เรื่องเล่าของคนเมาดิบ : ทำไมบางคน ‘เมา’ ได้แม้ไม่ต้องดื่ม?
ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ
“จอดๆๆๆ” ในช่วงเดือนเมษายน 2022 โรเบิร์ต (นามสมมุติ) หนุ่มใหญ่ชาวเบลเยียมวัยเลขสี่ถูกเรียกให้จอดที่ด่านตรวจแอลกอฮอล์บนทางหลวงแห่งหนึ่งในประเทศเบลเยียม ด้วยใบหน้าที่แดงเรื่อ กับสีหน้าที่ดูกรุ้มกริ่ม เจ้าหน้าที่ทางหลวงสงสัยว่าโรเบิร์ตน่าจะเพิ่งกลับมาจากปาร์ตี้
“ช่วยเป่าที่เครื่องตรวจแอลกอฮอล์ด้วยครับ” เพื่อให้มั่นใจ เจ้าหน้าที่ขอให้โรเบิร์ตเป่าเครื่องวัดระดับแอลกอฮอล์จากลมหายใจ แค่ไปมื้อเย็น ไม่ได้มีแอลกอฮอล์ผ่านเข้าคอไปแม้แต่หยดเดียว โรเบิร์ตมั่นใจว่าเขาไม่มีอะไรต้องกังวล เขามองด้วยสีหน้าเรียบเฉยและรับเครื่องไปเป่าอย่างเสียไม่ได้ เขาไม่คิดเลยว่าวันนี้ชะตาจะเล่นตลก
ผลการเป่าชี้ชัด โรเบิร์ตมีแอลกอฮอล์ในลมหายใจกว่า 0.91 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายของเบลเยียมที่ 0.22 มิลลิกรัมต่อลิตรไปอย่างมหาศาล
เกิดอะไรขึ้น แค่ไปกินดินเนอร์มา มื้อปกติไม่ได้มีอะไรพิเศษ เหล้า เบียร์ ไวน์ สุราเมรัยอะไรก็ไม่ได้จะมี
คำถามคือ แล้วระดับแอลกอฮอล์ที่พุ่งพรวดขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยนั้นมันมาจากที่ไหนกัน
ทำไมแอลกอฮอล์ในลมหายใจของเขาถึงได้พุ่งกระฉูดจนทะลุเกณฑ์อนุญาตไปแบบขาดลอย
แน่นอน เขาโดนข้อหา “เมาแล้วขับ” …
อีกเดือนต่อมา เหตุการณ์แบบเดียวกันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจของเขาอยู่ที่ราวๆ 0.71 มิลลิกรัมต่อลิตรซึ่งแม้จะน้อยกว่าคราวก่อน แต่ก็ยังเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไปมากโข
และนั่นทำให้เขาโดนปรับ ยึดใบขับขี่และต้องไปต่อสู้คดีในศาล
คดีนี้เป็นอะไรที่แปลกประหลาดมาก ก็เขาไม่ได้ดื่มสุราแม้เพียงนิด แต่แล้วแอลกอฮอล์พวกนี้มาจากไหน ทำไมถึงมาเพิ่มสูงอยู่ในร่างกายของเขา
ทำให้เขาต้องโดนฟ้องในคดีที่เขายังไม่เข้าใจว่าเขาทำอะไรผิดไป
และแม้ว่าระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจจะสูงลิ่ว แต่ท่าทีของโรเบิร์ตยังดูปกติ ไม่ได้มีอาการเมามายใดๆ แสดงออกมาเลยแม้แต่น้อย
“มันมีอะไรแปลกๆ ” แอนส์ เกสกิเยร์ (Anse Ghesquiere) ทนายความของโรเบิร์ตเผย เรื่องนี้น่าจะมีเงื่อนงำ เธอมั่นใจ ในฐานะทนาย แอนส์จัดให้โรเบิร์ตได้พบแพทย์สามคนและได้ตรวจร่างกายอย่างละเอียด
ผลออกมาน่าสนใจ ทุกคนยืนยันชัดเจน โรเบิร์ตไม่ได้ผิด
