| สุจิตต์ วงษ์เทศ
บายศรี คือ ข้าวขวัญ
ปัจจุบันไม่มีข้าว แต่มีใบตอง
บายศรีเป็นพิธีกรรมทางศาสนาผีในวันสู่ขวัญข้าว เดือน 3 จันทรคติ (มกราคม-กุมภาพันธ์) ไม่พบหลักฐานมีครั้งแรกเมื่อไร? น่าเชื่อว่าเริ่มมีสมัยก่อนประวัติศาสตร์เมื่อหลายพันปีมาแล้ว
หมายถึง ข้าวสุกแม่ข้าวเซ่นสังเวยผีฟ้า โดยใส่กระทงหรือกระบาน ต่อมาให้ความสำคัญแก่ภาชนะเหนือข้าวสุกโดยปรับเปลี่ยนเป็นเครื่องใบตองเลียนแบบเครื่องสูงในพระราชพิธี หลังจากนั้นสร้างสรรค์เป็นรูปลักษณ์หลากหลายไกลออกไปจากข้าวสุกแม่ข้าวจนเกือบไม่เหลือความหมายเดิม
บายศรี คือ ข้าวขวัญ (หรือข้าวสุกแม่ข้าว) หมายถึง ข้าวสุกที่ได้จากข้าวเปลือกผ่านพิธีสู่ขวัญข้าวแล้ว แบ่งไปตำซ้อมเป็นข้าวสาร (ข้าวกล้อง) ทำให้สุกชุดแรกเรียกข้าวสุกเพื่อเซ่นผีฟ้า และด้วยเหตุข้าวสุกชุดนี้ได้จากข้าวเปลือกที่ผ่านพิธีสู่ขวัญ จึงเรียกข้าวสุกชุดนี้ว่าข้าวขวัญ
[บายศรีมีต้นตอจากคำเขมรว่าบายสี หรือ บายสฺรี (บาย-เซฺร็ย) แปลว่า ข้าวสุกแม่ข้าว (บาย แปลว่า ข้าวสุก, สฺรี แปลว่า หญิง หรือสตรี) ต่อมาคำว่า สฺรี ถูกกลืนจากคำว่า ศรี (ที่หมายถึง พระศรี คือ พระลักษมี) เลยสะกดว่าบายศรี]

[ภาพนี้ที่ จ.กาฬสินธุ์ เมื่อ 7 มกราคม 2555 (จาก ห้องสมุดภาพมติชน)]
ข้าวสุกชุดแรกน่าจะเป็นข้าวในกระบอกไผ่ที่ถูกทำให้สุกด้วยการสุมไฟด้านนอกซึ่งปัจจุบันเรียกข้าวหลาม (ไม่มีกะทิ) น่าจะเป็นวิธีเก่าสุด ทำข้าวสารให้เป็นข้าวสุก (หลาม หมายถึงทำให้สุกภายในกระบอกไม้ไผ่เผาไฟหรือสุมด้วยไฟ) จากนั้นใส่กระทง หรือกระบานเซ่นผีฟ้า
กระทงหรือกระบานทำจากใบตองและกาบกล้วยเพื่อใส่ข้าวขวัญหรือข้าวสุกแม่ข้าวเซ่นสังเวยผีฟ้า หลังจากนั้นถูกทำให้วิจิตรพิสดารขึ้นตามสภาพสังคมและเศรษฐกิจ-การเมืองหลังรับวัฒนธรรมอินเดีย
[กระทง หมายถึง ภาชนะใส่สิ่งของเย็บด้วยใบตองหรือกาบกล้วย ต่อมาอาจทำด้วยวัสดุอื่นๆ (เช่น กระดาษ เป็นต้น)
กระบาน (สะกดด้วย น.หนู) หมายถึง ภาชนะใส่เครื่องเซ่นสังเวยคล้ายกระทง, กระบะ ฯลฯ ทำจากกาบกล้วยพับหักมุมเป็นสี่เหลี่ยมหรือสามเหลี่ยมก็ได้ โดยใช้ไม้ตอกเส้นเสียบขัดแน่นเป็นตารางยึดติดกัน แล้วปูด้วยใบตองรองรับเครื่องเซ่นสังเวยใส่ตามช่องตารางในกระบาน (คนละอย่างจาก “กระบาล” สะกดด้วย ล. ลิง มาจากภาษาเขมร) แปลว่า หัวกระโหลก)]

หลังติดต่ออินเดีย มีความเคลื่อนไหวปรับเปลี่ยนทางสังคมและวัฒนธรรม กระตุ้นบายศรีมีประเพณีต่างกัน 2 ระดับที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงต่อเนื่องถึงกัน ได้แก่ ระดับชาวบ้าน กับระดับราชสำนัก
ชาวบ้าน บายศรีสืบทอดประเพณีข้าวสุกแม่ข้าวเซ่นผีฟ้า ใส่ภาชนะทำจากกาบกล้วยและใบตอง โดยเน้นที่ข้าวสุกแม่ข้าว
ราชสำนัก พัฒนาภาชนะที่เป็นกระทงหรือกระบานผี ทำจากใบตองและกาบกล้วยให้เป็นเครื่องใบตองเลียนแบบฉัตรรวงข้าว (เครื่องสูง) ที่มีในพระราชพิธีธานย์เทาะห์หรือเผาข้าว ซึ่งพบในเอกสารว่า “ฉัตรอันทำด้วยรวงข้าว” (คำให้การขุนหลวงหาวัดฉบับหอสมุดแห่งชาติ) ครั้นนานไป บายศรีได้รับยกย่องเป็นเครื่องแสดงฐานะและอำนาจ จึงให้ความสำคัญแก่ภาชนะอยู่เหนือข้าวสุกแม่ข้าว เลยสร้างสรรค์เครื่องใบตองเป็นรูปลักษณ์หลากหลายไกลออกไปจากความหมายเดิม กระทั่งบางทีไม่เหลือความหมายเดิม โดยไม่ให้ความสำคัญข้าวสุก หรือมีข้าวสุกด้วยแต่แยกภาชนะต่างหาก หรือแปรสภาพเป็นข้าวต้มมัดก็มี
บายศรีปัจจุบันหมายถึงเครื่องเชิญขวัญทำด้วยใบตอง รูปคล้ายกระทงซ้อนขึ้นเป็นชั้นๆ เรียงจากใหญ่ขึ้นไปหาเล็กตามลำดับ โดยมีต่างกันหลายแบบ เช่น บายศรีใหญ่, บายศรีปากชาม เป็นต้น พบกลอนพรรณนาในเพลงยาวรำพันพิลาปของสุนทรภู่ แสดงความเปรียบว่าตนตกยากเหมือนบายศรีเสร็จงานก็เป็นแค่ใบตอง
เหมือนบายศรีมีงานท่านถนอม เจิมแป้งหอมน้ำมันจันทน์ให้หรรษา
พอเสร็จการท่านเอาลงทิ้งคงคา ต้องลอยมาลอยไปเป็นใบตอง

[ภาพจากบุญกลางบ้าน (จัดที่โรงเรียนวัดหน้าพระธาตุ) ต.เนินพระธาตุ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี เมื่อเช้าตรู่วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม 2559 ภาพโดย นราธิป ทองถนอม]
บายศรีใบตองมีขึ้นจากเครื่องบูชาในวัฒนธรรมจากอินเดีย
เครื่องบูชาเสมาหินอีสานมีภาพสลักเป็นภาชนะรูปหม้อ ซึ่งมีกรวยสูงครอบปากหม้อ น่าจะเป็นต้นแบบทุกวันนี้เรียกกระทงบูชาทำจากใบตอง
[จากบทความเรื่อง “จารึกใบเสมาบ้านพันนา” โดย ก่องแก้ว วีระประจักษ์ พิมพ์ในนิตยสาร ศิลปากร ของกรมศิลปากร ปีที่ 50 ฉบับที่ 2 (มีนาคม-เมษายน) 2550 หน้า 52-57]
ร่องรอยหลักฐานเหล่านี้น่าจะมีพัฒนาการต่อไปเป็นเครื่องสูงต้นแบบบายศรี (หนังสือ ทวารวดีในอีสาน ของ ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2558)
