bg-single

ใจแผ่นดิน | เรื่องสั้น : พิเชษฐ์ เบญจมาศ

28.08.2026

รถบัสจอดส่งคณะนักศึกษาที่หน้าลานจอดรถอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน แนน หญิงสาวหน้าตาจริงจัง ผู้ประสานงานนักศึกษา รีบก้าวลงจากรถ และเดินนำเราเข้าสู่ห้องบรรยายของทางอุทยานฯ ทันที

“สายแล้ว เดี๋ยวเราจะเข้าถึงพื้นที่ค่ำ” เธอบอกพวกเราให้รีบเดินตามไป

ผมเห็นแนนเดินเข้าไปสวัสดีเจ้าหน้าที่เสื้อเขียวลายพราง ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านหน้าห้อง เธอพูดคุยอะไรสักอย่าง แต่ไกลเกินที่ผมจะได้ยิน ทว่ารอยยิ้มระหว่างสนทนา ทำให้ผมเดาว่าเธอคงมาติดต่องานที่นี่หลายครั้งแล้ว จึงดูคุ้นชิน

ละสายตาจากแนน ผมมองหาที่นั่ง เลือกเก้าอี้แถวสุดท้าย เพื่อจะไม่ต้องเป็นที่จับจ้องมากเกินไป และสะดวกต่อการเคลื่อนไหว

ไม่นาน พิธีการก็เริ่มต้นขึ้น เริ่มจากการแนะนำตัว บอกเป้าหมายการมาศึกษาดูงาน และส่งต่อให้ทางเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งรับหน้าที่เป็นวิทยากรบรรยาย

“ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และกลุ่มป่าแก่งกระจานยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกจากยูเนสโก เมื่อปี 2564 อีกด้วย”

ผมเริ่มหยิบกล้องถ่ายรูปตัวโปรด Canon EOS R6 Mark II ขึ้นมาถ่ายรูป ตามโจทย์ที่ได้รับจากแนน ว่าอยากได้ภาพกิจกรรมเพื่อประกอบการเขียนรายงาน และนำเสนอกับคณบดี

“ได้รับการประกาศให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2524 เป็นอุทยานแห่งชาติที่สมบูรณ์ เป็นป่าต้นน้ำลำธารของลุ่มแม่น้ำเพชรบุรี และแม่น้ำปราณบุรี มีเนื้อที่ประมาณ 1.8 ล้านไร่ โดยกำหนดพื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำและป่าเหนือเขื่อนแก่งกระจานเป็นเขตอุทยาน”

การบรรยายยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่ผมมองหามุมมองเพื่อถ่ายรูป ประโยคของโรเบิร์ต คาปา ที่ว่า ถ้าภาพของคุณยังไม่ดีพอ แสดงว่าคุณยังอยู่ไม่ใกล้พอ ดังก้องในความรู้สึกนึกคิดระหว่างมองหามุมมองภาพถ่าย ซึ่งผมอยากใกล้พอสำหรับงานนี้

ชั่วโมงต่อมา หลังจากที่การบรรยายเสร็จสิ้นลง แนนเรียกเรามารวมตัวกันที่ลานด้านหน้าอาคารสำนักงานอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เธอบอกนักศึกษาทุกคนว่าจะออกเดินทางไปหมู่บ้านบางกลอย โดยรถกระบะสามคันมีหลังคา อีกสองคันไม่มีหลังคา เธอบอกว่าให้เราตกลงกันเองว่าจะให้ใครนั่งคันไหน เพราะระหว่างทางฝนอาจตกลงมา ในส่วนกระเป๋าจะมีถุงดำสำหรับสวมครอบเอาไว้

