นัยความเป็นคน | นิ้วกลม
1
การอ่านข้อเขียนทั้งหมดนี้อาจมีผลต่อสุขภาพของคุณ
มันอาจส่งผลว่าคุณจะอายุยืนขึ้นหรือสั้นลง
คุณเชื่อในสิ่งที่ผมเขียนไว้สองบรรทัดข้างบนนี้หรือไม่
เพราะทุกสิ่งที่เรา-มนุษย์-ปฏิสัมพันธ์ด้วยล้วนมีผลต่อร่างกายและจิตใจของเราทั้งสิ้น โดยเฉพาะมนุษย์ด้วยกัน
ตามคติของชาวพื้นเมืองหลายถิ่นที่ล้วนมีคำสอนทำนองนี้ “ทุกสิ่งและทุกคนล้วนเกี่ยวดองกัน” ซึ่งหมายถึงความเชื่อมโยงกันระหว่างปัจเจกชนกับโลกทั้งผอง ตั้งแต่ผู้คน ทั้งญาติมิตรใกล้ชิด ไปจนถึงคนแปลกหน้า เลยไปจนบรรพบุรุษที่ตายจากไปแล้ว ลูกหลานที่ยังไม่เกิด รวมไปถึงก้อนหิน ใบไม้ สายลม ดิน ฟ้า และสิ่งมีชีวิตทุกชนิด
เราได้รับผลกระทบจากทุกสิ่ง และส่งผลกระทบต่อทุกอย่าง
มีเราในสรรพสิ่ง มีสรรพสิ่งอยู่ในเรา
พระกฤษณะกล่าวในคัมภีร์ภควัทคีตาเอาไว้ว่า “เขาผู้เห็นคนในสรรพสิ่งและเห็นสรรพสิ่งในตน คือผู้สถิตในปัญญา”
พระพุทธเจ้าสอนเรื่องอนัตตาที่มีคำอธิบายว่า สรรพสิ่ง รวมถึงตัวเรา ล้วนไม่มีตัวตนที่แน่แท้ถาวร เป็นเพียงผลลัพธ์จากเหตุปัจจัยนานาประการประกอบเข้าด้วยกันในชั่วขณะหนึ่ง “ในสิ่งนี้มีทั้งหมด ในทั้งหมดมีสิ่งนี้ ไม่มีสิ่งนี้ก็ไม่อาจมีทั้งหมด ไม่มีทั้งหมดก็ไม่อาจมีสิ่งนี้”
คัมภีร์เต๋าของจีนโบราณก็กล่าวถึงเรื่องเดียวกันนี้เช่นกัน ในบทที่ 42 รจนาว่า
เต๋าให้กำเนิดหนึ่ง
หนึ่งให้กำเนิดสอง
สองให้กำเนิดสาม
สามให้กำเนิดสรรพสิ่ง
อันหมายถึง สิ่งต่างๆ ให้กำเนิดสิ่งถัดไป และทั้งหมดนั้นล้วนเป็นเต๋า
2
วิทยาศาสตร์สมัยใหม่พูดเรื่องเดียวกันนี้อย่างเห็นภาพ และผู้ที่ให้ความสำคัญกับความเชื่อมโยงระหว่างคนกับสภาพแวดล้อมอย่างมากคือคุณหมอการ์บอ มาเต ผู้เขียนหนังสือ The Myth of Normal ซึ่งพูดถึงแนวคิดชีวจิตสังคม ที่นำเสนอว่า อารมณ์และสรีรวิทยาของคนเราเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับความสัมพันธ์ ตั้งแต่ระดับบุคคลไปถึงระดับวัฒนธรรม
หมายความว่า เราอยู่ใกล้ใคร หรืออยู่ในสังคมแบบใด ย่อมมีผลต่อกายใจของเราอย่างเลี่ยงไม่ได้
นี่คือการเสนอมุมมองที่แตกต่างจากมุมมองของแพทย์ทั่วไปที่มองว่า อาการของโรคภัยไข้เจ็บหรือปัญหาสุขภาพจิตนั้นเกิดขึ้นในตัวบุคคลที่เป็นปัจเจก แต่คุณหมอมาเตมองว่าไม่จริงเลย เราต่างป่วยไข้เพราะวัฒนธรรมที่เราใช้ชีวิตอยู่ในนั้น
จิตใจของเราเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของคนรอบตัว ตั้งแต่แรกเกิดไปจนตาย
เราจะกลายไปเป็นคนแบบไหนจึงขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกอย่างมาก ไม่ใช่แค่นิสัยใจคอ แต่ยังหมายถึงอารมณ์ ความรู้สึก สภาพจิตใจ และสภาพร่างกาย ไปจนถึงอวัยวะภายใน
เด็กน้อยคนเดียวกัน หากถูกเลี้ยงดูขึ้นมาโดยผู้คนต่างกลุ่มกัน ในวัฒนธรรมที่ต่างกัน เขาจะมีสุขภาพแตกต่างกันไปคนละทิศ
จากการทำการศึกษาเรื่องนี้ ผลลัพธ์ออกมาว่า สมองและจิตใจของเราไม่ได้ทำงานอย่างเป็นเอกเทศ ไม่ได้แยกขาดจากสมองและจิตใจของคนอื่น
