ยิ้มเยาะเล่นหวัว เต้นยั่วเหมือนฝัน | คนมองหนัง
ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งระยะหลัง เรามักได้พบเห็นภาพปรากฏการณ์ “ทะเลดาว” หรือภาพที่บรรดาประชาชนผู้สนับสนุนพรรคการเมืองบางพรรค พร้อมใจกันเปิด “ไฟฉายโทรศัพท์มือถือ” ของตนเอง เพื่อส่องแสงสว่างเป็นฉากหลังให้แก่บรรดานักการเมืองผู้ปราศรัยบนเวที ภายหลังการปราศรัยนั้นๆ ยุติเสร็จสิ้นลง
ไม่ต่างอะไรจากภาพ “ทะเลดาว” ที่เกิดขึ้นในโมเมนต์สำคัญๆ ตามคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรีใหญ่ๆ ทั้งในและนอกประเทศ
“อีลาด เบน เอลูล” นักมานุษยวิทยาดิจิทัลชาวอิสราเอล เคยเขียนเล่าถึงประวัติความเป็นมาของปรากฏการณ์ “ทะเลดาว” เอาไว้ในบทความ “Co-Presence Technologies (part 3) : Music concerts and the evolution of lights” อย่างพิสดาร
ก่อนการมาถึงของ “แสงทะเลดาว” ซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากสมาร์ตโฟนในยุคปัจจุบันนั้น แสงสว่างจากเหล่าผู้ชมคอนเสิร์ตหรือผู้ร่วมเทศกาลดนตรีนับร้อยนับพันนับหมื่นคน ได้เริ่มก่อตัวและแพร่กระจายในวงกว้างมากขึ้นตามลำดับ มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
โดย “แสงทะเลดาว” ในยุคนั้น อุบัติขึ้นจากการจุด “ไฟแช็ก”
นั่นหมายความว่า ขณะที่ “ทะเลดาว” ในช่วงประมาณสองทศวรรษหลัง เกิดขึ้นจากเครื่องมือติดต่อสื่อสารอย่างโทรศัพท์มือถือ
“ทะเลดาว” เมื่อราวๆ หกทศวรรษก่อน ก็สว่างวาบขึ้นมาจากอุปกรณ์ ซึ่งมีหน้าที่หลักคือการจุดบุหรี่
เบน เอลูล วิเคราะห์ว่า ในเชิงสัญลักษณ์ แสงไฟหรือ “ทะเลดาว” จากผู้ชมคอนเสิร์ตอาจหมายถึงความหวัง การตื่นรู้ และการมาถึงของยุคสมัยใหม่
นอกจากนั้น แสงไฟเป็นดวงๆ หย่อมๆ เหล่านี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของจิตวิญญาณ-ดวงวิญญาณภายในตัวตนของพวกเรา
(หากใครเคยไปชมงานศิลปะ “A Conversation with the Sun (VR)” ของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ก็ย่อมจำได้ว่า ผู้คนในสถานที่เดียวกัน ซึ่งกำลังเดินชมงานศิลปะสวนไปสวนมากับเรา ต่างถูกลดรูปกลายเป็น “ดวงไฟ-ดวงวิญญาณ” หลากหลายดวง ที่ล่องลอยเวียนวนไปมาเช่นกัน)
พูดอีกแบบได้ว่า เมื่อผู้ชมคอนเสิร์ตแต่ละรายเริ่มฉาย-จุดไฟขึ้นจากโทรศัพท์มือถือหรือไฟแช็กของตัวเอง นั่นก็คือการแสดงความเป็นปัจเจกบุคคลของตนออกมา ท่ามกลางความมืดมิดและสภาวะไร้ตัวตนที่ดำรงอยู่ก่อนหน้านั้น