ผมพยายามสังเกตท้องฟ้า ฟ้ามีเมฆหนา พยากรณ์อากาศบอกว่าช่วงบ่ายอาจมีฝนตก

เต้ง หนุ่มวัยกลางคนจากพรรคการเมืองหัวก้าวหน้า แนะนำผมว่าควรไปนั่งในรถมีหลังคา เขาเป็นห่วง เกรงว่ากล้องถ่ายรูปจะเปียก ผมขอบใจเขา ก่อนจะก้าวขึ้นรถกระบะคันสีขาว มีเต้ง มีมินท์ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ จากกรมป่าไม้ มีฝ้าย นักวิชาการวัฒนธรรม จากกระทรวงวัฒนธรรม มีเบียร์ นักเขียนสารคดีชื่อดัง นั่งเป็นเพื่อนร่วมทาง

รถเคลื่อนตัวจากที่จอด วิ่งตามถนนคอนกรีตเส้นเล็ก ถนนกว้างขนาดพอสวนคันได้แบบระมัดระวัง ข้างทางมีต้นไม้ที่ผมไม่รู้จักและต้นหญ้าแปลกตาขึ้นสูง ไม่นานรถกระบะก็วิ่งผ่านด่านตรวจย่อยของอุทยานฯ ผมได้ยินคนขับรถสื่อสารด้วยภาษากะเหรี่ยงกับเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ที่ด่าน คงเป็นการบอกพิกัดปลายทางหรือบอกว่าพวกเรามาจากไหน

พ้นด่านตรวจ ถนนคอนกรีตเปลี่ยนเป็นถนนดิน รถเริ่มปรับเกียร์ต่ำ เพราะเริ่มไต่ขึ้นเขา

“อีกสองชั่วโมง” เต้งเอ่ยบอกพวกเรา ระหว่างที่มินท์เริ่มแจกแมสก์ที่รับมาจากแนนให้ทุกคน เธอบอกว่าเอาไว้กันฝุ่น

เป็นเช่นที่มินท์ว่า ฝุ่นดินลอยคลุ้งระหว่างที่รถวิ่ง ทำให้คิดถึงบรรยากาศหมู่บ้านที่เรากำลังจะเดินทางไปถึง โป่งลึก-บางกลอย ผมเคยเห็นภาพถ่ายและเรื่องราวของผู้คนที่นั่น ก่อนหน้าที่จะเดินทางเข้าพื้นที่ในวันนี้มาบ้าง แต่ก็นึกภาพพื้นที่จริงไม่ออก แต่คิดว่ามาครั้งนี้ผมจะใกล้พอที่จะถ่ายภาพเหล่านั้นบ้าง

ในรถของเรา มีเพียงเต้งที่เคยเดินทางมาที่นี่แล้ว เขาบอกว่า ตอนนั้นมาเพื่อติดตามเรื่องกรณีพิพาทเผาไล่ที่ เขาเล่ารายละเอียดเรื่องคดีความที่ชาวบ้านโดนฟ้อง เรื่องความไม่เป็นธรรมในการสืบสวนสอบสวนที่ทางรัฐปฏิบัติต่อพี่น้องบางกลอย เขาเอ่ยถึงปู่คออี้ หรือโคอี้ มิมี ผู้ถือกำเนิดบนใจแผ่นดิน หรือที่ทางการเรียกว่าบางกลอยบน ผู้ถูกขับลงมาที่บางกลอยล่างจากยุทธการตะนาวศรีในปี 2554

ช่วงหนึ่ง ขณะที่รถชะลอความเร็วลง เพื่อหลบให้รถนักท่องเที่ยวที่เดินทางออกจากบางกลอยสวนทางออกไป ผมหันมองออกไปข้างทาง ลึกลงไปจากแนวถนนดินที่เราอยู่ ผมเห็นผืนป่ากว้าง เขียว สลับซับซ้อนระหว่างภูเขา ไกลสุดลูกหูลูกตา ในใจพลันนึกว่าหมู่บ้านซ่อนตัวอยู่ตรงไหนในพื้นที่ป่าเช่นนี้ ใจแผ่นดินอยู่ตรงไหน และในเมื่อป่าผืนใหญ่จนมิอาจมองเห็นปลายทาง ทำไมจึงมิอาจอนุญาตให้ปู่คออี้และลูกหลานอาศัยอยู่