เขาแค่ป่วย…
“โรเบิร์ตป่วยเป็นโรคประหลาดหายาก” แอนส์เผย
“โรคนี้เรียกว่า ABS หรือ Auto-brewery syndrome ซึ่งก็คือภาวะที่ร่างกายของเขาสามารถหมักแอลกอฮอล์ได้เอง” ซึ่งหมายความว่าแม้จะไม่ดื่ม ระดับแอลกอฮอล์ในร่างกายยังไงก็เกินมาตรฐาน เป่ายังไงก็เกินเกณฑ์ ก็ผลิตแอลกอฮอล์เองได้ในร่างกายจะให้ทำยังไง
ภาษาไทยคงเรียก “เมาดิบ”
เคสนี้แปลก และพบน้อย มีรีพอร์ตอยู่บ้าง ส่วนใหญ่เป็นกรณี “เมาแล้วขับ” คล้ายๆ กับกรณีของโรเบิร์ต
โรคนี้ค่อนข้างแปลก และมีการศึกษาน้อย เดิมทีเชื่อว่าตัวการสำคัญน่าจะเป็นพวกเชื้อยีสต์อาจจะเป็นตัวเดียวกับที่เราใช้ในการหมักเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น ไวน์ และเบียร์ อย่าง Saccharomyces cerevisiae ก็ได้ ที่อาศัยอยู่ในทางเดินอาหาร ที่ตื่นตัวและแอ๊กทีฟจนเกินเหตุ เจริญเติบโตและปลดปล่อยแอลกอฮอล์ออกมาอย่างบ้าคลั่ง สะสมอยู่มากมายในทางเดินอาหารของคน และเมื่อร่างกายดูดซึมแอลกอฮอล์พวกนี้กลับเข้าไป แอลกอฮอล์ในเลือดก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ซึ่งจะทำให้ตับทำงานหนัก บางครั้งอาจจะทำให้เกิดความเสียหายกับตับด้วย” จิง หยวน (Jing Yuan) นักวิจัยจากสถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งนครปักกิ่ง (Capital Institute of Pediatric) เผย และบางทีถ้าร่างกายกำจัดแอลกอฮอล์ส่วนเกินไม่ทันจริงๆ ก็อาจทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับ (Non-alcoholic fatty liver disease หรือ NAFLD) ได้ แม้คุณจะไม่ดื่มแอลกอฮอล์เลยก็ตาม
จิงเริ่มสนใจค้นหาว่าตัวการใดกันแน่ที่ทำให้เกิด ABS ในปี 2016

“แรกเริ่ม เราก็นึกว่าต้นเหตุน่าจะมาจากยีสต์ แต่ผลการทดสอบทั้งหมดจากผู้ป่วยออกมาเป็นลบหมด” จิงให้สัมภาษณ์ “และถึงแม้ว่าเราจะให้ยาฆ่ายีสต์กับผู้ป่วย ผลการบำบัดก็ไม่ได้จะดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย ซึ่งทำให้เราเริ่มคิดว่าตัวการอาจจะเป็นเชื้อประเภทอื่น…ที่ไม่ใช่ยีสต์”
และเพื่อหาว่าตัวการสร้างแอลกอฮอล์ที่อยู่ในลำไส้นั้นคือเชื้อจุลินทรีย์อะไร จิงและทีมเลือกที่จะศึกษาอุจจาระของผู้ป่วยไขมันพอกตับแบบไม่บริโภคแอลกอฮอล์ และเริ่มวิเคราะห์ว่ามีเชื้อจุลินทรีย์อื่นใดบ้างที่น่าจะผลิตแอลกอฮอล์ได้
และเขาก็พบแบคทีเรียผู้ต้องสงสัย เป็นแบคทีเรียที่พบได้ทั่วไปในลำไส้ ที่ชื่อว่า Klebsiella pneumoniae
