| การศึกษา
ควันหลงวันครู ปี 2569 นอกจากน้อมรำลึกพระคุณครูแล้ว เรื่องที่พูดกันมานาน แต่ยังแก้ไม่ตกหนีไม่พ้นภาระงานของครู ที่ไม่ใช่แค่งานสอน แต่มีทั้งงานธุรการ การเงิน พีอาร์ ช่างเทคนิค ซ่อมบำรุง ฯลฯ แม้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พยายามแก้ปัญหาต่อเนื่อง แต่ก็ดูเหมือนเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เรื่องดังกล่าวหมดไป
ล่าสุด กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รายงานผลวิจัยจากการสำรวจภาระงานครูจากกลุ่มตัวอย่างในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ท้องถิ่น เอกชน และ กทม.
พบว่า ครูในโรงเรียนขนาดเล็ก ต้องแบกภาระงานสอนกว่า 27.31 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานที่ ศธ.กำหนดไว้ถึง 37.6%
ภาระงานนอกเหนือการสอนที่ครูต้องใช้เวลามากที่สุดต่อภาคเรียน
อันดับ 1 คืองานหัวหน้าสายชั้นหรือหัวหน้าระดับ ใช้เวลาสูงถึง 874 ชั่วโมง
อันดับ 2 งานสำนักวิชาการ 777 ชั่วโมง
อันดับ 3 งานประชาสัมพันธ์ 468 ชั่วโมง
อันดับ 4 งานประกันคุณภาพ 438 ชั่วโมง
อันดับ 5 งานบุคคล 414 ชั่วโมง
ขณะที่งานที่ควรใช้เจ้าหน้าที่เฉพาะทาง ที่โรงเรียนควรมี คือ
1. นักประชาสัมพันธ์ (เขียนข่าว, ดูแลสื่อ)
2. ช่างเทคนิคซ่อมบำรุง (ดูแลด้านโสต, อาคารสถานที่)
และ 3. งานธุรการ/การเงิน (จัดการเอกสาร, พัสดุ)
ครู 47.7% บอกว่าภาระงานล้นมือส่งผลถึงคุณภาพการสอนในห้องเรียน มีเพียง 29.7% สมดุลชีวิตและการทำงาน Work Life Balance มีครูถึง 63% บอกว่าไม่สามารถทำได้ ทำให้มีความเครียดสะสมและเกิดภาวะ Burnout
นายณรินทร์ ชำนาญดู นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) ระบุว่า ผลวิจัยดังกล่าวเกิดขึ้นจริง สอดคล้องกับสภาพที่โรงเรียนขนาดเล็กเผชิญอยู่ทั่วประเทศ โรงเรียนขนาดเล็ก โดยเฉพาะระดับประถมศึกษา ครูหนึ่งคนต้องดูแลหลายระดับชั้น ตั้งแต่อนุบาล 1-2 ไปจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพราะจำนวนนักเรียนมีน้อย ขณะที่มีครูไม่ครบตามเกณฑ์ บางโรงเรียนมีครูเพียง 2-5 คน ทำให้ต้องรวมชั้นเรียนและสอนหลายวิชาพร้อมกัน
“ในความเป็นจริงครูใช้เวลาสอนเด็กนักเรียนเต็มวันตามหลักสูตรอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือโรงเรียนขนาดเล็กไม่ได้มีแค่ภาระงานสอน ครูต้องทำทุกอย่าง ตั้งแต่งานธุรการ งานการเงิน พัสดุ งานวิชาการ งานบุคคล ไปจนถึงบริหารทั่วไป บางแห่งถึงขั้นต้องทำอาหารกลางวันและงานประชาสัมพันธ์เองทั้งหมด ดังนั้น งานวิจัยดังกล่าวจึงถูกต้องหมด” นายณรินทร์กล่าว
ภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการสอนเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ครูไม่สามารถทุ่มเทกับห้องเรียนได้อย่างเต็มที่ และสุดท้ายผลกระทบก็จะไปตกกับผู้เรียน เนื่องจากครูไม่ได้สอนเต็มที่ คุณภาพผู้เรียนก็จะต่ำลง เรื่องนี้เป็นสิ่งที่หารือกันมานานว่าทำไมการศึกษาถึงตกต่ำ ปัญหาภาระงานของครูโรงเรียนขนาดเล็กก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญเพราะครูถูกดึงไปทำงานที่ไม่ใช่งานครู
“ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงเรียนขนาดเล็กมากกว่า 1,500 แห่ง และจำนวนมากประสบปัญหาครูไม่ครบชั้น รวมถึงครูที่สอนไม่ตรงกลุ่มสาระวิชา ซึ่งเป็นผลจากโครงสร้างการจัดสรรกำลังคนที่ไม่สอดคล้องกับสภาพจริง สำหรับแนวทางแก้ไขมองว่าข้อเสนอในงานวิจัยเป็นแนวทางที่ถูกต้อง โดยต้องเริ่มจากการ ลดภาระงานครู และแยกงานสนับสนุนออกจากงานสอนอย่างชัดเจน” นายณรินทร์กล่าว