บิลลี่ พอละจี

ผ่านสองชั่วโมง เราก็มาถึงเชิงสะพานบ้านโป่งลึก รถกระบะจอดให้เราลง แนนเดินมาหา เธอบอกว่าให้เตรียมสัมภาระที่จำเป็น เราจะเดินข้ามสะพาน ไปที่อาคารอเนกประสงค์ของโรงเรียนชุมชนบ้านบางกลอย

ผมรีบเดินข้ามสะพานที่ทอดระหว่างบ้านโป่งลึกกับบ้านบางกลอย สะพานสูงจากระดับน้ำด้านล่างจนผมรู้สึกถึงความกลัวในใจ ผมเห็นเด็กสองคนลอยตัวอยู่ริมน้ำ มองจากบนสะพานเห็นเด็กตัวเล็กขนาดเท่าใบไม้ ส่วนสายน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรีก็ใสราวมรกตสีนิล นี่กระมัง ความใสจนเป็นสีดำ ผมรีบกดชัตเตอร์บันทึกภาพแม่น้ำเพชรบุรี ก่อนจะเดินต่อไปจนสุดสะพาน หามุมมอง ถ่ายภาพนักศึกษาตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย

จากสะพาน เราเดินผ่านหมู่บ้าน เข้าโรงเรียน และมาถึงอาคารอเนกประสงค์ตามที่นัดหมายไว้ ผมมองดูเวลา นาฬิกาข้อมือบอกว่าอีกชั่วโมงจะเที่ยง

ชายหนุ่มร่างเล็ก เจ้าของพื้นที่ ที่แนนบอกเราว่าเป็นแกนนำเคลื่อนไหวเรื่องการต่อสู้ต่อจากบิลลี่ พอละจี กล่าวต้อนรับ เขายิ้มตลอดเวลาตอนที่พูด ยิ้มทั้งตา ทั้งหน้า ทั้งปาก เป็นรอยยิ้มที่จริงใจจนผมเผลอยิ้มตามไปด้วย ผมถ่ายภาพเขาไว้หลายภาพ อยากเก็บรอยยิ้มแบบนี้เอาไว้ ก่อนจะเหลือบไปเห็นภาพถ่ายบิลลี่ พอละจี ในกรอบภาพที่ติดไว้กลางอาคารห้อง

ใบหน้าของบิลลี่ พอละจี คล้ายกับใบหน้าของชายหนุ่มที่พูดอย่างแยกไม่ออก

“ผมกับเพื่อนโดนคดีจากความพยายามที่จะกลับไปทำไร่ที่ใจแผ่นดิน”

ประโยคบอกเล่าเรียบง่ายของเขาสั่นสะเทือนใจผมอย่างมิอาจปฏิเสธ ผมอยากถ่ายภาพประโยคดังกล่าวเอาไว้ ความรู้สึกนั้นถั่งล้นใจผมออกมา ผมพยายามมองหาความหมายของประโยคดังกล่าว ผมเลือกถ่ายภาพใบหน้าของชายหนุ่ม โดยมีภาพเบื้องหลังเป็นกรอบรูบของบิลลี่ พอละจี

“ปีนี้ครบรอบสามสิบปี ที่เราถูกขับไล่ออกจากใจแผ่นดิน”

เขาทิ้งท้ายการบรรยายด้วยประโยคดังกล่าว

หลังมื้อเที่ยง คณะนักศึกษาถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกไปเรียนรู้เรื่องที่ดิน กลุ่มที่สองไปเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจชุมชน กลุ่มที่สามไปเรียนรู้เรื่องวิถีชีวิตชุมชน ส่วนผมมีหน้าที่ตามเก็บภาพกิจกรรมทั้งสามกลุ่ม

