มองบ้านมองเมือง | ปริญญา ตรีน้อยใส
มองบ้านมองเมือง พาไปมองมหาวิทยาลัยสองแห่ง ต่างสถานภาพและสถานที่ตั้ง
เริ่มที่มหาวิทยาลัยพะเยา เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ตั้งอยู่ที่พะเยา ทางภาคเหนือ ในขณะที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นมหาวิทยาลัยของเอกชน มีสามวิทยาเขต อยู่ที่กรุงเทพฯ ขอนแก่น และชลบุรี
พื้นที่มหาวิทยาลัยพะเยาเป็นที่ราชพัสดุ ตั้งอยู่ห่างไกลจากตัวเมือง มีพื้นที่กว้างขวางถึงห้าพันไร่
ส่วนมหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตกรุงเทพฯ มีพื้นที่แค่ห้าสิบไร่ ที่เจ้าของมหาวิทยาลัยต้องซื้อหาในราคาแพง เพราะอยู่ในเมือง
ด้วยความสามารถของผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร มหาวิทยาลัยพะเยาจึงได้รับงบประมาณมหาศาล สำหรับสร้างอาคารต่างๆ กว่าร้อยหลัง พื้นที่รวมแล้วหลักแสนตารางเมตร
ในขณะที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม มีอาคารเพียงสิบเอ็ดหลัง พื้นที่อาคารรวมแค่หลักหมื่นตารางเมตร เพราะต้องใช้เงินรายได้มาสร้างหรือเช่า
เช่นเดียวกับการจ้างบุคลากร มหาวิทยาลัยศรีปทุมมีเงินทุนจำกัด พอจ้างอาจารย์และเจ้าหน้าที่ประจำแค่หลักร้อย จึงต้องอาศัยอาจารย์พิเศษที่มีความรู้ความชำนาญในเรื่องนั้นๆ อาทิ แอนิเมชั่น ออโตเมชั่นหุ่นยนต์ เป็นต้น หรือส่งนักศึกษาไปเรียนในสถานที่จริง อาทิ อู่ซ่อมรถไฟฟ้า การขนส่งระบบราง เรือสำราญ เป็นต้น
มหาวิทยาลัยศรีปทุมยังมีนโยบายส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต จึงมีหลักสูตรพิเศษ โครงการอบรมสำหรับทุกเพศทุกวัย ที่เป็นแหล่งรายได้เสริม
ส่วนมหาวิทยาลัยพะเยามีข้าราชการกินเงินเดือนประจำมากถึงหลักพัน เพื่อดูแลนักศึกษาที่มีจำนวนครึ่งหนึ่งของมหาวิทยาลัยศรีปทุม
ในขณะที่ทั้งสองสถาบันมีเอาต์พุต คือบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา ปีละสามพันเท่ากัน

แม้ว่าจะเปิดสอนสิบกว่าคณะเหมือนกัน แต่จำนวนสาขาวิชาจะต่างกัน
มหาวิทยาลัยศรีปทุมมีเพียงห้าสิบสาขา เท่ากับครึ่งหนึ่งของมหาวิทยาลัยพะเยา
แต่ที่แตกต่างกันมากคงจะเป็นเนื้อหาสาระของสาขาวิชา
ของมหาวิยาลัยพะเยานั้นจะเป็นไปตามมาตรฐานมหาวิทยาลัยทั่วไป ที่ผู้บริหารอยากเปิด อาจารย์จำใจสอน เพราะรับเงินเดือนประจำ
แต่สำหรับมหาวิทยาลัยศรีปทุม จะมีแต่สาขาที่มีผู้อยากเรียนเท่านั้น
รายวิชาและสาขาวิชาจึงไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เปิดได้ ยุบได้ ตามจำนวนนักศึกษา หรือกระแสการขาดแคลน
คงเป็นเพราะสถาบันการศึกษาของรัฐ สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษาฯ และอื่นๆ ที่แล้วแต่ว่าอาจารย์ นักการศึกษา และนักร้อง จะออกมาให้ความเห็นทางวิชาการ
กอปรกับรัฐบาลยังต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง และน้ำท่วม เลยไม่มีเวลาพิจารณาเรื่องน้ำท่วมปากของมหาวิทยาลัย ที่ตอนนี้มีมากถึงสี่ร้อยแห่งทั่วประเทศ
ใช้งบประมาณไม่มาก แค่แสนล้านบาทต่อปีเท่านั้นเอง
