bg-single

นาฏศิลป์และดนตรี ‘วัฒนธรรมร่วม’ อุษาคเนย์

15.02.2026

| สุจิตต์ วงษ์เทศ

นาฏศิลป์และดนตรี กับภาษาและวรรณกรรม มีความเป็นมาร่วมกันโดยสรุป ดังนี้

1. สมัยดั้งเดิมเริ่มแรก นาฏศิลป์และดนตรีกับภาษาและวรรณกรรมเป็นการละเล่นในพิธีกรรมทางศาสนาผีที่ผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน

2. ดังนั้น ภาษาและวรรณกรรมสมัยดั้งเดิมเริ่มแรกมีขึ้นเพื่อฟัง (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการละเล่นนาฏศิลป์และดนตรี) ไม่ใช่เพื่ออ่านซึ่งเป็นวัฒนธรรมสมัยหลังๆ มาก

3. เฉพาะนาฏศิลป์และดนตรีเป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ ส่วนภาษาและวรรณกรรมแยกจากกันไปตามการใช้ภาษาในตระกูลภาษาต่างกันตามกลุ่มชาติพันธุ์

[ปัจจุบัน นาฏศิลป์, ดนตรี, ภาษา, วรรณกรรม แยกเป็นส่วนๆ อย่างเอกเทศ ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนว่าสมัยดั้งเดิมเริ่มแรกก็แยกเอกเทศอย่างปัจจุบัน]

นาฏศิลป์และดนตรีเป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ของชุมชนเกษตรกรรมเริ่มแรกหลายพันปีมาแล้ว ซึ่งมีที่มาและมีพัฒนาการอย่างน้อย 2 ทาง ได้แก่

ทางแรก จากการละเล่นดั้งเดิมอุษาคเนย์

อีกทางหนึ่ง รับมาผสมกลมกลืนจากนาฏศิลป์และดนตรี “นอก” อุษาคเนย์ โดยเฉพาะจากอินเดีย

ต่อมา หลังจากผสมกลมกลืนกันแล้วจึงถูกกำหนดให้เรียกชื่อต่างกันด้วยเหตุผลทางการเมือง 2 ระยะ คือ

ระยะแรก เป็นการเมืองดั้งเดิมเรียกนาฏศิลป์และดนตรีสยาม

ระยะหลัง เป็นการเมืองชาตินิยมไทยถูกบงการให้เรียกสืบมาจนปัจจุบันว่านาฏศิลป์และดนตรีไทย

“ไม่มา” จากอินเดีย

รัฐราชการรวมศูนย์ของไทยอธิบายว่า “นาฏศิลป์และดนตรีไทยมาจากอินเดีย” ที่ยังใช้งานการเรียนการสอนในสถานศึกษาทั่วประเทศจนปัจจุบัน ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดประวัติศาสตร์แบบอาณานิคมเกือบ 200 ปีมาแล้ว

แต่เมื่อไม่นานมานี้ แนวคิดแบบอาณานิคมถูกหักล้างด้วยหลักฐานวิชาการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา ดังนั้น นาฏศิลป์และดนตรีไทย “ไม่มา” จากอินเดีย แต่ตำราของทางการยังไม่อัพเดตข้อมูล ทำให้งมงายสิ่งล้าสมัย