ผมเลือกเดินตามกลุ่มที่ดินเป็นลำดับแรก กลุ่มนี้มีชายหนุ่มที่พยายามกลับไปใจแผ่นดินเป็นหัวหน้าคณะ เขาพาเดินไปดูที่นา สวน และที่ดินทำกินของชาวบ้าน มีบางแปลงที่เตียนโล่ง เพื่อเตรียมการเพาะปลูก บางแปลงก็ขนัดแน่นไปด้วยต้นไม้หลากพันธุ์

“ชาวบ้านได้รับการจัดสรรที่ดินครอบครัวละเจ็ดไร่ ตอนที่ย้ายลงมาจากใจแผ่นดิน แต่ก็ใช่ว่าทุกแปลงจะสามารถทำนา หรือปลูกพืชได้”

เขาอธิบายต่อว่า นาที่เห็นเป็นของครอบครัวที่โชคดี ที่ได้รับการจัดสรรที่ที่ดี จึงมีข้าวกินไม่ต้องซื้อ ส่วนคนที่ได้รับการจัดสรรที่ดินที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้ ก็ถือว่าโชคร้าย

ผมตามฟังคำพูดของเขา มันเรียบง่าย คล้ายทำใจยอมรับได้บ้าง ถ้าว่ากันตามโชคชะตา แต่ผมก็เห็นการปฏิเสธอยู่ในที สิ่งนั้นปรากฏผ่านดวงตาของเขา ตลอดเวลาที่พูดถึงเรื่องราวดังกล่าว ผมพยายามปะติดปะต่อเรื่องราว และเริ่มคิดตามว่านั่นคงเป็นสาเหตุที่เขาพยายามจะย้ายกลับไปที่ใจแผ่นดิน

ขณะที่ผมกำลังพยายามหามุมถ่ายภาพที่ดิน เต้งที่ร่วมกลุ่มมาด้วย ได้ถามว่าใจแผ่นดินอยู่ตรงไหน และที่นั่นเป็นอย่างไร บทสนทนาหลังจากนั้นคล้ายเรื่องราวของชุมชนบรรพกาล ที่ทุกอย่างอุดมสมบูรณ์ และเต็มไปด้วยจิตวิญญาณ

ในภวังค์แห่งเรื่องเล่าถึงใจแผ่นดิน ผมเห็นชุมชนที่ผู้คนอาศัยอยู่ท่ามกลางผืนป่า รายล้อมไปด้วยต้นไม้ สายน้ำสีดำเงาไหลเอื่อยพาดกลางชุมชน ที่นี่มีเด็กเป็นจำนวนมาก ทั้งเด็กชายเด็กหญิง ที่นี่มีคนหนุ่มสาวเป็นจำนวนมาก ทั้งผู้ชายผู้หญิง ที่สำคัญที่นี่ยังไม่เคยมีคนตาย และมีลมพัดระรื่นตลอดเวลา ทุ่งนาไต่ระดับจากหุบเขาขึ้นมาถึงยอด นกหลากสีเกาะอยู่ตามคาคบไม้ เช่นเดียวกับฝูงผีเสื้อที่เกาะตามผืนแผ่นดิน ทุกคนรู้จักกัน เป็นเครือญาติกัน แบ่งปันแก่กัน และยังไม่รู้จักครอบครองเป็นของตน

ผมคิดถึงเรื่องราวใจแผ่นดินเช่นนั้น ตอนที่ฟังบทสนทนา

ต่อมาผมเดินห่างออกมาจากกลุ่มแรก ตามไปดูกลุ่มเรื่องวิถีชุมชน ผมเดินสวนนักท่องเที่ยววัยกลางคน พวกเขาแต่งตัวแบบคนเมือง ทันสมัย และดูแปลกตาจากผู้คนที่นี่มาก ระหว่างทางผมเห็นผู้หญิงเสื้อแดง สวมแว่นกันแดดสีดำ นำขนมมาแจกให้เด็กๆ ที่มายืนรออยู่ เด็กๆ ดีใจที่ได้ขนม ผู้หญิงเสื้อแดงขอถ่ายรูปคู่กับเด็กๆ

