bg-single

สัมภาระความมั่นคง 2569! ข้อพิจารณาถึงรัฐบาลใหม่

17.02.2026

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

สัมภาระความมั่นคง 2569!

ข้อพิจารณาถึงรัฐบาลใหม่

“รัฐบาลใหม่จะมาพร้อมกับยุทธศาสตร์ใหม่ รัฐมนตรีใหม่ ทุกคนมาพร้อมกับ

ความรับผิดชอบใหม่ และปรารถนาที่จะสร้างจุดเด่นของตนด้วยการแสดงให้เห็นว่า

พวกเขาสามารถนำเอาความคิดใหม่มาใช้ในเรื่องทางนโยบายที่รัฐบาลก่อนหน้านี้

ไม่ได้ให้ความสนใจ หรือมองว่าทำได้ยาก และปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ผ่านเลยไป”

Lawrence Freedman

นักยุทธศาสตร์ชาวอังกฤษ

ในสถานการณ์การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นั้น ดูเหมือนนโยบายด้านความมั่นคงของประเทศจะเป็นประเด็นที่ไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาสู่เวทีสาธารณะมากเท่าใดนัก อาจจะเพราะประเด็นนี้ล่อแหลมในการจะใช้เป็นหัวข้อเชิงนโยบายในการหาเสียง ทั้งที่สถานการณ์แวดล้อมด้านความมั่นคงของไทยมีความท้าทายอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม เราอาจพอคาดคะเนต่อได้ว่า รัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งจะเผชิญกับปัญหาความมั่นคงอะไร ดังนั้น บทความนี้อยากขอทดลองนำเสนอถึงปัญหาความมั่นคงสำหรับรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามารับผิดชอบประเทศในอนาคต ดังได้กล่าวแล้วว่า สถานการณ์ความมั่นคงไทยในปี 2569 น่าจะมีความท้าทายในด้านต่างๆ จึงอยากชวนเปิด “เวทีความมั่นคง” ผ่าน “เวทีมติชนสุดสัปดาห์” แห่งนี้

ความท้าทายผูกพันข้ามปี

อยากจะขอเริ่มต้นเปิดประเด็นว่า ผู้เขียนไม่ใช่ “หมอดู” ที่จะเล่นบทเป็น “เทพพยากรณ์” ในมิติด้านความมั่นคง แต่ก็พอจะคาดเดาได้ว่าปีใหม่ 2569 จะเป็นปีที่ไทยถูกรุมเร้าด้วยปัญหาความมั่นคงในมิติต่างๆ อย่างท้าทาย อีกทั้งหากมองจากเวทีโลก ความผันผวนที่นึกไม่ถึงจากสถานการณ์การบุกเวเนซุเอลาของผู้นำสหรัฐในวันที่ 3 มกราคม รวมกับสถานการณ์การประท้วงใหญ่ในอิหร่าน ที่ตามมาด้วยท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเข้าแทรกแซงปัญหาการปราบปรามที่เกิดขึ้น

รายงานข่าวจากสถานการณ์เช่นนี้เป็นสัญญาณในตัวเองอย่างมีนัยว่า ปี 2569 เริ่มต้นด้วยการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรงอย่างเห็นได้ชัด เพราะทั้งเวเนซุเอลาและอิหร่านคือพันธมิตรที่สำคัญของจีนและรัสเซียในการต่อต้านสหรัฐ การสูญเสียพื้นที่ทางภูมิรัฐศาสตร์ของฝ่ายตะวันออกเช่นนี้ อาจจะนำไปสู่การเสียสมดุลทางยุทธศาสตร์ในการแข่งขันระหว่างรัฐมหาอำนาจที่เกิดขึ้นในเวทีโลก

ถ้าเช่นนี้แล้ว ในกรณีของอิหร่าน จีนและรัสเซียจะทำตัวเป็นเพียง “ผู้ดู” หรือจะเล่นบท “ผู้แทรกแซง” เพื่อปกป้องรัฐบาลศาสนจักรของอิหร่าน คำถามเช่นนี้เป็นความท้าทายในตัวเองอย่างยิ่งว่า รัฐมหาอำนาจใหญ่จะกำหนดบทบาทในเกมการเมืองโลกชุดนี้อย่างไร

