ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
สัมภาระความมั่นคง 2569!
ข้อพิจารณาถึงรัฐบาลใหม่
“รัฐบาลใหม่จะมาพร้อมกับยุทธศาสตร์ใหม่ รัฐมนตรีใหม่ ทุกคนมาพร้อมกับ
ความรับผิดชอบใหม่ และปรารถนาที่จะสร้างจุดเด่นของตนด้วยการแสดงให้เห็นว่า
พวกเขาสามารถนำเอาความคิดใหม่มาใช้ในเรื่องทางนโยบายที่รัฐบาลก่อนหน้านี้
ไม่ได้ให้ความสนใจ หรือมองว่าทำได้ยาก และปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ผ่านเลยไป”
Lawrence Freedman
นักยุทธศาสตร์ชาวอังกฤษ
ในสถานการณ์การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นั้น ดูเหมือนนโยบายด้านความมั่นคงของประเทศจะเป็นประเด็นที่ไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาสู่เวทีสาธารณะมากเท่าใดนัก อาจจะเพราะประเด็นนี้ล่อแหลมในการจะใช้เป็นหัวข้อเชิงนโยบายในการหาเสียง ทั้งที่สถานการณ์แวดล้อมด้านความมั่นคงของไทยมีความท้าทายอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม เราอาจพอคาดคะเนต่อได้ว่า รัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งจะเผชิญกับปัญหาความมั่นคงอะไร ดังนั้น บทความนี้อยากขอทดลองนำเสนอถึงปัญหาความมั่นคงสำหรับรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามารับผิดชอบประเทศในอนาคต ดังได้กล่าวแล้วว่า สถานการณ์ความมั่นคงไทยในปี 2569 น่าจะมีความท้าทายในด้านต่างๆ จึงอยากชวนเปิด “เวทีความมั่นคง” ผ่าน “เวทีมติชนสุดสัปดาห์” แห่งนี้
ความท้าทายผูกพันข้ามปี
อยากจะขอเริ่มต้นเปิดประเด็นว่า ผู้เขียนไม่ใช่ “หมอดู” ที่จะเล่นบทเป็น “เทพพยากรณ์” ในมิติด้านความมั่นคง แต่ก็พอจะคาดเดาได้ว่าปีใหม่ 2569 จะเป็นปีที่ไทยถูกรุมเร้าด้วยปัญหาความมั่นคงในมิติต่างๆ อย่างท้าทาย อีกทั้งหากมองจากเวทีโลก ความผันผวนที่นึกไม่ถึงจากสถานการณ์การบุกเวเนซุเอลาของผู้นำสหรัฐในวันที่ 3 มกราคม รวมกับสถานการณ์การประท้วงใหญ่ในอิหร่าน ที่ตามมาด้วยท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเข้าแทรกแซงปัญหาการปราบปรามที่เกิดขึ้น
รายงานข่าวจากสถานการณ์เช่นนี้เป็นสัญญาณในตัวเองอย่างมีนัยว่า ปี 2569 เริ่มต้นด้วยการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรงอย่างเห็นได้ชัด เพราะทั้งเวเนซุเอลาและอิหร่านคือพันธมิตรที่สำคัญของจีนและรัสเซียในการต่อต้านสหรัฐ การสูญเสียพื้นที่ทางภูมิรัฐศาสตร์ของฝ่ายตะวันออกเช่นนี้ อาจจะนำไปสู่การเสียสมดุลทางยุทธศาสตร์ในการแข่งขันระหว่างรัฐมหาอำนาจที่เกิดขึ้นในเวทีโลก
ถ้าเช่นนี้แล้ว ในกรณีของอิหร่าน จีนและรัสเซียจะทำตัวเป็นเพียง “ผู้ดู” หรือจะเล่นบท “ผู้แทรกแซง” เพื่อปกป้องรัฐบาลศาสนจักรของอิหร่าน คำถามเช่นนี้เป็นความท้าทายในตัวเองอย่างยิ่งว่า รัฐมหาอำนาจใหญ่จะกำหนดบทบาทในเกมการเมืองโลกชุดนี้อย่างไร
เราอาจจะลองหันกลับมาดูประเทศไทยของเราเองบ้าง… การเริ่มต้นสำหรับประเทศไทยในปี 2569 ยังคงมีเรื่อง “ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา” เป็นปัญหาสำคัญ และปัญหานี้ทับซ้อนด้วยเรื่องของจีนเทาและการหลอกลวงออนไลน์ ซี่งถ้าใช้สำนวนราชการไทยก็คงต้องเรียกว่าเป็น “ปัญหาผูกพันข้ามปี” เพราะไม่มีความชัดเจนว่าตกลงแล้วปัญหานี้จะยุติลงได้จริงเมื่อใด และนำไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ของประเทศทั้งสองได้หรือไม่
