ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์
แม้จะนึกอยู่แล้วว่าคนจะแห่ไปลงคะแนนเสียงล่วงหน้าอย่างคึกคักแน่นอน
แต่ไม่นึกว่าจะคึกคักขนาดนี้
มันเป็นสัญญาณการเมืองที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ความจริง กระแสนี้เริ่มเห็นวี่แววมาตั้งแต่ตอนลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าแล้ว
จำได้ไหมครับตอนนี้ กกต.เปิดให้มีการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าแบบเงียบๆ
เขาใช้วิธีโหมประชาสัมพันธ์แบบ “เซน”
คือ ให้ประชาชนหยั่งรู้ด้วยตัวเอง
แทบไม่มีใครเห็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์จาก กกต.เลย
โชคดีที่ “ไอลอว์” ทนไม่ได้ ออกมาตีปี๊บให้คนช่วยกันกระจายข่าวเรื่องนี้
เหตุผลหนึ่ง คือ “ไอลอว์” มีเป้าหมายเรื่องการลงประชามติรัฐธรรมนูญ
แต่พอเขาเห็นยอดคนลงทะเบียนลงประชามตินอกเขตเลือกตั้งในวันแรกต่ำกว่ายอดลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าเยอะมาก
เขาเลยออกมาโวย
เชื่อไหมครับว่า ก่อนการปิดการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าครั้งนี้ 2-3 วัน
ยอดผู้ลงทะเบียนมีแค่ 1.2 ล้านคน
ต่ำกว่าสถิติการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าปี 2566 เกือบครึ่งหนึ่ง
ปีนั้นมีผู้ลงทะเบียน 2.3 ล้านคน
ตามปกติถ้าเห็นตัวเลขแบบนี้ คนทำงานต้องอยู่ไม่สุขแล้ว
ยกเว้นเขาจะตั้งเป้าหมายสวนทางกับความรับผิดชอบ
เช่น ปีนี้ต้องทำยอดให้ต่ำกว่าเดิมครึ่งหนึ่ง เป็นต้น
แต่ถ้าเป้าหมายคือการรณรงค์ให้คนที่ไม่ว่างในวันเลือกตั้งมาลงทะเบียนล่วงหน้า
ตัวเลขระดับนี้แสดงว่ามีปัญหาเรื่องการประชาสัมพันธ์
แต่เชื่อไหมครับว่า กกต.ไม่ทำอะไรเลย
ไม่โหมประชาสัมพันธ์
ไม่แถลงข่าวขอร้องให้สื่อช่วยกันหน่อย
ไม่มีเลย
จนเมื่อ “ไอลอว์” ทนไม่ไหว
สื่อและคนที่มีชื่อเสียงทั้งหลายเริ่มออกโรงอย่างจริงจัง
ตัวเลขผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าจึงขยับขึ้นเรื่อยๆ
จนวันสุดท้ายมีผู้สมัครถึง 9 แสนคน
ทำให้ยอดรวมพุ่งขึ้นเป็น 2.4 ล้านคน
สูงกว่าปี 2566 เสียอีก

ตอนที่ผมเห็นปฏิกิริยาคนไม่พอใจ กกต. เรื่องการประชาสัมพันธ์การลงทะเลือกตั้งล่วงหน้า
และแห่ลงทะเบียนวันสุดท้ายถึง 9 แสนคนด้วยอารมณ์โกรธ
ผมเริ่ม “เอ๊ะ” กับปรากฏการณ์นี้แล้ว
เห็นพลัง “ความโกรธ” ของคน
และพอทายได้ว่าคนกลุ่มจะเลือกพรรคการเมืองไหน
พอมาเห็นบรรยากาศการเลือกตั้งล่วงหน้า
เห็นผู้คนไปลงคะแนนตั้งแต่เช้า
จำนวนคนเยอะมาก แน่นจนรอคิวกันเป็นชั่วโมงทุกหน่วยเลือกตั้ง
ยอมตากแดด ยอมเสียเวลา
บางคนนั่งรถเข็นก็ให้ลูกหลานเข็นมาลงคะแนน
ยิ่งตอนใกล้ปิดหีบเลือกตั้ง มีคนจำนวนมากที่เพิ่งเสร็จงาน