เราอาจจะลองหันกลับมาดูประเทศไทยของเราเองบ้าง… การเริ่มต้นสำหรับประเทศไทยในปี 2569 ยังคงมีเรื่อง “ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา” เป็นปัญหาสำคัญ และปัญหานี้ทับซ้อนด้วยเรื่องของจีนเทาและการหลอกลวงออนไลน์ ซี่งถ้าใช้สำนวนราชการไทยก็คงต้องเรียกว่าเป็น “ปัญหาผูกพันข้ามปี” เพราะไม่มีความชัดเจนว่าตกลงแล้วปัญหานี้จะยุติลงได้จริงเมื่อใด และนำไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ของประเทศทั้งสองได้หรือไม่

เนื่องจากรัฐเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกันในทางภูมิรัฐศาสตร์นั้น ไม่ว่าจะทะเลาะหรือมีข้อพิพาทหนักเพียงใดก็ตาม ก็จะต้องอยู่ร่วมกันต่อไป การ “ย้ายประเทศ” เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางภูมิศาสตร์ เท่าๆ กับการอยู่ร่วมกันโดย “ปิดพรมแดน” และไม่มีการติดต่อสัมพันธ์กันนั้น ก็เป็นไปไม่ได้ทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม มิไยต้องกล่าวถึงการเชื่อมต่อกันในทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของความเป็นรัฐเพื่อนบ้าน

แต่ก็หวังอย่างยิ่งว่า 2569 จะไม่เป็นปีที่นำไปสู่สงครามอีกครั้ง (หรือสงครามชายแดนไทย-กัมพูชารอบที่ 3) ซึ่งคงต้องพิจารณาด้วยความใคร่ครวญทั้งในทางการเมืองและการทหารว่า สงครามชายแดนเช่นนี้ตอบสนองต่อผลประโยชน์แห่งชาติของไทยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม เราคงต้องยอมรับว่า ปัญหาไทย-กัมพูชาได้กลบปัญหาความมั่นคงอื่นไปจนหมด และประเด็นนี้กลายเป็นปัจจัยในการสร้าง “กระแสการเมือง” ที่ปรากฏในลักษณะของกระแสชาตินิยมและกระแสเสนานิยม และกลายเป็นกระแสครอบทัศนะของผู้คนในสังคมให้มีท่าทีแบบ “ชาตินิยมสุดโต่ง”

ความท้าทายอื่นที่รุมเร้า

ดังจะเห็นได้ว่าผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดน ทำให้ความสนใจของสังคมไทยไหลไปอย่างมากกับปัญหากัมพูชา จนทำให้เราลืม “ปัญหาสงครามกลางเมืองเมียนมา” และการเลือกตั้งที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งการเลือกตั้งเฟสสุดท้ายจะสิ้นสุดลงในวันที่ 28 มกราคม 2569 แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้บอกเราว่า สงครามกลางเมืองกำลังจะสงบลงแต่อย่างใด ทั้งปัญหาสแกมเมอร์และยาเสพติดในเมียนมาเองก็ดูจะมีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลไทยจะกำหนดท่าทีต่อปัญหานี้อย่างไร

รัฐบาลไทยต้องไม่ลืมว่า ปัญหาเมียนมานั้นมีผลกระทบด้านความมั่นคงกับไทยโดยตรง และบทบาทของไทยยังถือว่ามีส่วนอย่างสำคัญในการกำหนดอนาคตของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในเมียนมา ทั้งมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างบทบาทของอาเซียนในการแก้ปัญหาความรุนแรงในเมียนมา