เนื่องจากรัฐเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกันในทางภูมิรัฐศาสตร์นั้น ไม่ว่าจะทะเลาะหรือมีข้อพิพาทหนักเพียงใดก็ตาม ก็จะต้องอยู่ร่วมกันต่อไป การ “ย้ายประเทศ” เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางภูมิศาสตร์ เท่าๆ กับการอยู่ร่วมกันโดย “ปิดพรมแดน” และไม่มีการติดต่อสัมพันธ์กันนั้น ก็เป็นไปไม่ได้ทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม มิไยต้องกล่าวถึงการเชื่อมต่อกันในทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของความเป็นรัฐเพื่อนบ้าน
แต่ก็หวังอย่างยิ่งว่า 2569 จะไม่เป็นปีที่นำไปสู่สงครามอีกครั้ง (หรือสงครามชายแดนไทย-กัมพูชารอบที่ 3) ซึ่งคงต้องพิจารณาด้วยความใคร่ครวญทั้งในทางการเมืองและการทหารว่า สงครามชายแดนเช่นนี้ตอบสนองต่อผลประโยชน์แห่งชาติของไทยเพียงใด
อย่างไรก็ตาม เราคงต้องยอมรับว่า ปัญหาไทย-กัมพูชาได้กลบปัญหาความมั่นคงอื่นไปจนหมด และประเด็นนี้กลายเป็นปัจจัยในการสร้าง “กระแสการเมือง” ที่ปรากฏในลักษณะของกระแสชาตินิยมและกระแสเสนานิยม และกลายเป็นกระแสครอบทัศนะของผู้คนในสังคมให้มีท่าทีแบบ “ชาตินิยมสุดโต่ง”
ความท้าทายอื่นที่รุมเร้า
ดังจะเห็นได้ว่าผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดน ทำให้ความสนใจของสังคมไทยไหลไปอย่างมากกับปัญหากัมพูชา จนทำให้เราลืม “ปัญหาสงครามกลางเมืองเมียนมา” และการเลือกตั้งที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งการเลือกตั้งเฟสสุดท้ายจะสิ้นสุดลงในวันที่ 28 มกราคม 2569 แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้บอกเราว่า สงครามกลางเมืองกำลังจะสงบลงแต่อย่างใด ทั้งปัญหาสแกมเมอร์และยาเสพติดในเมียนมาเองก็ดูจะมีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลไทยจะกำหนดท่าทีต่อปัญหานี้อย่างไร
รัฐบาลไทยต้องไม่ลืมว่า ปัญหาเมียนมานั้นมีผลกระทบด้านความมั่นคงกับไทยโดยตรง และบทบาทของไทยยังถือว่ามีส่วนอย่างสำคัญในการกำหนดอนาคตของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในเมียนมา ทั้งมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างบทบาทของอาเซียนในการแก้ปัญหาความรุนแรงในเมียนมา
ขณะเดียวกัน เราดูจะลืมเรื่องในบ้านของตัวเราเองไปอย่างสิ้นเชิงคือ “ปัญหาความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้” ปัญหานี้ยังมีแนวโน้มของความรุนแรงไม่แตกต่างจากเดิม และการก่อการร้ายกับปั๊มน้ำมัน 11 แห่งใน 3 จังหวัดในวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา เป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงการก่อเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และขบวนการแบ่งแยกดินแดนยังคงถือเอาการก่อเหตุรุนแรงเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนการต่อต้านรัฐ เพราะความรุนแรงคือการสร้างภาพของอำนาจที่เหนือกว่าฝ่ายรัฐ และสร้างความกลัวให้เกิดแก่ประชาชนในพื้นที่