ผมยืนนิ่ง มองภาพนั้นคล้ายภาพซ้ำที่เคยเห็นมาก่อน

อีกสักพัก ก็มีนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่เดินเข้ามา รอบนี้เป็นวัยรุ่น พวกเขาก็มีขนมมาแจกให้เด็กๆ เช่นเดียวกัน

ผมพยายามระงับความคิด เดินต่อไปที่อาคารแสดงสินค้าของชุมชน อาคารไม้ชั้นครึ่ง ด้านหน้ามีสินค้าทำมือวางแสดงเป็นระเบียบ เป็นงานฝีมือประเภทผ้าทอ และสิ่งประดิษฐ์แบบของฝากที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป ข้างในอาคาร นักศึกษากำลังสนทนากับหญิงวัยกลางคน เธอสวมชุดพื้นเมืองสีสันเหมือนดอกไม้

ขณะที่ยืนอยู่ กลุ่มวัยรุ่นที่ผมเห็นก่อนหน้า ได้เดินเข้ามาเลือกของฝาก บทสนทนาของพวกเขาทำให้ผมรู้ว่าพวกเขามาจากกรุงเทพฯ และรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้เห็นวิถีอันงดงามเช่นนี้ บางคนในกลุ่มถึงขั้นพูดกันว่าอยากให้ที่นี่อยู่กันแบบนี้ตลอดไป

ผมเดินฉากจากพวกเขาออกมา ผมมองหามุมถ่ายรูปที่เห็นภาพนักท่องเที่ยวกำลังยืนเลือกของที่ระลึก นี่เป็นภาพสะท้อนเศรษฐกิจชุมชนแบบหนึ่ง มากกว่าภาพ ผมยังอดคิดไม่ได้ว่า บางทีการเข้ามาของนักท่องเที่ยวคือรายได้ที่เกิดขึ้น ถ้าอนาคตมีข้อเสนอให้กลับใจแผ่นดินได้ จะยังมีใครอยากกลับไปที่นั่นอีกไหม

บิลลี่ พอละจี

คณะนักศึกษาออกจากพื้นที่ตอนห้าโมงเย็น เดินข้ามสะพานกลับมาขึ้นรถไปยังที่พักในเขตอุทยานฯ รถวิ่งสิบนาทีก็ถึงจุดหมาย เราขนกระเป๋าสัมภาระเดินไปยังจุดกางเต็นท์ ซึ่งมีเต็นท์กางรออยู่แล้ว

อากาศมืดลงอย่างรวดเร็ว สายลมพัดแรง ไม่นานฝนก็ตกลงมา

เย็นนั้น เราทานข้าวเย็นกันใต้เต็นท์ผ้าใบ คนยี่สิบคนยืนล้อมวงทานข้าว ข้าวที่พี่น้องบ้านบางกลอยปรุงและนำมาส่งเราถึงที่

ทุกคนตัวเปียก เพราะสายฝนที่กระเซ็นเข้ามา

“มีใครทำอะไรผิดหรือเปล่า ปกติฝนไม่ตกในช่วงนี้”

หญิงสาวที่ทำกับข้าวและมาส่งอาหารให้เราพูดกับแนน เธอพูดเบาๆ แต่เนื่องจากผมยืนไม่ห่างจากเธอนัก จึงพอได้ยิน

คำถามของเธอพุ่งตรงมาที่ใจผมอย่างประหลาด ผมแน่ใจว่าตนเองไม่ได้ทำอะไรผิดแน่ระหว่างที่มาที่นี่ กลุ่มนักศึกษาก็เช่นกัน แต่ถ้าจะมีความผิดอยู่บ้าง ก็ตรงที่ผมยังไม่อาจเข้าใจเรื่องราวของพวกเขา แบบเดียวกับที่พวกเขาอยากสื่อสารออกมา ไม่ใช่เพราะการมาครั้งแรกหรอกที่ส่งผลให้เป็นเช่นนั้น แต่คงเป็นเพราะเรื่องราวของใจแผ่นดินนั้นห่างไกลเกินกว่าที่จะรับรู้ได้จากคำพูด