ขณะเดียวกัน เราดูจะลืมเรื่องในบ้านของตัวเราเองไปอย่างสิ้นเชิงคือ “ปัญหาความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้” ปัญหานี้ยังมีแนวโน้มของความรุนแรงไม่แตกต่างจากเดิม และการก่อการร้ายกับปั๊มน้ำมัน 11 แห่งใน 3 จังหวัดในวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา เป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงการก่อเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และขบวนการแบ่งแยกดินแดนยังคงถือเอาการก่อเหตุรุนแรงเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนการต่อต้านรัฐ เพราะความรุนแรงคือการสร้างภาพของอำนาจที่เหนือกว่าฝ่ายรัฐ และสร้างความกลัวให้เกิดแก่ประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ปัญหาการเปลี่ยนกำลังพลจากทหารเป็น อส.จากกระทรวงมหาดไทย ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ จะเป็นความท้าทายอย่างมากถึงการดำเนินการในเรื่องนี้ที่จะต้องเกิดขึ้นในปี 2570 และไม่ชัดเจนในอนาคตว่า รัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะตัดสินใจและเตรียมการในเรื่องนี้อย่างไร

แม้จะมีการเจรจาระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับ BRN เกิดขึ้นตามที่ปรากฏในสื่อมวลชน แต่ดูเหมือนสำหรับผู้คนในพื้นที่และเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานความมั่นคงที่อยู่ในพื้นที่แล้ว ดูจะไม่ได้มีความหวังกับการเจรจานี้เท่าใดนัก เนื่องจากเป็นการเจรจาภายใต้กรอบเดิมคือ “แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม” หรือที่เรียกกันว่า “JCPP” แต่ผู้แทนของรัฐบาลไทยได้ประกาศว่า เป็นกรอบเดิมที่มีการปรับปรุงใหม่แล้ว ซึ่งอาจต้องเรียกในการนี้ว่า “JCPP ฉบับปรับปรุงใหม่” หรือว่าในความเป็นจริงแม้จะอ้างว่ามีการปรับใหม่ แต่สิ่งที่เราเห็นก็เป็นเพียง “เหล้าเก่าในขวดใหม่” เท่านั้นเอง

เรื่องสำคัญในมิติความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ดูเราจะไม่แสดงความสนใจมากนัก เพราะกระแสการเมืองแบบชาตินิยมกับปัญหากัมพูชานั้น ทำให้เราลืมเรื่องใหญ่ของประเทศคือ “ปัญหาภาษีทรัมป์” ซึ่งทางทำเนียบขาวเสนอมาที่จะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศไทยไปอเมริกาที่ร้อยละ 19 แต่จนปัจจุบันการเจรจาระหว่างผู้แทนรัฐบาลไทยกับคณะผู้แทนการค้าอเมริกัน (USTR) ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง และไม่ชัดเจนว่าการเจรจาจะเกิดขึ้นจริงได้เมื่อใด รวมถึงรัฐบาลไทยเองก็ยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการในการรับเกณฑ์ร้อยละ 19 นี้

นอกจากนี้ ปัญหาภาษีทรัมป์คือภาพสะท้อนของ “ปัญหาสงครามการค้า” ระหว่างสหรัฐกับชาติต่างๆ โดยเฉพาะกับจีน สงครามนี้มีผลกระทบกับเศรษฐกิจโลกและกับ “ห่วงโซ่อุปทานโลก” (global supply chains) สภาวะดังกล่าวจึงเป็นสัญญาณถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย

ณะเดียวกัน ด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจภายในของไทยเอง คงต้องยอมรับว่า ปัจจัยบวกในการพยุงเศรษฐกิจของประเทศในปีใหม่ ยังคงมีปัญหาอยู่มาก ผลจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในเช่นนี้ ทำให้เศรษฐกิจไทย 2569 ยังมีปัจจัยความเสี่ยงรออยู่ข้างหน้า โดยเฉพาะปัจจัยการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่ และปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยเอง ที่พลังในการลากจูงเศรษฐกิจไทยไม่มีแรงมากที่จะสามารถลากประเทศได้ในแบบเดิม

อีกทั้งการจัดการกับปัญหาภาษีทรัมป์เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศ และผูกโยงกับผู้ประกอบการที่ต้องส่งสินค้าจากไทยไปตลาดอเมริกา ซึ่งเห็นชัดว่า ตลาดอเมริกามีความสำคัญกับเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เพราะไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ากับสหรัฐ และในอีกด้าน ไทยเป็นฝ่ายเสียดุลการค้าอย่างมากให้กับจีน ดังนั้น การหันไปมีปัญหากับทรัมป์ด้วยประเด็นกัมพูชาจึงอาจต้องใคร่ครวญมากขึ้น ปัญหานี้ท้าทายกับรัฐบาลใหม่อย่างมากว่า รัฐบาลไทยในอนาคตจะดำเนินการอย่างไรที่จะไม่พาประเทศไปสู่จุดที่มีความขัดแย้งกับผู้นำสหรัฐ และทำให้ประเทศต้องเสียประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

ปั

ญหาอีกประการที่จมหายไปกับสถานการณ์สงครามชายแดนคือ ความสนใจเรื่อง “ความเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ” ซึ่งความสุดโต่งที่ไทยเผชิญสะท้อนจากกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ และปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในระดับภูมิภาค เช่น ที่อินโดนีเซีย และศรีลังกา เป็นต้น และความแปรปรวนของอากาศเป็นภาวะจริงของโลกที่ปฏิเสธไม่ได้แล้ว ความแปรปรวนเช่นนี้ได้กลายเป็นปัญหาความมั่นคงสำคัญ ที่รัฐบาลจะต้องให้ความสนใจอย่างจริงจัง เพราะปัญหามีความรุนแรงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ ความเปลี่ยนแปลงของอากาศเช่นที่ปรากฏในรูปแบบของอุทกภัย ไฟป่า ดินถล่ม เป็นต้น ยังนำไปสู่ “ปัญหาความมั่นคงของมนุษย์” รัฐบาลในอนาคต การคิดเตรียมตัวรับสถานการณ์เช่นนี้ให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังจะเห็นได้จากบทเรียนของอุทกภัยหาดใหญ่ ที่ปัญหาความมั่นคงของอากาศทำให้เกิดปัญหาความมั่นคงของมนุษย์ และขยายตัวเป็นปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจในพื้นที่ดังกล่าว

ปัญหาความเปลี่ยนแปลงของอากาศในอีกด้าน กำลังพาปัญหาประจำปีให้กลับคืนมาสู่สังคมไทยคือ “ฝุ่นพิษ PM2.5” แต่ดูเหมือนว่า สังคมในท่ามกลาง “พายุสงคราม” จะยังไม่ค่อยมีเวลาถกแถลงเรื่องนี้เท่าใดนัก แม้สภาวะฝุ่นดังกล่าวจะเริ่มส่งสัญญาณมาตั้งแต่ปลายปีแล้ว และปีใหม่ที่เริ่มขึ้น ก็มาพร้อมกับความรุนแรงของ “ค่าฝุ่น” ที่ทำให้ชีวิตของผู้คนต้องประสบปัญหาด้านสุขภาพอย่างมาก

ความท้าทายที่ผันผวน

นท้ายที่สุด ท่ามกลางของปัญหาต่างๆ ที่ส่งผลสืบเนื่องในทางลบคือ ผลกระทบกับ “ชีวิตจริง” ของผู้คนในสังคมคือ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของบุคคล” กล่าวคือ คนไทยจนลง ชีวิตประสบปัญหามากขึ้น ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแพงขึ้น ทั้งชีวิตของตัวเองและครอบครัวทางเศรษฐกิจมีความยากลำบากมากขึ้น พร้อมกับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง

เรื่องราวอย่างสังเขปเช่นนี้เป็นสัญญาณว่า ปัญหาความมั่นคงไทยเป็นความท้าทายอย่างมากต่อรัฐบาลใหม่ และยังไม่รวมถึงปัจจัยการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของบรรดามหาอำนาจใหญ่ ที่มีคำถามปิดท้ายว่า โลกปีนี้จะเกิดวิกฤตการณ์ใหญ่ที่ไหนอีก กระนั้น ก็ขอมีความหวังสักนิดว่า วิกฤตในเวทีโลกจะไม่ร้อนเกินกว่านี้ เพราะดูเหมือน “นกพิราบสันติภาพ” ที่ถูกย่างจากปีที่ผ่านมา จะถูกย่างจนเกรียมในปี 2569 หรือไม่!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ส่องอนาคต ‘พรรคชัชชาติ’ เส้นทาง ‘การเมืองระดับชาติ’ ของผู้ว่าฯ กทม.?
ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ปลื้มเธอ
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย