ความสำเร็จคืออะไร ในแง่ของเด็กจบใหม่จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจและจากมหาวิทยาลัยที่เริ่มต้นบรรจุเป็น “รองสารวัตร” ก็ต้องคาดว่า ความสำเร็จคือการที่ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน และเลื่อนตำแหน่งทันทีในเวลาอันควร
คำถามมีต่อไปว่า ด้วย “ปัจจัย” อะไรที่จะทำให้ “รองสารวัตร” คนหนึ่งได้เลื่อนขั้นเงินเดือนและเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นไป
ปัจจุบันประมาณว่า มีตำรวจชั้นสัญญาบัตรอยู่ราว 7-8 หมื่นนาย
และถ้าเรียงลำดับ “ยศ” จากต่ำไปหาสูงสุด
ร้อยตำรวจตรี ถึง พลตำรวจเอก มีทั้งหมด 9 ชั้นยศ
บางชั้นยศถูกผูกเอาไว้กับ “ตำแหน่ง” ซึ่งหมายความว่า ถ้าไม่มี “ตำแหน่ง” ให้เลื่อนขึ้นไป “ยศ” ก็ต้องแป้กอยู่อย่างนั้น เช่น ถ้าไม่ได้เลื่อนขึ้นตำแหน่ง “สารวัตร” ก็ให้ติดยศ “ร้อยตำรวจเอก” ยาวๆ ไปเลย อาจถึง 15-16 ปีก็เคยมี
เป็นรองผู้กำกับการ ถ้าไม่มีเก้าอี้ “ผู้กำกับการ” ให้นั่ง ก็ติด “พันตำรวจโท” ไปจนเกษียณ
มีให้เห็นเป็นประจักษ์ “รองผู้บังคับการ” ยศ “พันตำรวจเอก” ถ้าไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “ผู้บังคับการ” ก็ไม่มีทางได้ติดยศ “พลตำรวจตรี”
ในยุคที่ป่าเถื่อนไม่ต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์อันใด ตำรวจเนติบัณฑิตที่มีความรู้ดี มีปริญญาทั้งจากในประเทศและต่างประเทศหลายใบ บางคนก็ติดอยู่แค่ “พันตำรวจเอก” หรือพลตำรวจตรี ในตำแหน่งผู้บังคับการ
ผู้การกับรองผู้บัญชาการที่ยศ “พลตำรวจตรี” เหมือนกัน จะว่าวาสนาหรือชะตาชีวิตก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ก้าวขึ้นถึงตำแหน่ง “ผู้บัญชาการ” ติดยศ “พลตำรวจโท”
แต่จากเก้าอี้ “ผู้บัญชาการ” จะขยับขึ้นเป็น “ผู้ช่วย ผบ.ตร.” นั้นไม่ค่อยจะระทึกใจนัก ถ้าประเมินแล้วเวลาที่เหลืออยู่ขึ้นเป็น “ผบ.ตร.” ไม่ทัน ผู้บัญชาการก็ไม่อยากเลื่อนขึ้นไป “ลอย” อยู่บนเก้าอี้ผู้ช่วย ผบ.ตร.
คนมีฤทธิ์จึงต้อง “วิ่งเต้น” ทันทีที่ที่นั่งเก้าอี้ “ผู้บังคับการ” ดังที่เคยปรากฏในอดีต 1 ปี กระโจนขึ้นไป 1 ตำแหน่ง
แค่ 5-6 ปีก็ปีนถึงเก้าอี้ “ผบ.ตร.”!!
การแต่งตั้งโยกย้ายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในอดีตจึงขึ้นชื่อเรื่องการทุจริตฉ้อฉลป่าเถื่อน เคยมีการทุบทิ้งทุกกฎเกณฑ์ ยกเลิกทุกกติกามารยาท เปิดช่องให้กับคำว่า “อำเภอใจ” ปูทางไปสู่การประมูลเก้าอี้ทั้งด้วยทองคำแท่งและเงินสด ทั้งด้วยระบบจ่ายครั้งเดียว และผูกปี
พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 กับการกลับมาของ “ก.ตร.” ทำให้ตำรวจได้รู้จัก “แผนที่ชีวิต” อีกครั้ง นั่นคือกฎหมายได้กำหนด “สัดส่วน” ที่บังคับให้การเลื่อนตำแหน่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์
เช่น การแต่งตั้งผู้ช่วย ผบ.ตร. รองจเรตำรวจแห่งชาติ, จเรตำรวจแห่งชาติ และรอง ผบ.ตร. ต้องเรียงตามลำดับอาวุโส 100%
การแต่งตั้งผู้บังคับการ, จเรตำรวจ, รองผู้บัญชาการ และผู้บัญชาการ ต้องมาจาก “ลำดับอาวุโส” อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง หรือ 50% ของตำแหน่งที่ว่างลง
