bg-single

ล้มทฤษฎี ‘งานหนักไม่เคยฆ่าคน’

04.02.2026

บทความพิเศษ | จักรกฤษณ์ สิริริน

ทฤษฎีที่ว่า “งานหนักไม่เคยฆ่าคน” เป็นคำสอนที่ส่งทอดต่อๆ กันมาอย่างยาวนาน เพื่อให้คนสู้ชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คนจน” หรือคนหาเช้ากินค่ำ

เป็นแรงบันดาลใจกึ่งๆ คำสั่ง ให้ “คนไทย” อดทนต่อแรงกดดัน และความเหนื่อยล้า ท่ามกลางโครงสร้างสังคมที่บิดเบี้ยวหลายสิบปี และดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด

แต่เมื่อพิจารณาจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และสถิติ ที่ปรากฏในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำสอนนี้กลับกลายเป็นเพียง “มายาคติ” ที่ไม่สอดคล้องกับความจริงของโลกการทำงานยุคใหม่

เพราะความเครียดจากการทำงาน ได้ถูกยืนยันแล้วว่า เป็นปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่โรคหัวใจ ภาวะซึมเศร้า และแม้กระทั่งการฆ่าตัวตาย

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า การทำงานหนักโดยไม่คำนึงถึงสุขภาพ และสมดุลชีวิต สามารถฆ่าคนได้จริง

ข้อมูลจาก “สหภาพแรงงานยุโรป” (ETUC : European Trade Union Confederation) ระบุว่า ยุโรปกำลังเผชิญกับ “โรคระบาดแห่งความเครียดในที่ทำงาน” ที่คร่าชีวิตคนราว 10,000 คนต่อปี

โดยในจำนวนนี้กว่า 6,190 คนเสียชีวิตจากโรคหัวใจที่มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับความเครียด และแรงกดดันในงาน ส่วนอีกกว่า 4,843 คนเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายที่มีต้นตอมาจากภาวะซึมเศร้าอันเกิดจากการทำงาน

ตัวเลขเหล่านี้สูงกว่าการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในที่ทำงาน ซึ่งมีเพียง 3,286 รายในปีเดียวกัน

นั่นหมายความว่า “ความเสี่ยงทางใจ” จาก “การทำงานหนัก” ทั้งจากชั่วโมงทำงานที่ยาวนาน ความไม่มั่นคงในงาน และการถูกกลั่นแกล้งในที่ทำงาน เป็นภัยที่ร้ายแรงยิ่งกว่าการบาดเจ็บทางกายเสียอีก

สํานักข่าว BBC ก็ได้รายงานในทำนองเดียวกัน ว่าการทำงานหนัก และความเครียดเรื้อรัง สามารถทำลายสุขภาพได้อย่างร้ายแรง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยุคที่เส้นแบ่งระหว่างชีวิตส่วนตัวและงาน ถูกทำลายลงจากการทำงานทางไกล และวัฒนธรรม Always-on หลัง COVID ที่ทำให้พนักงานต้องพร้อมตอบสนองตลอดเวลา

การทำงานลักษณะนี้นำไปสู่การนอนหลับไม่เพียงพอ ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

BBC ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก “องค์การอนามัยโลก” (WHO : World Health Organization) ระบุว่า การทำงานติดต่อกันเป็นเวลานานทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายแสนคนในแต่ละปี

ผลการศึกษาของ WHO ชี้ว่า มีคน 745,000 รายเสียชีวิตในปี ค.ศ.2016 จากโรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจ เนื่องจากชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก ได้รับผลกระทบมากที่สุด

WHO ระบุด้วยว่า แนวโน้มนี้อาจเลวร้ายลงหลังการระบาดของ COVID-19

การวิจัยชิ้นนี้พบว่า การทำงาน 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (เฉลี่ยจันทร์-ศุกร์ วันละ 11 ชั่วโมง) หรือมากกว่านั้น มีส่วนสัมพันธ์กับการทำให้ความเสี่ยงจากการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 17%

โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดเพิ่มขึ้น 35% เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง (เฉลี่ยจันทร์-ศุกร์ วันละ 8 ชั่วโมง)

การศึกษาซึ่งจัดทำร่วมกับ “องค์การแรงงานระหว่างประเทศ” (ILO : International Labour Organization) เผยว่า 3 ใน 4 ของคนที่เสียชีวิตจากชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน ส่วนใหญ่เป็นชายวัยกลางคน หรือแก่กว่านั้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสียชีวิตมักจะเกิดขึ้นในช่วงหลายปีหลังจากนั้น หรือบางครั้งอาจจะหลายสิบปีต่อมา

แม้ว่าการศึกษาของ WHO ไม่ได้ครอบคลุมช่วงการระบาดใหญ่ของ COVID แต่ผู้เชี่ยวชาญของ WHO ระบุว่า การต้องเปลี่ยนไปทำงานจากบ้านหรือ Work from Home

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โลกเกิดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการทำงานยาวนานเพิ่มขึ้น เนื่องจากคนส่วนใหญ่ต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

นอกจากนี้ มีการประเมินกันว่า ชั่วโมงการทำงานอันยาวนานเป็นสาเหตุของโรคที่เกี่ยวข้องกับการทำงานมากถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว

ผู้เชี่ยวชาญของ WHO ระบุว่า ปริมาณคนที่ทำงานยาวนานหลายชั่วโมงได้เพิ่มขึ้นมากถึง 10% ของจำนวนประชากรโลกก่อนที่จะเกิด COVID ด้วยซ้ำ