รีบมาลงคะแนน
แต่ละคนวิ่งแข่งกับเวลา
กลัวเจ้าหน้าที่จะปิดหีบเลือกตั้งก่อน
เห็นปฏิกิริยาของผู้คนในวันนั้นแล้ว ผมเริ่ม “เอ๊ะ” อีกครั้ง
คนกลุ่มนี้แสดงเจตจำนงทางการเมืองที่มุ่งมั่นมาก
การที่เขายอมเสียเวลามาลงคะแนน
ต้องรอคิวเป็นชั่วโมง
บางหน่วยเลือกตั้งต้องตากแดด ร้อนก็ร้อน
แต่แทนที่เขาจะเลือกกลับบ้าน
เขายอมรอ ยอมร้อน ยอมวิ่ง
ถ้าไม่โกรธ ไม่ตั้งใจจริง
เขาคงไม่ยอมเสียเวลาและทนร้อนขนาดนี้
มันเป็นสัญญาณอะไรบางอย่าง
บรรยากาศแบบนี้ทำให้ผมนึกถึงตอนการเลือกตั้งปี 2554
ปีที่พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย
และคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
การเลือกตั้งปี 2554 เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ล้อมปราบ “คนเสื้อแดง” ได้ 1 ปี
กระแส “ความโกรธ” ช่วงนั้นแรงมาก
คนอยากไปเลือกตั้ง
อยากไปลงคะแนน
ยังจำภาพคุณยายบังคับหลานให้อุ้มมาหน่วยเลือกตั้งได้เลย
ครับ คุณยายจะมาลงคะแนนช่วย “ทักษิณ”
บรรยากาศอาจจะเหมือนกัน
แต่เป้าหมายการลงคะแนนน่าจะแตกต่างกัน

อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ วันลงคะแนนเสียงล่วงหน้า มีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย
เรื่องสำคัญคือ การลงรหัสเขตผิดพลาด
“ไอลอว์” โพสต์ข้อความและตารางรหัสเขตในแต่ละพื้นที่ เพื่อเตือนให้คนที่ไปลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าตรวจสอบก่อนหย่อนบัตร
เขาลงโพสต์นี้ในเพจประมาณช่วงเที่ยง
ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก
จนตอนเช้าเห็นตัวเลขคนแชร์โพสต์นี้แล้วตกใจ
มีคนแชร์เกิน 1 ล้านคนครับ
เป็นไปได้ไง
ผมเคยมีข้อเขียนที่มีคนกดไลก์และแชร์จำนวนมาก
แต่สูงสุดแค่หลักหมื่น
เคยเห็นโพสต์อื่นๆ สูงที่สุดก็หลักหมื่น
หลักแสนไม่เคยเห็น
แต่โพสต์ของ “ไอลอว์” สูงถึงล้านคน
เราจะตีความเรื่องนี้อย่างไร
จะบอกว่า แค่คนหวังดี ไม่อยากให้คนผิดพลาดก็เลยแชร์
หรือว่าคนรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล
แชร์โพสต์นี้เพราะ “ความโกรธ”
กลัวคะแนนของพวกเดียวกันจะตกน้ำ
ผมตีความแบบหลังครับ
เชื่อว่าคนกำลัง “โกรธ”
2 ปรากฏการณ์นี้เองทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่เป็นไปตามที่หลายคนคิด
“กระสุน” ที่ว่าทรงพลัง
อาจสู้ “กระแส” ไม่ได้
ถ้าการเลือกตั้งปี 2566 พรรคก้าวไกลมี “ความหวัง” เป็นกระแสลมใต้ปีก
ปี 2569 พรรคประชาชนได้พลังที่แรงกว่านั้น
เป็นพลังแห่ง “ความโกรธ”
เหมือนพรรคเพื่อไทยเมื่อปี 2554
และพลังแห่ง “ความโกรธ” นั้นรุนแรงกว่าพลังแห่ง “ความหวัง” หลายเท่าตัว
จาก “สายลม” อาจกลายเป็น “พายุ”
พายุแห่งความเปลี่ยนแปลง