ส่วนการแต่งตั้งสารวัตร รองผู้กำกับการ ผู้กำกับการ และรองผู้บังคับการนั้น ขั้นต่ำร้อยละ 33 ต้องเรียงลำดับตามอาวุโส
นอกจากนั้น ยังกำหนดเกณฑ์เอาไว้ด้วยว่า การเป็น “รองสารวัตร” นั้น อย่างน้อย 7 ปีจึงจะ “มีสิทธิ์” เลื่อนขึ้นเป็น “สารวัตร”
จากตำแหน่ง “สารวัตร” ไปจนถึง “รอง ผบ.ตร.” ก็มีเกณฑ์ขั้นต่ำการดำรงตำแหน่งไว้
เกิดสมมุติฐานว่า จะเป็น “รอง ผบ.ตร.” ได้ตอนอายุ 56-57 ปี หรือคนที่ขึ้นเป็น “ผบ.ตร.” จะมีอายุราว 57-59 ปี
แต่นั่นคือการคาดเดา
ความจริงที่ปรากฏล่าสุด “ผบ.ตร.” คนใหม่ที่จะเริ่มงานในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 อายุเพิ่งได้ 53 ปี และมีเวลานั่งเก้าอี้ “ผบ.ตร.” ได้ยาวนานถึง 7 ปี
ถามว่า มาได้อย่างไร
“สำราญ นวลมา” เป็น “รองผู้บัญชาการ” ปีเดียวก็ขึ้นเป็น “ผู้บัญชาการ”
เป็น “ผู้บัญชาการ” ปีเดียวก็ขึ้นเป็น “ผู้ช่วย ผบ.ตร.” 3 ปี ขึ้นเป็น “รอง ผบ.ตร.”
เป็น “รอง ผบ.ตร.” 1 ปี ได้ขึ้นเป็น “ผบ.ตร.”!
จาก นรต.รุ่น 50 ถ้าไล่ลงไปถึงรุ่น 42 ยังมีเหลืออยู่ในราชการก็ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ที่จะเกษียณในปี 2570
ผู้ที่เริ่มรับราชการตำรวจและนั่งอ่านแผนที่ชีวิตตำรวจจึงอย่าเพิ่งตั้งความคาดหวังใน “ความสำเร็จ”
ถึงแม้กฎหมายจะกำหนดให้แต่งตั้งยึดตามลำดับ “อาวุโส” อย่างต่ำร้อยละ 33 หรืออย่างน้อยร้อยละ 50 หรือ 100% ก็ตาม หากแต่ในสัดส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 67 หรือร้อยละ 50 นั้นที่ระบุว่า ให้พิจารณาจาก “อาวุโส+ความรู้+ความสามารถ” นั้นไม่ได้หมายความว่า “จะต้องปฏิบัติ”
“ความสำเร็จ” ของตำรวจแต่ละคนจึงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
การจะเลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่งหนึ่งๆ เมื่อถึงเวลาอันควรนั้นไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยยะกับ “ความรู้ความสามารถ”
ถึงแม้จะมีความรู้ดี มีความสามารถครบถ้วนก็ไม่มีอะไรการันตี หลายคนประสบชะตากรรม “ตรงกันข้าม” ฝีไม้ลายมือชั้นครู รู้รอบรู้คิด ปฏิบัติการมั่นคงแน่นอนตรงไปตรงมา เชื่อถือได้ แต่อาจถูกเอาไปเก็บไว้ใน “กรุ” ไม่มีสิทธิ์ใช้ทรัพยากรอันใดในองค์กรตำรวจให้เกิดประโยชน์กับภารกิจปกป้องคุ้มภัยแก่ประชาชน
ภายหลังการแต่งตั้งของตำรวจเสร็จสิ้นลงทุกครั้ง รุ่นพี่ๆ ที่เป็นคนมีศักยภาพผ่านงานหลายหน้ามาโชกโชนต้องปิดปากเงียบ น้องๆ รุ่นหลัง 5-10 รุ่นเหยียบหัวข้ามไปนั่งเป็นผู้บังคับบัญชา
กรณีตำแหน่งน้อย-คนเยอะ หรือตำแหน่งกับยศถูกผูกติดกันจนกลายเป็นยิ่งกว่าคอขวดนั้น ทุกคนเข้าใจได้
เพียงแต่ในการประเมิน “ค่าของงาน” กับ “คุณภาพของคน” ในวัฒนธรรมตำรวจ “เป็นธรรม” หรือไม่
แน่นอนว่า หลังจากมี พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ การแต่งตั้งโยกย้ายที่ทุจริตฉ้อฉลดังในอดีตทุเลาเบาบางลง แต่กฎเกณฑ์ใหม่นี้ก็มี “จุดอ่อน” ที่พึงตระหนัก
นั่นก็คือ เป็นโอกาสอันงดงามของคนประเภท “ค้นหาความชั่วก็ไม่ดี ค้นหาความดีก็ไม่ปรากฎ”
ถามว่า เช่นนั้นแล้ว สัดส่วนของ “ความรู้-ความสามารถ” ที่กฎหมายกำหนดไว้ยังจะมีประโยชน์อันใดกับตำรวจ!?!!!