ในระบบของ ศธ. มีพนักงานราชการและอัตราจ้างที่สามารถเข้ามาทำหน้าที่เหล่านี้ได้กว่า 2-3 หมื่นคน กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ต้องไปทำงานสอน แต่สามารถเอามาช่วยงานการเงิน พัสดุ ได้ทันที ซึ่งในบางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ก็สามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้
แต่บางเขตพื้นที่ฯ ก็ไม่ทำเพราะไม่มีนโยบายที่ชัดเจนจากส่วนกลาง ที่สำคัญระบบราชการของ ศธ.ยังมีความเทอะทะมากจนเกินไป ส่งผลให้การเกลี่ยอัตรากำลังทำได้ปีละครั้ง ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่มีความต้องการอยู่ตลอดเวลา
ด้านนายอดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) นครราชสีมา กล่าวคล้ายกันว่า เป็นข้อเท็จจริง ไม่จำเป็นต้องทำวิจัยก็รับรู้ได้ แต่ข้อดีของงานวิจัยคือทำให้เห็นตัวเลขที่ชัดเจนตามหลักวิชาการ ขณะนี้โรงเรียนที่มีเด็กจำนวน 20-80 คน กับโรงเรียนที่มีเด็ก 2,000-5,000 คน ถูกใช้กรอบมาตรฐานการทำงานเดียวกันทั้งหมด ทำให้ปัญหาภาระงานเกิดขึ้น
“ตัวเลขภาระงานเกินมาตรฐานที่ปรากฏ เป็นการนำหลักเกณฑ์มาตรฐานของคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มาเทียบเคียงเพื่อยืนยันข้อเท็จจริง ขณะเดียวกันประเด็นเรื่องครูกว่า 63% ที่ถูกชี้ว่าชีวิตส่วนตัวพังจากการเป็นครูโรงเรียนขนาดเล็ก ควรตีความอย่างระมัดระวัง และต้องพิจารณารายละเอียดในรายงานวิจัยฉบับเต็ม ไม่ควรเหมารวมว่าความล้มเหลวด้านชีวิตส่วนตัวเกิดจากการเป็นครูโรงเรียนขนาดเล็กเพียงอย่างเดียว” นายอดิศรกล่าว
สาเหตุที่ทำให้ครูโรงเรียนขนาดเล็กแบกรับภาระหนักเกินไป ปัญหาเริ่มจากการใช้หลักสูตรและมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ขณะที่การจัดครูขึ้นอยู่กับจำนวนนักเรียน ซึ่งในโรงเรียนขนาดเล็กมีการกระจายตัวของเด็กแต่ละชั้นอย่างไม่สม่ำเสมอ และไม่สามารถจัดครูตามจำนวนนักเรียนได้ เพราะบางแห่งเด็กบางชั้นเรียนอาจจะมีนักเรียน 5 คน แต่อีกชั้นเรียนหนึ่งอาจจะไม่มีเลย ทำให้ครูก็ต้องสอนควบหลายระดับชั้น กลายเป็นภาระงานสอนที่เกินหน้าที่
“ส่วนงานธุรการ งานประกันคุณภาพ งานการเงิน งานพัสดุ รวมถึงระบบรายงานต่างๆ ยังถูกกำหนดให้เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่หรือโรงเรียนขนาดเล็ก ทั้งที่โรงเรียนเล็กไม่มีบุคลากรสนับสนุนเฉพาะด้าน บางแห่งครูยังต้องทำอาหารกลางวันเองด้วย ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องที่จะปล่อยให้เกิดผลในระยะยาว เพราะเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษามาเป็นเวลานานแล้ว และจะยิ่งรุนแรงขึ้นจากแนวโน้มเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวทางแก้ไข ต้องแก้ที่โครงสร้างและกติกา โดยให้ความยืดหยุ่นแก่โรงเรียนขนาดเล็ก ทั้งด้านวิชาการและการบริหาร พร้อมกระจายอำนาจให้โรงเรียนและชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง อย่าเอากติกากรอบเดียวไปจับทุกโรงเรียน โรงเรียนขนาดเล็กต้องมีความยืดหยุ่น ทั้งการจัดซื้อจัดจ้าง การบริหาร และการรายงาน ต้องสนับสนุนให้โรงเรียนเหล่านี้อยู่ได้ด้วยตนเอง หรือถ้าทำไม่ได้ ทางส่วนกลางก็ต้องกล้ายุบ ควบ รวม และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการ” นายอดิศรกล่าว
ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กคือ จุดคานงัด ของคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเป็นบททดสอบสำคัญของนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ดังนั้น ถ้าพรรคการเมืองใดจะเข้ามาบริหารการศึกษาแต่ไม่มีแนวทางแก้ไขโรงเรียนขนาดเล็กอย่างจริงจัง ก็อย่าเข้ามาเป็นรัฐมนตรี เพราะนี่คือหัวใจของการจะยกระดับคุณภาพการศึกษา
