบ.ตร.” 1 ปี ได้ขึ้นเป็น “ผบ.ตร.”!

จาก นรต.รุ่น 50 ถ้าไล่ลงไปถึงรุ่น 42 ยังมีเหลืออยู่ในราชการก็ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ที่จะเกษียณในปี 2570

ผู้ที่เริ่มรับราชการตำรวจและนั่งอ่านแผนที่ชีวิตตำรวจจึงอย่าเพิ่งตั้งความคาดหวังใน “ความสำเร็จ”

ถึงแม้กฎหมายจะกำหนดให้แต่งตั้งยึดตามลำดับ “อาวุโส” อย่างต่ำร้อยละ 33 หรืออย่างน้อยร้อยละ 50 หรือ 100% ก็ตาม หากแต่ในสัดส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 67 หรือร้อยละ 50 นั้นที่ระบุว่า ให้พิจารณาจาก “อาวุโส+ความรู้+ความสามารถ” นั้นไม่ได้หมายความว่า “จะต้องปฏิบัติ”

“ความสำเร็จ” ของตำรวจแต่ละคนจึงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

การจะเลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่งหนึ่งๆ เมื่อถึงเวลาอันควรนั้นไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยยะกับ “ความรู้ความสามารถ”

ถึงแม้จะมีความรู้ดี มีความสามารถครบถ้วนก็ไม่มีอะไรการันตี หลายคนประสบชะตากรรม “ตรงกันข้าม” ฝีไม้ลายมือชั้นครู รู้รอบรู้คิด ปฏิบัติการมั่นคงแน่นอนตรงไปตรงมา เชื่อถือได้ แต่อาจถูกเอาไปเก็บไว้ใน “กรุ” ไม่มีสิทธิ์ใช้ทรัพยากรอันใดในองค์กรตำรวจให้เกิดประโยชน์กับภารกิจปกป้องคุ้มภัยแก่ประชาชน

ภายหลังการแต่งตั้งของตำรวจเสร็จสิ้นลงทุกครั้ง รุ่นพี่ๆ ที่เป็นคนมีศักยภาพผ่านงานหลายหน้ามาโชกโชนต้องปิดปากเงียบ น้องๆ รุ่นหลัง 5-10 รุ่นเหยียบหัวข้ามไปนั่งเป็นผู้บังคับบัญชา

กรณีตำแหน่งน้อย-คนเยอะ หรือตำแหน่งกับยศถูกผูกติดกันจนกลายเป็นยิ่งกว่าคอขวดนั้น ทุกคนเข้าใจได้

เพียงแต่ในการประเมิน “ค่าของงาน” กับ “คุณภาพของคน” ในวัฒนธรรมตำรวจ “เป็นธรรม” หรือไม่

แน่นอนว่า หลังจากมี พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ การแต่งตั้งโยกย้ายที่ทุจริตฉ้อฉลดังในอดีตทุเลาเบาบางลง แต่กฎเกณฑ์ใหม่นี้ก็มี “จุดอ่อน” ที่พึงตระหนัก

นั่นก็คือ เป็นโอกาสอันงดงามของคนประเภท “ค้นหาความชั่วก็ไม่ดี ค้นหาความดีก็ไม่ปรากฎ”

ถามว่า เช่นนั้นแล้ว สัดส่วนของ “ความรู้-ความสามารถ” ที่กฎหมายกำหนดไว้ยังจะมีประโยชน์อันใดกับตำรวจ!?!!!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“วรวงศ์” ห่วง FTA ไทย–ยูเออี “ได้ไม่คุ้มเสีย” ทำร้ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเตือนอย่าใช้ FTA เป็นเครื่องมือการเมืองช่วงซักฟอก
อดีต ปลัด มท.สุทธิพงษ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อสังเกต ผลการตรวจสอบโครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อนฯ
อนุรักษนิยมไทยภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ?
กระทรวงเกษตรฯ ขอ ปชช.อย่าเพิ่งกังวล “UPOV1991” ยืนยันยังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อดี-ข้อเสียอย่างรอบด้าน ลั่น! ต้องปกป้องผลประโยชน์เกษตรกร-คนไทยเป็นหลัก
จาก IoT ถึง AIoT ก้าวสู่โลก AI เต็มรูปแบบ
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (24) สาร วิถี และมิตรใหม่
เมนูแฟรงเก้นสไตน์ ทำตามได้แต่อาจพัง
รู้จัก ‘หนู’ ผ่านเพลง King Rat สิ่งมีชีวิตที่ทำให้เรืออับปางได้ ในมหาสมุทรแห่งความโลภ
นาฬิกา เวลา ความหรูหรา และราคาที่นักการเมืองต้องจ่าย
‘ศูนย์ศิลปะการแสดงแห่งชาติ’ ก็ไม่เว้น นามนั้น สำคัญไฉน ทรัมป์วางชื่อ ‘ทาบ’ JFK แต่ไม่สำเร็จ
ความลับของ ‘ความลับ’ กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (1)
รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร เดาฉากทัศน์ ทศวรรษ 2570 ‘พลังคนเดือนตุลา คือพลังของคนตาย’