และที่น่าสนใจคือ K. pneumoniae สายพันธุ์ที่พบในผู้ป่วยไขมันพอกตับนั้น ไม่เหมือนกับที่พบในคนสุขภาพดี
สายพันธุ์เหล่านี้โดยเฉลี่ยจะผลิตแอลกอฮอล์มากกว่าสายพันธุ์ที่พบในคนสุขภาพดีมากถึงสี่ถึงหกเท่า
นี่เป็นสมมุติฐานใหม่ที่ชวนขนลุกไม่น้อย เพราะบางทีโรคไขมันพอกตับ อาจไม่ได้เริ่มต้นจากตับเพียงอย่างเดียว แต่อาจเริ่มจากแบคทีเรียผิดเพี้ยนที่กำลังเมามันและแอ๊กทีฟกับการผลิตแอลกอฮอล์ที่อยู่ลึกลงไปถึงในลำไส้ก็เป็นได้
และเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าแบคทีเรีย K. pneumoniae อาจจะเป็นต้นเหตุหนึ่งของโรคไขมันพอกตับ
จิงและทีมตัดสินใจเอาเชื้อ K. pneumoniae สายพันธุ์ที่ผลิตแอลกอฮอล์ (จากผู้ป่วยไขมันพอกตับ) ไปปลูกถ่ายลงในทางเดินอาหารของหนูปลอดเชื้อ
และผลก็ออกมาน่าสนใจ
หนูทดลองที่ได้แบคทีเรียเข้าไปเริ่มมีภาวะไขมันพอกตับภายในเวลาแค่เดือนเดียวหลังจากการปลูกถ่าย และในเวลาแค่สองเดือน ภาวะไขมันพอกตับก็เริ่มทรุดหนักแทบมิต่างไปจากหนูในกลุ่มที่ได้รับแอลกอฮอล์เข้าไปเลยแม้แต่น้อย
จิงตื่นเต้น ก็ถ้าต้นเหตุคือแบคทีเรีย ถ้าเรากำจัดต้นตอไปได้ บางทีภาวะไขมันพอกตับที่เคยไม่มีหนทางรักษา อาจจะถูกบำบัดให้หายขาดได้ก็เป็นได้
เขาและทีมเริ่มทดสอบแนวคิดนี้ในสัตว์ทดลอง โดยให้ยาปฏิชีวนะแก่หนูทดลองที่มีภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งเกิดจากการได้รับแบคทีเรีย K. pneumoniae สายพันธุ์ที่ผลิตแอลกอฮอล์ได้สูง
และผลลัพธ์ก็เป็นไปอย่างที่คาด ความเสียหายของตับที่เคยพบในหนูทดลองเริ่มลดน้อยลงอย่างชัดเจน
แม้การทดลองนี้จะยังอยู่ในขั้นต้น แต่ก็ชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ว่า โรคไขมันพอกตับบางรูปแบบอาจสามารถบำบัดได้ด้วยการปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้
ไม่ใช่เพียงการควบคุมอาหารหรือพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว
จิงตีพิมพ์ผลการทดลองของเธอในวารสาร Cell Metabolism ในปี 2019
หลังจากนั้น สายโทรศัพท์เธอก็แทบไหม้ ผู้คนมากมายพยายามติดต่อเธอทั้งทางโทรศัพท์และอีเมล เพื่อที่จะขอเข้ามาทดสอบว่าตัวเองเป็น ABS หรือเปล่า
และเมื่อสถานการณ์เริ่มเข้าขั้นวิกฤต และเริ่มหลุดจากความเชี่ยวชาญของเธอ เธอก็เลยตัดสินใจส่งต่องานของเธอไปให้แล็บและทีมที่พร้อมกว่า
และเพื่อการนั้นจิงติดต่อแบร์นด์ ชนาเบิล (Bernd Schnabl) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก (University of California San Diego) ให้ช่วยรับช่วงต่อ