“ดวงไฟแห่งปัจเจก” หลายๆ ดวง ที่ส่องสว่างขึ้นพร้อมๆ กัน ยังแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกส่วนลึกของมนุษย์จำนวนมากที่เชื่อมร้อยเข้าหากัน หรือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทั้งระหว่างคนดูกับคนดูด้วยกันเอง หรือระหว่างคนดูกับนักร้อง-นักดนตรีบนเวที
เมื่อแสงไฟแต่ละดวงหลอมรวมกลายเป็น “ทะเลดาว” อันสว่างไสว แสงสว่างเช่นนี้ก็จะสามารถเบียดขับ “ห้วงเวลาแห่งความมืดมิด” ออกไปได้ในท้ายที่สุด

หากเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างยุค “ไฟแช็ก” กับ “สมาร์ตโฟน” แสง “ทะเลดาว” ที่เกิดจากวัสดุอุปกรณ์ประเภทหลังก็มีความปลอดภัยขึ้น เสถียรขึ้น และเปิด-ปิดได้ง่ายขึ้น
ขณะเดียวกัน แสงไฟสี “แดงเจือส้ม” ที่ส่องสว่างหน้าเวทีคอนเสิร์ตเมื่อหลายทศวรรษก่อน ยังถูกแทนที่ด้วย “แสงสีขาว” ซึ่งยึดโยงผู้คนเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลและโลกยุคโลกาภิวัตน์อย่างเด่นชัดขึ้น
สำหรับนักวิชาการจากอิสราเอล นอกจาก “ทะเลดาว” ทำนองนี้ จะยึดโยงผู้คนจำนวนมหาศาลเข้าหากัน ณ ห้วงเวลาที่สำคัญ ซาบซึ้ง ประทับใจที่สุด ในการแสดงดนตรีแล้ว
นี่ยังเป็นการสื่อสาร-ส่งข้อความผ่าน “ภาษาทางเลือก” หรืออวัจนภาษา ที่ไม่จำเป็นต้องสื่อสารกันด้วยถ้อยคำและรูปประโยคต่างๆ
เป็น “ภาษาทางเลือก” ที่บ่งชี้ว่า ในหลายครั้งหลากโอกาส มนุษย์เราก็ต้องการสร้างกระบวนการการมีปฏิสัมพันธ์ ที่ลึกซึ้งซับซ้อนกว่าการใช้ภาษาปกติหรือความสัมพันธ์ทางกายภาพทั่วๆ ไป
หากลองคิดต่อจาก “อีลาด เบน เอลูล” ด้วยการพาปรากฏการณ์ “ทะเลดาว” ออกมาจากคอนเสิร์ตหรือเทศกาลดนตรี แล้วจับมันวางลงตรง “เวทีหาเสียงทางการเมือง”
ด้านหนึ่ง “ทะเลดาว” ที่ปรากฏตรงเบื้องหน้าเวทีปราศรัย (หรือเบื้องหลังนักการเมืองเวลาถ่ายภาพข่าว) ก็อาจหมายถึงการตื่นรู้ ความหวัง และการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย ซึ่งล้วนมีเป้าหมายหลักในการจะพิชิตความมืดมิดบางอย่าง ไม่แตกต่างกัน
“ทะเลดาว” ในโลกการเมือง ยังอาจเป็นการสำแดงพลังร่วมกันของบรรดาปัจเจกชนคนเล็กคนน้อย ที่มารวมตัวในฐานะ “ประชาชน” ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอันยิ่งใหญ่ (คล้ายคลึงกับการสำแดงพลังผ่านคูหาเลือกตั้ง)
คำถามน่าสนใจก็คือ ถ้าเราเชื่อว่าปรากฏการณ์ “ทะเลดาว” ในหลายๆ เวทีหาเสียง กำลังสื่อสาร “ภาษาทางเลือก” ออกมา
นัยยะความหมายที่ซ่อนเร้นไว้ภายใต้ “ภาษาทางเลือก” ซึ่งไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกมาตรงๆ นั้นคืออะไร?
หรือมี “ปีศาจแห่งรายละเอียด” ตนใดบ้างที่ซุกซ่อนกายอยู่เบื้องหลังแนวคิดใหญ่ๆ หลวมๆ เช่น ความโกรธ ความใฝ่ฝัน และความอยากเปลี่ยนแปลง?
ข้อมูลบางส่วนจาก
