มวยไทย มาจาก ‘ไม่ไทย’ พลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์
| สุจิตต์ วงษ์เทศ
มวยไทยมาจากมวย “ไม่ไทย” ซึ่งเป็นไปตามหลักฐานวิชาการว่าคนไทยมาจากคน “ไม่ไทย” คือชาวสยามที่ประกอบด้วยชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ในไทยและอุษาคเนย์ (มีหลักฐานและข้อมูลอีกมากในหนังสือ ความไม่ไทยของคนไทย ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2559 และหนังสือประวัติศาสตร์ไทยหลายชาติพันธุ์ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2568)
ชาวสยามพูดภาษาไทยเป็นภาษากลางสื่อสารระหว่างชาติพันธุ์และในการค้าดินแดนภายใน ต่อมาชาวสยามกลายตนเป็นไทยด้วยการเรียกตนเองว่าไทย พบครั้งแรกในรัฐอโยธยามากกว่า 800 ปีที่แล้ว เรือน พ.ศ.1700
“มวยไทย” เป็นชื่อถูกสร้างใหม่จากการเติมคําว่า “ไทย” หลังคําว่ามวย ด้วยเหตุผลทางการเมืองชาตินิยม แล้วผลักมวยไทยให้เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทย
มวยเป็นวัฒนธรรมร่วม
มวยไทยมีกําเนิดและมีพัฒนาการจากมวย (ไม่มีคําว่าไทย) ในพิธีกรรมทางศาสนาผีของอุษาคเนย์เมื่อหลายพันปีมาแล้ว
มวย (ไม่มีคําว่าไทย) คือการต่อสู้กันด้วยอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของตน ได้แก่ มือตีนแขนขา หรือหมัดเท้าเข่าศอก ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันเรียกมวยไทย แต่หลักฐานวิชาการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยายืนยันว่า มวยมีพัฒนาการตามลําดับ ดังนี้
(1.) การต่อสู้กันด้วยอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของตน เป็นสัญชาตญาณสากลของมนุษยชาติ และ (2.) เป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์เมื่อชุมชนเริ่มแรกยกการต่อสู้กัน (ดังกล่าว) เป็นการละเล่นขอฝนในพิธีกรรมทางศาสนาผีหลายพันปีมาแล้ว โดยสมมติชื่อเรียกต่างๆ ตามภาษาและวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่ม ซึ่งไทยเรียกมวย หลังจากนั้นอีกนานเรียกมวยไทย
สมัยอยุธยาไม่มี “มวยไทย”
มวยสมัยอยุธยาไม่มีคําว่า “ไทย” โดยพบหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร มีอายุเก่าสุดสมัยอยุธยาตอนต้น (แผ่นดินพระบรมไตรโลกนาถ) ในกฎมณเฑียรบาล พ.ศ.2011 (558 ปีมาแล้ว) ว่า “ปล้ำมวย” (ซึ่งไม่ตรงกับ “มวยปล้ำ” ปัจจุบัน) หมายถึงการต่อสู้กันอย่างเต็มกําลังความสามารถด้วยอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของตน
“ปล้ำมวย” เป็นการละเล่นในพิธีกรรมขอฝนหน้าแล้งเดือน 5 ทางจันทรคติ (ตรงกับเดือนเมษายนตามปฏิทินสากล) อยู่ในพระราชพิธี “ออกสนามใหญ่” (หมายถึงมีกิจกรรมกลางแจ้งในสนามหลวง) ตรงกับสงกรานต์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูจากอินเดีย เรียก “เผด็จศกลดแจตร” คือขึ้นศักราชใหม่ หรือปัจจุบันเรียกขึ้นปีใหม่ (ตามประเพณีพราหมณ์อินเดียใต้ขึ้นปีใหม่สงกรานต์)
คําว่า “มวย” มีความหมายเดียวกับ “หมัด” แปลว่า มือที่กํารวบเป็นกําปั้นใช้เป็นอาวุธในการต่อสู้กัน บางทีใช้ซ้อนคําว่า “หมัดมวย” นอกจากนั้นยังหมายถึงการเกล้าผมหรือรวบปมเป็นมุ่นขมวดหรือเป็นกลุ่มบนกระหม่อมหรือท้ายทอย ซึ่งเรียกมวยผม, มุ่นผม, ขมวดผม รูปร่างกลมคล้ายกําหมัดเหมือนเลขหนึ่งเขมร ๑ เรียกมวย
สมัยอยุธยา 676 ปีที่แล้ว พ.ศ.1893-2310 ชาวต่างชาติเรียกอยุธยาว่าสยาม, ประเทศสยาม ส่วนประชาชนอยุธยาคือชาวสยาม (เป็นลูกผสมนานาชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่”) ชาวสยามในอยุธยาเรียกตนเองว่าไทย, คนไทย และเรียกประเทศสยามว่า “เมืองไทย” แต่ยืนยันเรียก “มวย” เฉยๆ ไม่เรียก “มวยไทย”