และเพื่อศึกษาให้ชัด แบร์นด์เริ่มระดมผู้ป่วยโรคนี้และญาติมาเพื่อทำการทดลองเปรียบเทียบ และผลการทดลองที่ได้ก็คอนเฟิร์มผลที่จิงเคยพบ ว่าตัวการสำคัญของโรคนี้อาจจะไม่ใช่ยีสต์ แต่เป็นแบคทีเรีย
แน่นอนตัวหลักที่เจอคือ K. pneumoniae แต่นอกจาก K. pneumoniae แล้ว แบร์นด์ยังค้นพบเชื้อแบคทีเรียตัวแสบอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจเป็นต้นเหตุของ ABS ซึ่งก็คือ แบคทีเรีย E. coli
แบคทีเรียพวกนี้ปกติก็มีกลไกทางชีวเคมีสำหรับสร้างเอทานอลอยู่แล้ว เพียงแค่ไม่ค่อยมีใครคิดว่ามันน่าจะมีเอี่ยวกับโรคนี้กับเขาด้วยก็เท่านั้น แต่เมื่อค้นพบแล้ว พวกมันมีผลกระทบค่อนข้างมากกับภาวะ ABS และโรคตับ
ทีมก็เลยเริ่มคิดวิธีการเพื่อช่วยจัดการเชื้อสายพันธุ์ไม่พึงประสงค์เหล่านี้
และด้วยอลิซาเบธ โฮห์แมน (Elizabeth Hohman) หนึ่งในเพื่อนร่วมทีมของแบร์นด์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมจุลินทรีย์ หรือ ไมโครไบโอตา หนึ่งในไอเดียที่ผุดขึ้นมานอกจากการใช้ยาปฏิชีวนะก็เลยเป็นเรื่องของการปลูกถ่ายสังคมจุลินทรีย์จากอุจจาระ (Fecal Microbiota Transplants หรือ FMT)
ก็ถ้าสมดุลในทางเดินอาหารเสีย ก็ลองไปดึงเอาสังคมจุลินทรีย์จากคนปกติมาปลูกถ่ายลงไปทดแทนจุลินทรีย์ที่เสียสมดุลในผู้ป่วย
และผลที่ได้ก็น่าตื่นเต้น เพราะการปลูกจุลินทรีย์จากไมโครไบโอตานั้นสามารถรักษาโรค ABS ได้จริงๆ ในผู้ป่วยคนหนึ่ง ซึ่งในอดีตไม่เคยมีใครทำสำเร็จมาก่อน แต่ FMT ก็ใช่จะเป็นวิธีที่แบร์นด์พอใจ
“การใช้ FMT ก็ไม่ต่างจากการใช้ค้อนทุบจนพังทั้งหมด” แบร์นด์กล่าว
เขามองว่าวิธีนี้ยังหยาบเกินไป และไม่ใช่คำตอบที่เหมาะในระยะยาว เพราะหากเราเข้าใจกลไกการสร้างแอลกอฮอล์ในร่างกายได้ชัดเจนมากขึ้น ก็อาจสามารถออกแบบการบำบัดที่มุ่งเป้าไปกำจัดต้นเหตุได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องรื้อระบบจุลินทรีย์ทั้งชุด
แต่เพียงเท่านี้ก็ถือว่าสร้างความตื่นเต้นอย่างมากในแวดวงการแพทย์ เพราะหากการปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้สามารถช่วยรักษาภาวะเมาดิบ และต่อยอดไปสู่การบำบัดโรคไขมันพอกตับได้จริง ย่อมไม่ใช่แค่ความก้าวหน้าทางวิชาการ
แต่เป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่มีมูลค่าสูงที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยจำนวนมากมายมหาศาลได้ในอนาคต