ประวัติศาสตร์แบบอาณานิคม มีแนวคิดดังนี้ (1.) อุษาคเนย์ดั้งเดิมเป็นดินแดนป่าเถื่อน ไม่มีวัฒนธรรม แต่หลังรับวัฒนธรรมอินเดียจึงมีบ้านเมืองและมีวัฒนธรรม (2.) จากนั้นรับนาฏศิลป์และดนตรีอินเดียมาดัดแปลงเป็นนาฏศิลป์และดนตรีไทย ซึ่ง ศ. ยอร์ช เซเดส์ (นักปราชญ์ฝรั่งเศส) กล่าวไว้นานแล้ว ในหนังสือ Indianized States of Southeast Asia ฉบับภาษาฝรั่งเศส พิมพ์ครั้งแรก ราว 60 ปีมาแล้ว ค.ศ. 1964 (พ.ศ. 2507) ว่าตำนานกำเนิดรัฐฟูนันเกี่ยวกับหัวหน้าเผ่าพันธุ์ซึ่งเป็นหญิงพื้นเมืองนุ่งใบมะพร้าวกับพ่อค้านักเสี่ยงโชคทางทะเลผู้มั่งคั่งด้วยเครื่องนุ่งห่ม สะท้อนให้เห็นอินเดียเป็นผู้เจริญกว่าได้เข้าไปปราบปรามคนพื้นเมืองอุษาคเนย์และตั้งตัวเป็นใหญ่ แล้วนำอารยธรรมอินเดียเข้ามาสร้างให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองแก่คนพื้นเมือง เท่ากับสร้างอาณานิคมของอินเดียในอุษาคเนย์ หรืออุษาคเนย์เป็นอาณานิคมอินเดีย ซึ่งยังเชื่อถือจนทุกวันนี้จากนักโบราณคดีไทย (มีข้อมูลอีกมากในหนังสือ เหล็ก “โลหปฏิวัติ” เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว ของ ศรีศักร วัลลิโภดม สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2548 หน้า 11-12)

แต่หลักฐานวิชาการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษวิทยายืนยันหนักแน่นตรงกันว่า อุษาคเนย์เจริญก้าวหน้าเป็นบ้านเมืองใหญ่โตกว้างขวางแล้วก่อนติดต่อกับอินเดีย ดังนั้น อุษาคเนย์รับวัฒนธรรมอินเดียที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยไม่เกี่ยวกับการเป็นอาณานิคม

อุษาคเนย์มีชุมชนนับถือศาสนาผี มีการละเล่นเป็นแบบแผนมั่นคงทั้งฟ้อนเต้นและดีดสีตีเป่ามานานมาก จึงเจริญเติบโตเป็นบ้านเมืองก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเกี่ยวกับโลหะ (ได้แก่ ทองแดง, เหล็ก) จากการค้าเริ่มแรกระยะไกลทางทะเลคือทองแดง จนได้นาม “สุวรรณภูมิ” ตั้งแต่เรือน พ.ศ.1 หรือราว 2,500 ปีมาแล้ว ก่อนติดต่อรับศาสนาและวัฒนธรรมอินเดีย

ในการค้าเริ่มแรกนั้น บรรดานักเสี่ยงโชคทางการค้าจากอินเดียใต้ต้องเข้าหาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับหัวหน้าเผ่าพันธุ์อุษาคเนย์

ต่อมา หัวหน้าเผ่าพันธุ์ว่าจ้างนักเสี่ยงโชคบางคนบางกลุ่มเป็นที่ปรึกษาเรื่องต่างๆ ทั้งด้านการค้า, การเมือง, การศาสนา ตลอดจนข้อมูลความรู้ทางวัฒนธรรม ทั้งนี้ โดยไม่มีอำนาจครอบงำและสั่งการใดๆ ดังพบว่าหัวหน้าเผ่าพันธุ์เลือกรับวัฒนธรรมอินเดียด้วยวิธีไม่รับทั้งหมดที่มาจากอินเดีย เช่น ไม่ลึกซึ้งในปรัชญาขั้นสูง หมายถึง ไม่ลึกซึ้งในปรัชญาและวรรณกรรมชั้นสูงทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เพราะเน้นพิธีกรรมเป็นสำคัญเหนืออย่างอื่น และไม่รับระบบวรรณะ หมายถึง ไม่รับระบบวรรณะของอินเดีย ซึ่งมีกษัตริย์, พราหมณ์, แพศย์, ศูทร (และจัณฑาล) จึงพบว่าในไทยมีระบบไพร่ของพื้นเมือง แต่ไม่มีระบบวรรณะ

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาพุทธจากอินเดีย แผ่ถึงอุษาคเนย์เมื่อชาวอินเดียรู้ว่ามีบ้านเมืองใหญ่โตอยู่สุวรรณภูมิ (ถ้าไม่มีคนและบ้านเมืองใหญ่โตก็ไม่แผ่ศาสนาเข้ามา) ข้อมูลหลักฐานเหล่านี้เป็นพยานแสดงชัดเจนว่า สุวรรณภูมิและอุษาคเนย์มีบ้านเมืองใหญ่โตระดับรัฐและมีความมั่งคั่งจากการค้าเริ่มแรกระยะไกลทางทะเล ก่อนติดต่อรับวัฒนธรรมและศาสนาจากอินเดีย เมื่อหลัง พ.ศ.1000