ทานข้าวเสร็จ เรายืนคุยกันต่ออีกพักใหญ่ ผมคุยกับแนนเรื่องรูปถ่าย เล่าให้เธอฟังว่าถ่ายอะไรไปบ้าง หลังคุยกับแนน ผมกลับมาที่เต็นท์ เต็นท์นอนเปียกฝนจนชุ่ม ผมต้องเอาผ้าขนหนูปูรองพื้น หวังว่าน้ำจะไม่ซึมเข้ามา ทว่า คืนนั้นสายฝนยังคงกระหน่ำหนักต่อเนื่อง ผมได้ยินเสียงน้ำไหลผ่านผืนดินตลอดทั้งคืน

ฝนสงบลงยามเช้า หลังมื้ออาหารที่พี่น้องจากบางกลอยนำมาส่ง จากนั้นเราเตรียมตัวขึ้นรถกระบะเพื่อเดินทางกลับ

ระหว่างนั่งบนรถ ขณะที่รถเคลื่อนไปข้างหน้า ผมนั่งมองไปข้างหลัง เห็นภาพชุมชนที่ค่อยๆ หายไป ไกลออกไป เล็กลงไป จนมองเห็นแต่ต้นไม้ใบหญ้าเต็มไปหมด

ทว่า ขณะที่ทุกอย่างกำลังไกลออกไป แว่วคำพูดของชายหนุ่มใบหน้าคล้ายบิลลี่ พอละจี ขณะผมกำลังถ่ายรูปผีเสื้อกำลังบินผ่านทุ่งนาผืนเดียวของครอบครัวที่โชคดีจากการจัดสรรที่ดิน กลับดึงความรู้สึกนึกคิดของผมที่มีต่อบางกลอยให้เขยิบใกล้เข้ามาอีกครั้ง

“รอบหน้าพี่ต้องกลับมาในช่วงฤดูหนาวนะ ช่วงนั้นผีเสื้อจะเกาะเต็มลานดินลานหญ้าเลย”

ผมพยายามมองหาฝูงผีเสื้อฝูงนั้น ผมคล้ายเห็นมันบินตามรถกระบะของเราออกมา บินไปเกาะตามต้นไม้ ใบหญ้า บินใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา ก่อนจะลับหายไปเพราะความเร็วของรถ

เร็วเกินกว่าที่ผีเสื้อจะบินตามทัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’๓๕ ยื่นหนังสือถึงประธานกรรมาธิการต่างประเทศ ให้ตรวจสอบดีลต่อรองฝึกซ้อม ‘คอบร้าโกลด์’ แลกลดภาษีสหรัฐ
อดีต รมว.คลัง ชี้ เศรษ​กิจจะเจริญรุ่งเรืองด้วยการสร้างผลผลิต ไม่ใช่การกู้เงินมาแจกเพื่อการบริโภค
ลอยเล
‘มิคสัญญีกลียุค’ | กวีกระวาด : ชิตะวา มุนินโท
โปรดใจดีกับรากหญ้าเถิดพายุ | กวีกระวาด : โฎยวิที ไฎกัน
ใจแผ่นดิน | เรื่องสั้น : พิเชษฐ์ เบญจมาศ
ชี้ชะตาคดีฮั้ว ส.ว. สะเทือนระบอบสีน้ำเงิน บทพิสูจน์ความเชื่อมั่น กกต. ส่งศาลฎีกาฟัน 229 คน?
บ่อน ‘เซาะ’ ร่วง ‘กราว’ ความมั่นคง
‘ดีลร่วมเมกกะ’ นาโตแห่งตะวันออกกลาง
E-DUANG | จับตา โค้งสุดท้าย “โกงส.ว.” ภาพ รุกในรับ ภาพรับในรุก
ทรัมป์-อิหร่านกับจีน
ครบรอบ 1 ปีการยึดอำนาจ…เงียบเสียบสกัด…คดีโกงเลือก ส.ว.