สมองของคุณตอนนี้ก็ได้รับผลกระทบจากสิ่งที่ส่งออกไปจากสมองของผม
นี่คือ “ชีววิทยาระหว่างบุคคล”
กายใจของเราเปลี่ยนได้ด้วยกายใจคนอื่น
แต่เรามักมองคนแต่ละคนแยกขาดจากกัน แยกขาดจากโลกรอบตัวเขา คุณหมอมาเตบอกว่า เราปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์เหมือนเขาอยู่ในห้องทดลองที่ไร้ตัวแปรใดๆ

3
ทุกวันที่เราตื่นขึ้นมาคือการพาตัวเองออกไปปฏิสัมพันธ์กับโลกและผู้คน ผู้คนที่ได้พบเจอล้วนก่อให้เกิดปฏิกิริยาบางอย่างในสมองและร่างกายทั้งร่างของเรา อยู่ที่เราเจอใคร เจอคนใจดีหรือใจร้าย เจอคนเอื้อเฟื้อหรือเอาเปรียบ เจอคนพลังบวกหรือ toxic
คนที่อยู่ใกล้และเจอกันทุกวันย่อมมีผลกับตัวเราอย่างมาก
มีการศึกษาที่พบว่า คนที่ใช้ชีวิตคู่มีอัตราเสียชีวิตต่ำกว่าคนโสดที่อายุเท่ากัน ไม่ว่าคนโสดนั้นจะโสดเพราะแยกกันอยู่ หย่าร้าง เป็นหม้าย หรือไม่เคยแต่งงานก็ตาม
พบว่า คนโสดมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและมะเร็ง โรคติดเชื้อ เช่น ปอดอักเสบ ไข้หวัดใหญ่ ตับแข็ง และโรคปอดสูงกว่าด้วย
แต่คนที่มีชีวิตคู่แล้วไม่มีความสุขนั้นสุขภาวะเลวร้ายกว่าคนที่ไม่แต่งงาน คู่สมรสที่ทะเลาะเบาะแว้งกันบ่อยจะมีระดับฮอร์โมนความเครียดสูงขึ้น และทำงานของระบบภูมิคุ้มกันจะลดลง
เช่นนี้แล้วจึงคล้ายกับว่า ร่างกายของเรานั้นเชื่อมต่อกับคนใกล้ชิดเหมือนเรา “ร่วมร่างกาย” เดียวกัน ดังคำกล่าวในหนังจีนของชาวยุทธภพว่า “มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน” ราวกับเป็นร่างเดียวกัน
สรีรวิทยาของเด็กจะยิ่งไวเป็นพิเศษต่อสภาวะอารมณ์ของผู้ดูแล ระดับฮอร์โมนความเครียดของเด็กเล็กได้รับผลกระทบจากบรรยากาศทางอารมณ์ภายในบ้านสูงมาก การอักเสบในปอดของเด็กได้รับผลโดยตรงจากอารมณ์ของแม่หรือพ่อ
พ่อแม่ที่มีสภาพจิตใจไม่ดี เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล หงุดหงิดเรื้อรัง นำไปสู่อาการโรคหืดของลูกในอนาคต
4
ปัจจัยทางสังคมก็เกี่ยวข้องกับกายใจของเราเช่นกัน
หากคุณหมอสักคนบอกเราว่า การเหยียดเชื้อชาติเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหืด เราคงรู้สึกแปลกและทำหน้างุนงง แต่เมื่อลองใคร่ครวญดูดีๆ มันก็เป็นเหตุเป็นผลกันได้จริงๆ
ในการศึกษาขนาดใหญ่ของหญิงอเมริกันผิวดำ ประสบการณ์การถูกเหยียดเชื้อชาตินั้นสัมพันธ์กับการเกิดโรคในวัยผู้ใหญ่ กระทั่งเกิดเครื่องหมายคำถามที่น่าคิดว่า การอักเสบและภาวะหลอดลมตีบของผู้หญิงเหล่านี้เป็นลักษณะโรคของปัจเจกหรืออาการป่วยไข้ทางสังคม
ในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำย่อมส่งผลต่อกายใจของผู้คนด้วย
ในการศึกษาของอังกฤษพบว่า คนว่างงานมีระดับการอักเสบในร่างกายสูงกว่า เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยมากกว่า ยิ่งว่างงานเท่าไร ความเสี่ยงก็ยิ่งสูงขึ้น ระดับการอักเสบรุนแรงที่สุดพบในสกอตแลนด์ ภูมิภาคที่การว่างงานเป็นปัญหาใหญ่และเรื้อรังที่สุด แม้คนที่มีงานทำก็ได้รับผลกระทบไปด้วย
ผู้คนในระดับล่างในลำดับขั้นการบังคับบัญชาเป็นตัวบ่งชี้ถึงการเสียชีวิตจากโรคหัวใจชัดเจนกว่าปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่ คอเลสเตอรอล หรือความดันโลหิตสูง
งานที่เลวร้ายส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตมากกว่าการตกงาน
5
ผมอ่านหนังสือ The Myth of Normal ด้วยความตะลึงพรึงเพริด แล้วอดคิดต่อไม่ได้ว่า หากร่างกายและจิตใจของเราเชื่อมต่อกับสังคมและสภาพแวดล้อมจนแทบจะแยกออกจากกันไม่ได้เช่นนี้ คำถามที่ต้องถามก็คือ แล้วเราใช้ชีวิตอยู่ใน “สภาพแวดล้อม” แบบไหน
หากร่างกายและจิตใจของเราเชื่อมต่อกับสังคมเช่นนั้น เมื่อหันมามองสังคมไทยที่เราอาศัยอยู่ สังคมที่ความเหลื่อมล้ำถ่างกว้าง มีความขัดแย้งทางการเมืองสูงลิ่ว การเปรียบเทียบทางชนชั้นมีให้เห็นทุกเมื่อเชื่อวัน อากาศเป็นพิษ ฝุ่น PM2.5 ห่มคลุมทั่วท้องฟ้า การงานเคร่งเครียด กดดัน งานหายาก เศรษฐกิจชะลอตัว ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีผลต่อสมอง ตับ ปอด หัวใจ หลอดลม และสุขภาพจิตของเราอย่างไรบ้าง
เราคุยกันถึงเทรนด์สุขภาพอายุยืนยาวอย่าง Longevity แต่ในขณะเดียวกัน เรากลับไม่ค่อยได้พูดถึงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง การปรับเปลี่ยนระบบให้บ้านเมืองมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อ “ชีวิตที่ดี” มากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะสำหรับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่หมายถึงบ้านเมืองที่ดีต่อคนทุกคนในสังคมเดียวกัน
และเมื่อสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่และเป็นพิษหุ้มห่อเรา ส่งผลให้เรามีสุขภาพกายใจที่ย่ำแย่ตาม ตัวเราเองแต่ละคนก็ค่อยๆ กลายเป็นสภาพแวดล้อมที่ (อาจจะ) เป็นพิษต่อคนอื่นสืบเนื่องต่อไปอีก
เช่น บนท้องถนนที่รถติดส่งผลให้คนขับรถเครียด พอเครียดก็ไม่เคยให้ทางกัน บีบแตรไล่ เปิดกระจกด่ากัน
สภาพแวดล้อมและสังคมส่งผลถึงปัจเจกบุคคล ปัจเจกก็ส่งผลไปถึงปัจเจกคนอื่นต่อเป็นทอดๆ แล้วทั้งหมดนั้นก็ก่อร่างสร้างสังคมขึ้นอีกที
ความป่วยไข้ของผู้คนในยุคนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเดี่ยวๆ จากตัวเขาเองตามลำพัง เมื่อเราตรวจโรคร้ายในตัวมนุษย์คนหนึ่ง คำถามที่น่าตั้งคำถามคือ “ตกลงแล้วนี่คือโรคของบุคคลนี้ หรือเป็นโรคจากสังคมที่บุคคลนี้อาศัยอยู่กันแน่”
ในสังคมที่เต็มไปด้วยผู้คนที่ป่วยไข้ด้วยโรคทางกาย รวมถึงล้มหมอนนอนเสื่อจากโรคทางใจอย่างโรคซึมเศร้า วิตกกังวล ไบโพลาร์ ฯลฯ คำถามที่น่าถามและน่าสำรวจก็คือ นี่คืออาการของ “โรคทางสังคม” ด้วยใช่ไหม
มนุษย์ไม่เคยแยกขาดจากโรค
ทั้งหมดคือหนึ่ง หนึ่งคือทั้งหมด
เราเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน
ถ้าชีวิตเราดี โลกรอบตัวก็จะดี
ถ้าโลกรอบตัวดี ชีวิตเราก็จะดี
ถ้าเราป่วย แปลว่าโลกกำลังป่วยเช่นกัน
