มองบ้านมองเมือง | ปริญญา ตรีน้อยใส
จําได้ว่าเคยมีประเด็นถกเถียงเรื่องบุคคลภายนอกเข้าไปรับประทานอาหารในโรงอาหารของ จุฬาลงกรณ์มหาวิยาลัย จนเกิดความโกลาหลในตอนเที่ยง โดยเฉพาะปัญหาการแย่งที่นั่งนิสิต
ด้วยพนักงานส่งเอกสารและวินมอเตอร์ไซค์พอใจกับรสชาติและราคาของโรงอาหารหอพักนิสิต เช่นเดียวกับลูกค้าหลักของโรงอาหารอาคารวิทยกิตติ์ และคณะทันตแพทย์ จะเป็นคนทำงาน จากสยามสแควร์ อาคารจุลจักรพงษ์ และมหิตลาธิเบศร จะมาจากอาคารจามจุรีสแควร์ที่อยู่ใกล้ๆ หรือโรงอาหารรวมนิติ นิเทศ มาจากสามย่าน
หลังวิกฤตโควิด-19 ปัญหาเรื่องนี้เหมือนจะหายไป เพราะนิสิตเรียนออนไลน์บ้าง นิสิตเจนใหม่พอใจออกไปรับประทานที่ศูนย์การค้าและร้านค้าใกล้เคียงบ้าง นิสิตจำนวนหนึ่งซื้ออาหารจากตลาดนัดวันพุธหรือวันศุกร์ ของสโมสรอาจารย์ ไปนั่งรับประทานตามโต๊ะประจำบ้าง
รวมทั้งนิสิตรวมกลุ่มออกไปทำงาน คุยกันตามร้านกาแฟ หรือโคสตัดดี้สเปซข้างนอกมหาวิทยาลัย แล้วไม่กลับมารับประทานอาหารบ้าง
มาถึงวันนี้ พื้นที่โรงอาหารจะมีคนบ้างในตอนเช้าและเที่ยง แต่จะไร้ผู้คนในเวลาอื่น
ทั้งนี้ ยังรวมไปถึงชั้นเรียน ห้องบรรยาย ด้วยการเรียนออนไลน์ที่บ้าน หรืออยู่นอกห้องเรียน จะตรงกับจริตนิสิตทุกเจน เช่นเดียวกับตัวอาจารย์ผู้สอน ที่มีกิจกรรมอื่นทำนอกมหาวิทยาลัย
ยังมีกรณีเฉพาะ อย่างเช่น นิสิตสถาปัตย์ ที่เคยอาศัยโต๊ะไม้ขนาดใหญ่เขียนแบบส่งงาน ทุกวันนี้ไม่เพียงแต่โต๊ะ ห้องปฏิบัติการล้วนว่างเปล่า นิสิตทำงานในโน้ตบุ๊ก ด้วยแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ไหนก็ได้ รวมไปถึงการส่งงานเป็นไฟล์ออนไลน์ ที่ไม่เปลืองกระดาษ ไม่ทำลายธรรมชาติ เลยทำให้ห้องส่งงาน เก็บงานไม่จำเป็น การนำเสนองานก็แค่ฉายภาพบนผนัง ซึ่งรวมทั้งการบรรยายในห้องที่นั่งพื้น แบบอิสระทาวน์ฮอลล์
สำหรับอาจารย์ผู้สอน จากห้องทำงานที่เต็มไปด้วยตำรา เอกสาร และรายงานนิสิต ทุกอย่างหายไป ในยุคเปเปอร์เลส ที่หมายรวมถึงตัวอาจารย์ การให้คำปรึกษาออนไลน์ เลยไม่ต้องอยู่ รวมทั้งทำงาน ค้นคว้า หรือเขียนบทความ เพื่อขอตำแหน่งวิชาการที่ไหนก็ได้ สาขาวิชาที่ต้องอาศัยเครื่องมืออุปกรณ์ ที่ล้วนเก่าล้าสมัยแล้ว สู่การออกไปอยู่ตามโรงงาน ร้านค้า และบริษัท ตามนโยบายอินดัสเตรียลลิงก์ หรือวิสาหกิจชุมชน
ทุกครั้งที่เกิดภาวะวิกฤต มลพิษทางอากาศ การจราจรหนาแน่น และเหตุการณ์ต่างๆ มหาวิทยาลัยจะสั่งการให้เจ้าหน้าที่ทำงานที่บ้าน จนกลายเป็นทางชอบ เป็นที่นิยม ซึ่งทำให้สำนักงานไร้การใช้สอย

สภาพการณ์เช่นนี้ทำให้ทุกห้อง ทุกพื้นที่ ในคณะสาขาวิชาในมหาวิทยาลัยว่างเปล่า ร้างการใช้สอย คล้ายกับโรงอาหาร เศรษฐกิจของไทยที่เคยดีมากเมื่อหลายปีก่อน ทำให้ได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ สูงหลายสิบชั้น แยกเฉพาะพันธกิจต่างๆ บรรดาผู้บริหารและอาจารย์เลยแบ่งกันครอบครองอสังหาริมทรัพย์มูลค่าสูง เป็นเจ้าของพื้นที่ว่างไร้การใช้สอย ในปีปัจจุบัน
แม้ว่าอาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้มีความรู้ระดับสูง จะออกมาอธิบายถึงสถานการณ์โลกปัจจุบัน การเปลี่ยนจากดิสรัปชั่น จะชี้แนะ เสนอแนวทาง อบรมให้ความรู้ให้ภาคเอกชน และองค์กรของรัฐในเรื่องต่างๆ ได้แก่ การปรับเปลี่ยนวิธีทำงาน การปฏิรูปองค์กร การลดจำนวนคน การสร้างนวัตกรรมใหม่ การใช้พื้นที่แบบมิกซ์ยูส และอื่นๆ อีกมากมาย
แต่สำหรับมหาวิทยาลัย กลับเก็บรักษาห้องเรียน ห้องบรรยาย พร้อมเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์ ห้องปฏิบัติการ พร้อมเครื่องมือเครื่องจักรกลพ้นสมัย ห้องทำงานที่มีเอกสารราชการวิชาการและราชการ เต็มชั้นที่ไม่ได้ใช้สอยอ้างอิงแต่อย่างใด
มหาวิทยาลัยในวันนี้จึงเป็นบทเรียนประวัติศาสตร์ให้นิสิตสัมผัส รักษาสิ่งต่างๆ สำหรับเล่าขานวิวัฒนาการการเรียนการสอน และเป็นพิพิธภัณฑ์การศึกษาของชาติต่อไปในอนาคต