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ชั่วโมงการทำงานอันยาวนานทำให้สุขภาพย่ำแย่ลงได้ 2 ทาง

แบบแรก คือผลโดยตรงทางร่างกาย และอย่างที่สอง คือการทำงานยาวนานหลายชั่วโมง ทำให้เกิดพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

เช่น การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ จากความเครียด นอนน้อย และไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย รวมถึงการรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์

ข้อมูลจาก ETUC ชี้ว่า ผลกระทบจากการทำงานหนักเกินไป ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะที่ตัวบุคคล แต่ยังสร้างภาระมหาศาลต่อระบบสาธารณสุข และเศรษฐกิจโดยรวม

งานวิจัยของ ETUC พบว่า การจัดการกับความเสี่ยงดังกล่าวสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้แก่รัฐบาลและบริษัทได้หลายหมื่นล้านยูโรต่อปี

เพราะการป้องกันโรคหัวใจ และภาวะซึมเศร้าที่เกิดจากงาน ย่อมไปช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของแรงงานในระยะยาวได้

นอกจากยุโรปและอเมริกา หันมาดูประเทศชั้นนำในเอเชียกันบ้าง ที่ประเทศญี่ปุ่นมีคำว่า “คาโรชิ” (Karoshi) ซึ่งหมายถึง “การเสียชีวิตจากการทำงานหนักเกินไป”

คำนี้สะท้อนให้เห็นว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมที่ให้คุณค่ากับการทำงานมากกว่าสุขภาพ และชีวิตส่วนตัว

การที่ยุโรปและประเทศตะวันตกเริ่มตระหนักถึงภัยนี้ จึงเป็นสัญญาณว่า ทฤษฎี “งานหนักไม่เคยฆ่าคน” กำลังถูกท้าทายอย่างจริงจังในระดับโลก

หากมองในเชิงจิตวิทยา ความเครียดจากการทำงานไม่ได้เพียงทำให้คนรู้สึกเหนื่อยล้า แต่ยังส่งผลต่อสมอง และระบบประสาทโดยตรง

เพราะฮอร์โมนความเครียด เช่น Cortisol เมื่อถูกหลั่งออกมาอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง และทำให้สมองเสื่อมประสิทธิภาพในการจัดการอารมณ์ และการตัดสินใจ

ผลลัพธ์คือ การเข้าสู่วงจรอันตรายที่อาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟในการทำงาน หรือ Burnout และการตัดสินใจที่รุนแรง เช่น การฆ่าตัวตายได้ ดังเห็นได้จากหลายกรณีก่อนหน้านี้ที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น

การล้มทฤษฎี “งานหนักไม่เคยฆ่าคน” จึงไม่ใช่เพียงการโต้แย้งเชิงวาทกรรม แต่เป็นการยืนยันด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ ว่าการทำงานหนักโดยไม่คำนึงถึงสุขภาพ และสมดุลชีวิต สามารถฆ่าคนได้จริง

การปฏิเสธความจริงข้อนี้ ทำให้สังคมละเลยการสร้างมาตรการที่จำเป็น ทั้งในระดับองค์กร และนโยบายสาธารณะ

บทเรียนจากข้อมูลของ ETUC, WHO และ ILO คือการยอมรับว่า โลกการทำงานยุคใหม่ต้องการมาตรการที่เข้มงวดในการป้องกันความเสี่ยงของคนทำงาน

ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดชั่วโมงทำงานที่เหมาะสม การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนสุขภาพจิต และการออกกฎหมายบังคับให้นายจ้างรับผิดชอบต่อจิตใจของลูกจ้าง

การล้มทฤษฎี “งานหนักไม่เคยฆ่าคน” จึงเป็นก้าวแรกสู่การสร้างสังคมการทำงานที่ยั่งยืน และมีมนุษยธรรมมากขึ้น

เพราะหลักฐานจาก ETUC, WHO และ ILO แสดงให้เห็นชัดเจนว่า งานหนัก และความเครียดจากการทำงานสามารถคร่าชีวิตคนได้จริง

เพราะตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจ และการฆ่าตัวตายที่เกี่ยวข้องกับงาน สูงกว่าการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในที่ทำงานเสียอีก

การล้มทฤษฎี “งานหนักไม่เคยฆ่าคน” จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อผลักดันให้สังคม และองค์กรตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพจิตและสมดุลชีวิตในการทำงาน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สูตรแคร์ : บทเรียนสิบปีของบอร์ดที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร
ส่องลึกอิหร่าน: 11) ชนชาติส่วนน้อยกลุ่มต่างๆ ในอิหร่าน
ประวัติศาสตร์ไม่น่ากลัว
ซีซาร์สลัดอะโวคาโดไส้กรอก
พาส่อง JAECOO 6T REEV เอสยูวี ราคาต่ำล้าน-เด่นที่ขุมพลัง
เจาะลึกผลงาน ‘ตบสาวไทย’ เปลี่ยนผ่านคืนสู่ทีมชั้นนำโลก?
Cash is King
ราตรีสีทอง
ฟีฟ่ากับแนวทางฟุตบอลโลก 64 ทีม ให้โอกาสหรือเพิ่มรายได้?
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 17-23 กรกฎาคม 2569
E-DUANG | กรณี TH-AI PASSPORT คือ เทคโนโลยี ผสาน การเมือง
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาหันคา 1 ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”