พบหลักฐานในบันทึกลาลูแบร์ (ราชทูตฝรั่งเศส มาเจริญทางพระราชไมตรีกับราชสํานักอยุธยา) บันทึกว่า การละเล่นในแผ่นดินพระนารายณ์เรือน พ.ศ.2200 มีมวยที่ต่อสู้กันด้วยหมัดและศอก โดยนักมวยพันมือของตนด้วยด้ายดิบ 3 หรือ 4 รอบ
แผ่นดินพระเจ้าตาก ไม่เรียก “มวยไทย”
สมัยธนบุรี 259 ปีที่แล้ว พ.ศ.2310-2325 ไม่เรียก “มวยไทย” โดยเรียก “มวย” เฉยๆ พบหลักฐานในพระราชนิพนธ์ ร.5 (พระราชวิจารณ์จดหมายเหตุความทรงจํา ของ กรมหลวงนรินทรเทวี) กล่าวถึงพระเจ้าตากโปรดให้มีมวยหน้าพลับพลา ในงานฉลองพระแก้วมรกตที่วัดอรุณฯ พ.ศ.2323
นอกจากนั้นยังพบ “มวย” (ไม่ “มวยไทย”) ในหนังสือปาจิตกุมารกลอนอ่าน วรรณกรรมกรุงธนบุรีแต่งเมื่อ 253 ปีที่แล้ว พ.ศ.2316 (เป็นต้นแบบกลอนสุนทรภู่) พรรณนางานพระบรมศพท้าวพรหมทัต (ตัวละครในนิทาน ไม่มีตัวตนจริง) มีมวย 11 คู่ ด้วยการตี “ฆ้อง” (ปัจจุบันระฆัง) เป็นสัญญาณการชก ดังกลอนตอนต้น ดังนี้
ครั้นเบี่ยงบ่ายชายแสงพระสุริย์ฉาน
ภูมิบาลสั่งสารดํารัสไข
ให้เปรียบมวยขึงนั่งสนามใน
ลั่นฆ้องใหญ่เรียกหาบรรดามวย
เข้ามาเทียบเปรียบได้ไทยกับแขก
เป็นคู่แรกรูปร่างนั้นสะสวย
ให้ซ้อมมือแคล่วคล่องทั้งสองรวย
สิบเอ็ดคู่เปรียบได้มวยตามบัญชา

(ภาพจาก “พิมล นำทีมบุกตรวจค่ายมวยไทยที่ภูเก็ต ชี้ฟรีวีซ่าช่วยต่างชาติฝึกมวยได้นานขึ้น” มติชนออนไลน์ https://www.matichon.co.th/sport/boxing/news_5326050)
สมัยรัตนโกสินทร์ ไม่เรียก “มวยไทย”
สมัยรัตนโกสินทร์ 244 ปีที่แล้ว พ.ศ.2325 เรียก “มวย” เฉยๆ สืบเนื่องจากสมัยธนบุรียังไม่เรียก “มวยไทย”
เริ่มเรียก “มวยไทย” เมื่อมี “มวยฝรั่ง”
การแข่งขันชกมวยในประเทศทางตะวันตกแถบยุโรป, อเมริกาเป็นที่รู้จักในสังคมไทย เรียก “มวยฝรั่ง” ทําให้เรียกมวยที่มีอยู่ก่อนของไทยซึ่งต่างจากมวยฝรั่งอย่างตอกย้ำว่า “มวยไทย”
หลังโผน กิ่งเพชร เป็นแชมป์โลก “มวยฝรั่ง” รุ่นฟลายเวท เมื่อ 66 ปีที่แล้ว พ.ศ.2503 “มวยฝรั่ง” เป็นที่นิยมแพร่หลายมาก จึงถูกเรียกชื่อใหม่จนติดปากตั้งแต่นั้นว่า “มวยสากล”
มวยสากล หมายถึงการแข่งขันชกมวยบนเวทีที่จัดไว้โดยเฉพาะ ซึ่งมี “กฎ กติกามารยาท” ให้คู่ชกใช้หมัดได้อย่างเดียว โดยห้ามชกใต้เข็มขัด และห้ามใช้อวัยวะส่วนอื่น เช่น เตะด้วยตีน ฯลฯ
“มวยไทย” ในโลก
“มวยไทย” เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นส่วนหนึ่งในโลกได้ไม่ยาก เมื่อทำดังนี้
(1.) ผลักดันมวยไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นสากล เช่นเดียวกับปัจจุบัน นานาชาติไม่รู้สึกว่ามวยสากลไม่ใช่ของตน และไม่รู้สึกว่าตนเป็นคนแปลกหน้าในมวยสากล
(2.) ไทยไม่ใช่เจ้าของกลุ่มเดียวของมวยไทย แต่ไทยพัฒนาตนเองได้ให้เป็นศูนย์กลางของมวยไทยและเป็นที่ยอมรับของนานาชาติด้วยการกําหนดมาตรฐานการแข่งขัน และมีโครงสร้างเชิงนโยบายเป็นสากล
(3.) เปิดกว้างอย่างร่มเย็นให้นานาชาติเป็นเจ้าของมวยไทย มีการฝึกซ้อมและจัดการแข่งขันในประเทศของตนอย่างเต็มภาคภูมิโดยไม่กีดกันขัดขวาง
เหล่านี้มาจากที่ได้อ่านคอลัมน์ “คุยกับเศรษฐา” โดย เศรษฐา ทวีสิน (ใน ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 19-วันพุธที่ 21 มกราคม 2569 หน้า 14) ยกตัวอย่างมวยไทยว่า “มวยไทยเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัดของศักยภาพด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มวยไทยเป็นที่รู้จักทั่วโลก แต่ที่ผ่านมายังขาดการกำหนดมาตรฐานและโครงสร้างเชิงนโยบายที่ดึงความเป็นเจ้าของกลับมาที่ประเทศไทยอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้เริ่มขยับในทิศทางนี้มากขึ้น—-“
“สะท้อนให้เห็นว่า หากมวยไทยถูกยกระดับด้วยมาตรฐาน การรับรอง และระบบนิเวศที่ชัดเจน ก็สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าการเป็นเพียงภาพลักษณ์เชิงวัฒนธรรม”