นอกจากนี้ ปัญหาการเปลี่ยนกำลังพลจากทหารเป็น อส.จากกระทรวงมหาดไทย ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ จะเป็นความท้าทายอย่างมากถึงการดำเนินการในเรื่องนี้ที่จะต้องเกิดขึ้นในปี 2570 และไม่ชัดเจนในอนาคตว่า รัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะตัดสินใจและเตรียมการในเรื่องนี้อย่างไร
แม้จะมีการเจรจาระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับ BRN เกิดขึ้นตามที่ปรากฏในสื่อมวลชน แต่ดูเหมือนสำหรับผู้คนในพื้นที่และเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานความมั่นคงที่อยู่ในพื้นที่แล้ว ดูจะไม่ได้มีความหวังกับการเจรจานี้เท่าใดนัก เนื่องจากเป็นการเจรจาภายใต้กรอบเดิมคือ “แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม” หรือที่เรียกกันว่า “JCPP” แต่ผู้แทนของรัฐบาลไทยได้ประกาศว่า เป็นกรอบเดิมที่มีการปรับปรุงใหม่แล้ว ซึ่งอาจต้องเรียกในการนี้ว่า “JCPP ฉบับปรับปรุงใหม่” หรือว่าในความเป็นจริงแม้จะอ้างว่ามีการปรับใหม่ แต่สิ่งที่เราเห็นก็เป็นเพียง “เหล้าเก่าในขวดใหม่” เท่านั้นเอง
เรื่องสำคัญในมิติความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ดูเราจะไม่แสดงความสนใจมากนัก เพราะกระแสการเมืองแบบชาตินิยมกับปัญหากัมพูชานั้น ทำให้เราลืมเรื่องใหญ่ของประเทศคือ “ปัญหาภาษีทรัมป์” ซึ่งทางทำเนียบขาวเสนอมาที่จะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศไทยไปอเมริกาที่ร้อยละ 19 แต่จนปัจจุบันการเจรจาระหว่างผู้แทนรัฐบาลไทยกับคณะผู้แทนการค้าอเมริกัน (USTR) ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง และไม่ชัดเจนว่าการเจรจาจะเกิดขึ้นจริงได้เมื่อใด รวมถึงรัฐบาลไทยเองก็ยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการในการรับเกณฑ์ร้อยละ 19 นี้
นอกจากนี้ ปัญหาภาษีทรัมป์คือภาพสะท้อนของ “ปัญหาสงครามการค้า” ระหว่างสหรัฐกับชาติต่างๆ โดยเฉพาะกับจีน สงครามนี้มีผลกระทบกับเศรษฐกิจโลกและกับ “ห่วงโซ่อุปทานโลก” (global supply chains) สภาวะดังกล่าวจึงเป็นสัญญาณถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย
ข
ณะเดียวกัน ด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจภายในของไทยเอง คงต้องยอมรับว่า ปัจจัยบวกในการพยุงเศรษฐกิจของประเทศในปีใหม่ ยังคงมีปัญหาอยู่มาก ผลจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในเช่นนี้ ทำให้เศรษฐกิจไทย 2569 ยังมีปัจจัยความเสี่ยงรออยู่ข้างหน้า โดยเฉพาะปัจจัยการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่ และปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยเอง ที่พลังในการลากจูงเศรษฐกิจไทยไม่มีแรงมากที่จะสามารถลากประเทศได้ในแบบเดิม
อีกทั้งการจัดการกับปัญหาภาษีทรัมป์เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศ และผูกโยงกับผู้ประกอบการที่ต้องส่งสินค้าจากไทยไปตลาดอเมริกา ซึ่งเห็นชัดว่า ตลาดอเมริกามีความสำคัญกับเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เพราะไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ากับสหรัฐ และในอีกด้าน ไทยเป็นฝ่ายเสียดุลการค้าอย่างมากให้กับจีน ดังนั้น การหันไปมีปัญหากับทรัมป์ด้วยประเด็นกัมพูชาจึงอาจต้องใคร่ครวญมากขึ้น ปัญหานี้ท้าทายกับรัฐบาลใหม่อย่างมากว่า รัฐบาลไทยในอนาคตจะดำเนินการอย่างไรที่จะไม่พาประเทศไปสู่จุดที่มีความขัดแย้งกับผู้นำสหรัฐ และทำให้ประเทศต้องเสียประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
ปั
ญหาอีกประการที่จมหายไปกับสถานการณ์สงครามชายแดนคือ ความสนใจเรื่อง “ความเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ” ซึ่งความสุดโต่งที่ไทยเผชิญสะท้อนจากกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ และปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในระดับภูมิภาค เช่น ที่อินโดนีเซีย และศรีลังกา เป็นต้น และความแปรปรวนของอากาศเป็นภาวะจริงของโลกที่ปฏิเสธไม่ได้แล้ว ความแปรปรวนเช่นนี้ได้กลายเป็นปัญหาความมั่นคงสำคัญ ที่รัฐบาลจะต้องให้ความสนใจอย่างจริงจัง เพราะปัญหามีความรุนแรงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากนี้ ความเปลี่ยนแปลงของอากาศเช่นที่ปรากฏในรูปแบบของอุทกภัย ไฟป่า ดินถล่ม เป็นต้น ยังนำไปสู่ “ปัญหาความมั่นคงของมนุษย์” รัฐบาลในอนาคต การคิดเตรียมตัวรับสถานการณ์เช่นนี้ให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังจะเห็นได้จากบทเรียนของอุทกภัยหาดใหญ่ ที่ปัญหาความมั่นคงของอากาศทำให้เกิดปัญหาความมั่นคงของมนุษย์ และขยายตัวเป็นปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจในพื้นที่ดังกล่าว
ปัญหาความเปลี่ยนแปลงของอากาศในอีกด้าน กำลังพาปัญหาประจำปีให้กลับคืนมาสู่สังคมไทยคือ “ฝุ่นพิษ PM2.5” แต่ดูเหมือนว่า สังคมในท่ามกลาง “พายุสงคราม” จะยังไม่ค่อยมีเวลาถกแถลงเรื่องนี้เท่าใดนัก แม้สภาวะฝุ่นดังกล่าวจะเริ่มส่งสัญญาณมาตั้งแต่ปลายปีแล้ว และปีใหม่ที่เริ่มขึ้น ก็มาพร้อมกับความรุนแรงของ “ค่าฝุ่น” ที่ทำให้ชีวิตของผู้คนต้องประสบปัญหาด้านสุขภาพอย่างมาก
ความท้าทายที่ผันผวน
ใ
นท้ายที่สุด ท่ามกลางของปัญหาต่างๆ ที่ส่งผลสืบเนื่องในทางลบคือ ผลกระทบกับ “ชีวิตจริง” ของผู้คนในสังคมคือ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของบุคคล” กล่าวคือ คนไทยจนลง ชีวิตประสบปัญหามากขึ้น ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแพงขึ้น ทั้งชีวิตของตัวเองและครอบครัวทางเศรษฐกิจมีความยากลำบากมากขึ้น พร้อมกับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง
เรื่องราวอย่างสังเขปเช่นนี้เป็นสัญญาณว่า ปัญหาความมั่นคงไทยเป็นความท้าทายอย่างมากต่อรัฐบาลใหม่ และยังไม่รวมถึงปัจจัยการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของบรรดามหาอำนาจใหญ่ ที่มีคำถามปิดท้ายว่า โลกปีนี้จะเกิดวิกฤตการณ์ใหญ่ที่ไหนอีก กระนั้น ก็ขอมีความหวังสักนิดว่า วิกฤตในเวทีโลกจะไม่ร้อนเกินกว่านี้ เพราะดูเหมือน “นกพิราบสันติภาพ” ที่ถูกย่างจากปีที่ผ่านมา จะถูกย่างจนเกรียมในปี 2569 หรือไม่!