นาฏศิลป์และดนตรีสมัยแรก ซึ่งเป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ (ภาพจาก สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร)

ชุมชนเริ่มแรกหลายชาติพันธุ์

นาฏศิลป์และดนตรีเป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ของชุมชนเกษตรกรรมเริ่มแรกหลายพันปีมาแล้ว ประกอบด้วยชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ที่ผสมกลมกลืนทางสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งล้วนเป็นบรรพชนคนไทย ดังนี้

(1.) ชุมชนเกษตรกรรมเริ่มแรกมีอายุเก่าแก่มากว่า 3,000 ปีมาแล้ว ประกอบด้วยชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลต่างๆ ได้แก่ มอญ-เขมร, ชวา-มลายู-จาม, จีน-ทิเบต-พม่า, ม้ง-เมี่ยน, ไท-กะได หรือไท-ไต ฯลฯ

(2.) คนในชุมชนเริ่มแรกรู้จักสะสมอาหาร ด้วยการทำนาปลูกข้าวและเลี้ยงสัตว์ จึงหยุดร่อนเร่แสวงหาอาหารตามธรรมชาติ แล้วปลูกเรือนอยู่รวมกันเป็นชุมชนหมู่บ้าน หลังจากนั้นเรียนรู้เทคโนโลยีและหลอมโลหะ

(3.) นับถือศาสนาผี มีความเชื่อเรื่องขวัญ สืบเนื่องจนปัจจุบัน ดังนั้น พิธีกรรมจำนวนหนึ่งเป็นมรดกตกทอดถึงปัจจุบัน เช่น พิธีกรรมหลังความตาย, พิธีขอฝน และขอความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหาร ฯลฯ

ดินแดนประเทศไทย (ปัจจุบัน) เมื่อหลายพันปีมาแล้วยังไม่มีประเทศไทย, ภาษาไทย, คนไทย แต่อีกนานถึงจะมี (ต่อไปข้างหน้า)

(1.) ไม่มีประเทศไทย เพราะประเทศไทยเพิ่งมี พ.ศ.2482 ก่อนหน้านั้นชื่อประเทศสยาม

(2.) ไม่มีภาษาไทย เพราะภาษาไทยเพิ่งมีบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา เมื่อเรือน พ.ศ.1700 (แต่ภาษาไทยมีรากเหง้าราว 3,000 ปีมาแล้ว อยู่ภาคใต้ของจีน บริเวณมณฑลกวางสี ต่อเนื่องภาคเหนือของเวียดนาม)

(3.) ไม่มีเชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์ ทั้งนี้ เพราะคนไทยมาจากชาวสยาม ซึ่งเป็นลูกผสมของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา เรือน พ.ศ. 1700

ส่วนเชื้อชาติไม่มีในโลก แต่ถูกสร้างใหม่ในยุโรป ราว พ.ศ.2300 (ตรงกับสมัยอยุธยาตอนปลาย) จากนั้นแพร่หลายถึงสยาม ราวหลัง พ.ศ.2400 (ตรงกับสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น)

ดังนั้น นาฏศิลป์และดนตรีเป็นวัฒนธรรมร่วมตั้งแต่สมัยดั้งเดิมเริ่มแรกสืบมากระทั่งปัจจุบัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วันที่ฝันเป็นจริง
ประชาชนขนทรายเข้าวัด
พักร้อน
Lonely Castle in the Mirror : บทบาทของครูและแม่เรื่องบูลลี่
‘คอนเสิร์ตที่ (ไม่) พึงปรารถนา’
คุยกับทูต เอลชิน บาชีรอฟ อาเซอร์ไบจาน เสน่ห์สองทวีป สู่ดาวรุ่งฤดูหนาว (1)
E-DUANG | เป้าหมาย iLaw ยิ่งชีพ เป้าหมาย #สั่งฟ้องสว.
“ขื่น”ในความ”ยินดี” | สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
เหรียญรูปเหมือน 2477 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสุปัฏนาราม จ.อุบลฯ
แก้ท่วมซ้ำซาก ‘น่าน’
‘กับดัก’
เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย